ศุกร์, 28 เม.ย. 2017
 
 

Resources

Login Form



Who's Online

เรามี 596 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
โลจิสติกส์กับการส่งออก ตอนที่ 2
User Rating: / 1
แย่ดีที่สุด 
วันจันทร์ที่ 24 สิงหาคม 2009 เวลา 18:08 น.
smaller text tool iconmedium text tool iconlarger text tool icon

 
          มาต่อกันเลยนะครับ ปัจจุบันมีการเปิดเสรีโลจิสติกส์และการขนส่งในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนกับสหภาพยุโรป ซึ่งมีข้อกำหนดให้เปิดเสรีบริการโลจิสติกส์ระหว่างกันก่อนปี 2558 และจะต้องขยายการบริการออกไปทุกสาขาบริการในเร็วปีนี้ กรอบข้อตกลงที่ว่านี้ทำให้ด้านผู้ประกอบการ โลจิสติกส์ ตัวแทนออกของ และผู้รับขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ มีการเตรียมการกับนโยบายดังกล่าว เพื่อสนองต่อสถานการณ์การค้าใหม่ที่กำลังเปิดกว้างอย่างเสรีมากขึ้น นโยบายนี้สภาพัฒน์เป็นตัวหลักในการออกแบบแผนเพื่อการปรับปรุง โดยมีการตั้งกลยุทธ์ไว้ 5 ข้อใหญ่ เช่น การปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต เพิ่มศักยภาพทางการขนส่ง การอำนวยความสะดวกทางการค้า การพัฒนากำลังคน เป็นต้น กลยุทธ์เช่นที่ว่ามานี้ล้วนมีเป้าหมายเพื่อการลดต้นทุนโลจิสติกส์ การพัฒนาศักยภาพให้ดีขึ้นทุกด้าน เพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการธุรกิจ ตลอดจนการเพิ่มขีดความสารถทางบุคลากรให้มีมากขึ้น และสนับสนุนสู่การเป็นฮับในการขนส่งของภูมิภาค การเปลี่ยนแปลงเพื่อมุ่งสู่การพัฒนา เราจะเห็นได้ว่ากรมศุลกากรนั้นได้มีการเปิดตัว e-customs แล้วโดยการใช้เวลาในการตรวจเช็คสินค้าเพียง 30 นาที ซึ่งถือได้ว่าเป็นการปรับตัวที่มีประสิทธิภาพ เห็นเป็นรูปธรรมเพื่อความก้าวหน้าสู่เป้าหมายอย่างเห็นชัดที่สุด ด้านที่สังเกตเห็นได้คือจากเดิมเป็นเอกสาร ได้เปลี่ยนมาเป็นแบบไร้สาย คือครอบคลุมถึงการตรวจเอกสาร การจัดทำข้อมูลใบขนส่งสินค้า หรือการชำระภาษี และรวมถึงการเชื่อมโยงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ส่งผลการใช้เวลาสั้นลง เหและในอนาคตอันใกล้นี้เราอาจจะได้เห็นการเชื่อมโยงข้อมูลกลุ่มอาเซียนด้วยกันเพื่อเป็นบริการแบบเบ็ดเสร็จด้านศุลกากรอาเซียน
         การเปิดการเจรจาเขตการค้าเสรี อาเซียน-อียู ที่มีอยู่ในขณะนี้มีทั้งการเจรจาการค้า การลงทุน และการบริการ ผลกระทบที่ได้จากการเจรจานั้นมีผลให้ลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าระหว่างกัน ก่อให้เกิดการการค้าขายที่เพิ่มขึ้นระหว่าภูมิภาค ทำให้การบริการโลจิสติกส์เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ซึ่งทำให้ทางสหภาพยุโรปมีความสนใจที่จะเข้ามาดำเนินธุรกิจในภูมิภาคอาเซียน การเปิดเสรีทางการค้านี้มีผลทั้งทางด้านลบ และบวกต่ออุตสาหกรรมไทย คือจะมีการเพิ่มการลงทุนสู่ประเทศไทยละภูมิภาคอาเซียนโดยตรง เกิดการถ่ายองค์ความรู้และเทคโนโลยีสู่กัน ส่วนในด้านลบนั้นจะเกิดการผูกขาดธุรกิจบริการจากต่างชาติมากขึ้น การที่โลจิสติกส์ไทยนั้นไม่สามารถที่จะแข่งขันกับสหภาพยุโรปได้นั้นเนื่องจากมีการขาดความน่าเชื่อด้านมาตรฐานการบริการ ความรับผิดชอบต่อปัญหาเวลาขนส่งสินค้า (บทความนี้มาจาก eThaiTrade.com)การแก้ไขปัญหานั้นเราจะต้องเพิ่มความรู้เกี่ยวกับธุรกิจระหว่างประเทศ เปลี่ยนรูปแบบการจัดส่งสินค้าออก มีกระบวนการรับผิดชอบส่วนค่าระวางเรือ และการประกันภัยระหว่างประเทศเป็นต้น การปรับมาตรฐาน  ประสิทธิภาพให้มากขึ้นนี้ เราก็จะดำเนินการตามกลยุทธ์ไปสู่เป้าหมายได้ดีขึ้น และมุ่งสู่การเปิดตลาดเสรีด้านโลจิสติกส์ไปยังสหภาพยุโรปได้มากขึ้นอีกด้วย
         ประเทศที่มีการประเมินความพร้อมด้านการขนส่งทั้งจุดแข็งจุดอ่อน และอุปสรรคด้านโลจิสติกส์มากที่สุดในภูมิภาคอาเซียนคือ ประเทศญี่ปุ่น เพราะเมื่อไม่นานมานี้ ญี่ปุ่นมีการสำรวจ 7 เส้นทางสำหรับการขนส่ง ทั้งทางบก ทางน้ำ อากาศ เพื่อเป็นฐานข้อมูลของนักลงทุนที่อาจจะมีความต้องการด้านการย้ายฐานการผลิต นับได้ว่าเป็นประเทศนำร่องแห่งการเตรียมพร้อมเพื่อการรับมือในอนาคตประเทศแรก ๆ หน่วยงานที่ดูแลทางด้านนี้โดยตรงของไทยเองอาจจะนำแนวคิด วิธีการแบบประเทศญี่ปุ่นมาใช้เพื่อการแก้ปัญหาในระดับปฏิบัติการเข้ามาพัฒนาในประเทศต่อไป ไม่ว่าจะเป็นวิธีแบบทาง JETRO Head Office ซึ่งมีการออกแบบหลักสูตร เพื่อให้สอดคล้องกับการปฏิบัติงานจริง โดยมีการเน้นให้มีวิทยากรที่มีความสามารถสูงมาให้ความรู้ ความเข้าใจ  มีการพัฒนาหลักสูตร การประสานแลกเปลี่ยนข้อมูลทั้งภาครัฐ อุตสาหกรรม และวิชาการ และศึกษาถึงความต้องการของผู้เข้าอบรม และจากทีมการสำรวจ 7 เส้นทางดังกล่าวนั้นมีจุดเด่นคือทุกเส้นทางจะผ่านประเทศไทยทั้งหมด ได้แก่เส้นทางที่
                 1. ไทย-มาเลเซีย-สิงคโปร์ 
                 2. ไทย-ลาว-เวียดนาม
                 3. เวียดนาม- South China
                 4. ไทย-พม่า
                 5. ไทย-กัมพูชา-เวียดนาม 
                 6. สิงคโปร์-อินโดนีเซีย 
                 7. ไทย-ฟิลิปปินส์
         ส่วนปัญหาของแต่ละเส้นทางก็ยังมีอยู่ให้เห็นอย่างชัดเจน เช่น พิธีศุลกากรของประเทศเวียดนาม (ฮานอย) ใช้เวลาถึง 28 ชม. ฟิลิปปินส์ มีข้อจำกัดเรื่องถนนที่ยังไม่เสร็จ ค่าใช้จ่ายสูง และผลบวกของประเทศไทยที่ นั้นน่าจะได้รับประโยชน์จาก 7 เส้นทางที่ผ่านเข้ามานี้ นอกจากนี้ JETRO ยังได้สรุปเพิ่มเติม เรื่องของการปรับปรุงเวลาด้านกานขนส่งแบบ 2 เที่ยว เพื่อการลดต้นทุน เป็นต้น
         การพัฒนาขีดความสามารถด้านโลจิสติกส์นี้มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด ต้องมีการร่วมมือกันระหว่างภาคเอกชน และภาครัฐบาล นอกจากนี้ต้องมีการพัฒนาบุคลากรให้มีความสารถอย่างเต็มที่เพิ่มขึ้นจากเดิม เพราะทุกย่างก้าวของการพัฒนานำไปสู่การต่อยอดทางธุรกิจด้านโลจิสติกส์ให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น เราไม่ควรแค่รอความหวังว่าจะต้องเป็นไปได้ แต่เราจะต้องลงมือทำร่วมกัน เพื่อการเป็นไปได้อย่างแท้จริงอีกด้วย


ที่มา eThaiTrade


จำนวนผู้ชม 9972 ครั้ง

  กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบก่อนเขียนข้อความเสนอแนะความคิดเห็นของท่าน(Comments) หรือให้คะแนนความนิยม (Rating) ของข่าวและบทความ