ศุกร์, 24 มี.ค. 2017
 
 

Resources

Login Form



Who's Online

เรามี 135 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
เทคนิคและเครื่องมือที่เกี่ยวข้องในการจัดกลุ่มผู้ส่งมอบ (Supplier) (ตอนที่ 2)
User Rating: / 1
แย่ดีที่สุด 
วันพฤหัสบดีที่ 30 กรกฏาคม 2009 เวลา 16:54 น.
smaller text tool iconmedium text tool iconlarger text tool icon

เทคนิคการใช้ Portfolio Model

โดย ธิดารัตน์ ภัทราดูลย์
บัณฑิตวิทยาลัยการจัดการและนวัตกรรม
สาขาการจัดการโลจิสติกส์ (รุ่น 5)
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
 
         Portfolio Model เป็นเครื่องมือที่ได้รับความสนใจอย่างมากในการวางแผนกลยุทธ์ในด้านต่างๆ เริ่มแรกประมาณปี 1950 Portfolio Model ถูกใช้ในการวิเคราะห์ในด้านการเงินการลงทุน โดยการสร้างความสมดุลระหว่างผลตอบแทนที่จะได้รับกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นภายใต้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ต่อมาในปี 1970 – 1980 Portfolio Model ได้ถูกพัฒนาไปใช้กับการบริหารงานและการวางแผนกลยุทธ์ด้านต่างๆ อย่างมากมาย ซึ่งแนวคิดพื้นฐานของ Portfolio Model คือการวิเคราะห์ปัญหาที่มีความซับซ้อน โดยการแบ่งกลุ่มวัตถุหรือเป้าหมายที่ต้องการศึกษาโดยมองใน 2 มิติ  และกำหนดกลยุทธ์ในการบริหารจัดการในแต่ละกลุ่มวัตถุหรือเป้าหมายนั้น จากแนวคิดพื้นฐานดังกล่าว Portfolio Model จึงถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการในด้านการตลาดและการจัดซื้ออย่างแพร่หลาย  ในปี 1983  Kraljic ได้พัฒนา Portfolio Model ในการบริหารความสัมพันธ์ระหว่างผู้ซื้อและผู้ส่งมอบ โดยการแบ่งกลุ่มผู้ส่งมอบบนพื้นฐานของอำนาจในการซื้อ จากนั้นมีทฤษฎีต่างๆ ที่ประยุกต์ใช้และพัฒนา Portfolio Model ตามมาอีกมาก ตัวอย่างเช่น

ทฤษฏีที่ 1 : Kraljic (1983) ได้พัฒนา Portfolio Model ในการจัดกลุ่มสินค้าและนำเสนอแนวทางในการบริหารจัดการความสัมพันธ์ของผู้ส่งมอบโดยมีพื้นฐานจากอำนาจในการจัดซื้อของผู้ซื้อ ซึ่ง Kraljic พัฒนา Portfolio Model โดยมองใน 2 มิติ ได้แก่
                       1) มิติด้านผลกระทบต่อผลกำไร (Profit Impact)
                       2) มิติด้านความเสี่ยงในการจัดหา (Supply Risk)
                  จากแนวคิดดังกล่าว สามารถแบ่งกลุ่มวัตถุดิบออกได้เป็น 4 กลุ่ม คือ Non-Critical, Leverage, Bottleneck และ Strategic   ดังแสดงในรูปที่ 1
 

รูปที่ 1 แสดง Portfolio Model ตามแนวคิดของ Kraljic
ที่มา: Kraljic (1983)


ทฤษฏีที่ 2:  ธนัญญา วสุศรี (2550) อ้างถึงวิธีการแบ่งประเภทของผู้ส่งมอบด้วย Purchase Portfolio Matrix ของ Syson (1992) โดยมองใน 2 มิติ ได้แก่
                     1) มิติด้านดัชนีของผู้ส่งมอบ
                         ดัชนีของผู้ส่งมอบ = จำนวนผู้ส่งมอบที่มีอยู่
                     2) มิติด้านดัชนีของบริษัท    
      ดัชนีของบริษัท = % ยอดขายทั้งหมดของผู้ส่งมอบ / % ยอดจัดซื้อของผู้ซื้อทั้งหมด
                  จะเห็นว่าทั้งมิติด้านดัชนีของผู้ส่งมอบและดัชนีของบริษัทจะแสดงให้เห็นถึงอำนาจจัดซื้อของผู้ซื้อ  Harrison และ Hoek (2001) กล่าวว่า Purchase Portfolio Matrix ได้ถูกจัดทำขึ้นโดยมีพื้นฐานความคิดในการเพิ่มอำนาจจัดซื้อให้แก่ผู้ซื้อ วิธีการนี้อยู่ภายใต้ข้อสันนิษฐานว่าปัจจัยสำคัญที่มีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างผู้ซื้อผู้ขาย คือ ความเข้มแข็งของบริษัทผู้ซื้อและจำนวนผู้ส่งมอบที่มีความ
                   สามารถและความต้องการในการขาย จากแนวคิดดังกล่าวสามารถแบ่งกลุ่มวัตถุดิบออกได้เป็น 4 กลุ่ม คือ Non-critical items, Leverage items, Bottleneck items และ Strategic items ดังแสดงในรูปที่ 2

 


รูปที่  2 แสดง Purchase Portfolio Matrix ตามแนวคิดของ Syson
ที่มา : Syson (1992)




ทฤษฏีที่ 3:  Coyle, et al. (2003) กล่าวว่า การจัดซื้อจัดหาสินค้าและบริการของบริษัทจะแตกต่างกันตามระดับความสำคัญของสินค้าและบริการที่จัดซื้อโดยขึ้นอยู่กับชนิดของสินค้าและบริการ บางสินค้ามีความสำคัญมากก็ต้องการการเอาใจใส่ในการจัดซื้อจัดหาสูง  โดยต้องมีการกำหนดกลยุทธ์ที่ใช้ของสินค้าและบริการแต่ละกลุ่มอย่างเหมาะสม ดังนั้นจึงมีการนำเทคนิคควอซ์แดนซ์ (Quadrant Technique) ซึ่งประยุกต์มาจากทฤษฎี Portfolio Model ของ Kraljic มาใช้ในการประเมินความสำคัญของสินค้าและบริการแต่ละรายการที่จะทำการจัดซื้อได้ โดยเทคนิคควอซ์แดนซ์เป็นเทคนิคที่ใช้เมตริกซ์แบบ 2 คูณ 2 มิติ ( 2x2 matrix)  ในการจัดกลุ่มประเภทสินค้าตามความสำคัญ โดยมองใน 2 มิติ ได้แก่
                       1) มิติด้านมูลค่าหรือผลกำไรที่จะได้รับ (value or profit potential) 
                           พิจารณาจากมูลค่าหรือผลกำไรที่จะได้รับจากสินค้าสำเร็จรูป (final product) ที่ผลิตจากสินค้าหรือบริการที่มีการสั่งซื้อ  รวมถึงส่งผลต่อความสามารถในการรักษาระดับความได้เปรียบในการแข่งขันในตลาดของบริษัท 
                       2) มิติด้านความเสี่ยง (risk) หรือความเฉพาะของสินค้าและบริการ (uniqueness)
                            พิจารณาถึงระดับความเสี่ยงและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในกรณีที่ไม่มีสินค้าและบริการนั้นๆ ว่าส่งผลกระทบต่อบริษัทมากน้อยเพียงใด
                    จากแนวคิดการจัดกลุ่มความสำคัญของสินค้าโดยการใช้เทคนิคควอซ์แดนซ์จะสามารถแบ่งสินค้าและบริการออกได้เป็น 4 ประเภท คือ Generics , Commodities , Distinctives  และ Criticals    ดังแสดงในรูปที่ 3   แสดงให้เห็นว่าสินค้าและบริการแต่ละประเภทมีระดับความสำคัญที่ไม่เท่ากัน ดังนั้นควรมีการกำหนดกลยุทธ์ในการบริหารจัดการที่แตกต่างกันตามระดับของมูลค่าและความเสี่ยง

รูปที่ 3 แสดง Item Procurement Improtance Matrix ตามแนวคิดของ Coyle
ที่มา : Coyle, et al. (2003)



ทฤษฏีที่ 4:  รุธิร์ พนมยงค์ (2550) อ้างถึง The Purchase Handbook ประยุกต์ใช้ Portfolio Model เพื่อใช้ในการวิเคราะห์ค่าใช้จ่ายในการจัดหาแบบเมตริกซ์ (Spend Analysis Matrix) โดยมองใน 2 มิติ ได้แก่
                      1) มิติด้านความเสี่ยง (Risk) คือ ความเสี่ยงในด้านการตลาดในการจัดหาสินค้าหรือวัตถุดิบ (Supply Market Risk) ในแง่ของผลกระทบ ถ้าผู้ส่งมอบนั้นส่งมอบสินค้าหรือวัตถุดิบไม่ตรงเวลา รวมถึงการที่บริษัทหาผู้ส่งมอบได้ยาก ภายใต้เงื่อนไขที่ว่าผู้ส่งมอบที่มีคุณภาพดีในตลาดมีจำนวนน้อย  โดยอาจจะเป็นความเสี่ยงในเรื่องต่างๆ  ดังนี้
        - ความสามารถในการจัดหา (Supply Availability)
        - ปัจจัยด้านเทคโนโลยี (Technology Factors)
        - เทคโนโลยีที่ต้องการ (Technical Requirements)
        - ปัจจัยในเรื่องของสภาพแวดล้อมต่างๆ (Environmental Issues)
                      2) มิติด้านค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อต่อปีของสินค้าหรือวัตถุดิบแต่ละชนิด
                 จากแนวคิดดังกล่าว สามารถแบ่งกลุ่มวัตถุดิบออกได้เป็น 4 กลุ่ม คือ Transactional, Leverage, Bottleneck และ Strategic   ดังแสดงในรูปที่ 4


รูปที่  4 แสดง Spend Analysis Matrix
ที่มา : The Purchase Handbook ( A guide for the Purchasing and Supply Professional; 6th  edition )


ทฤษฏีที่ 5: Weele (2005) ได้นำเสนอการกลยุทธ์ในการบริหารงานจัดซื้อโดยการแบ่งกลุ่มวัตถุดิบและผู้ส่งมอบ โดยในขั้นแรกจะทำจัดกลุ่มโดยประยุกต์ใช้กฎ 20-80    เพื่อชี้ให้เห็นถึงวัตถุดิบและผู้ส่งมอบที่ส่งผลต่อต้นทุนส่วนใหญ่ของบริษัท      จากนั้นนำวัตถุดิบและผู้ส่งมอบกลุ่มนี้มาเข้าสู่กระบวนการของ Portfolio Model เพื่อแบ่งกลุ่มสินค้าและผู้ส่งมอบตามหลักการของ Kraljic (1983)  โดยการจัดกลุ่มสินค้าโดยใช้ Purchasing Product Portfolio  มองใน 2 มิติ ได้แก่
                     1) ผลกระทบด้านการเงินในการจัดซื้อวัตถุดิบ (Purchasing’s impact financial results)
                     2) ความเสี่ยงในการจัดหา (Supply Risk)
                จากแนวคิดดังกล่าว สามารถแบ่งกลุ่มวัตถุดิบออกได้เป็น 4 กลุ่ม คือ Routine Products , Leverage Products, Bottleneck  Products และ  Strategic Products ดังแสดงในรูปที่ 5


รูปที่  5 แสดง Purchasing product portfolio ตามแนวคิดของ Weele
ที่มา : Weele (2005)



              การจัดกลุ่มผู้ส่งมอบโดยใช้ Supplier portfolio มองในมิติของ
                    1) ผลกระทบด้านการเงินที่เกิดจากผู้ส่งมอบ (Supplier’s impact financial results)
                    2) ความเสี่ยงในการจัดหา (Supply Risk)
              จากแนวคิดดังกล่าว สามารถแบ่งกลุ่มผู้ส่งมอบออกได้เป็น 4 กลุ่ม คือ Routine Suppliers, Leverage Suppliers, Bottleneck Suppliers และ Strategic Suppliers เช่นเดียวกับการจัดกลุ่มวัตถุดิบ ดังแสดงในรูปที่ 6

รูปที่  6 แสดง Supplier portfolio ตามแนวคิดของ Weele
ที่มา : Weele (2005)


             จากการทบทวนทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องดังกล่าวข้างต้น พบว่ามีการนำ Portfolio Model มาใช้กันอย่างแพร่หลายในการแบ่งกลุ่มสินค้าและผู้ส่งมอบ เพื่อนำไปกำหนดกลยุทธ์ในการบริหารการจัดซื้ออย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น  ซึ่งจะเห็นว่าแนวคิดของ Portfolio Model จะมีมิติในการพิจารณาเป็นแบบเมตริกซ์ แบบ 2 คูณ 2 มิติ ( 2x2 matrix)    โดยทฤษฎีต่างๆ ได้นำเสนอมิติและปัจจัยในการพิจารณาที่แตกต่างกันตามมุมมองของผู้เขียนแต่ละท่าน อย่างไรก็ตามผู้ที่นำไปใช้งานจะต้องพิจารณาให้เหมาะสมและสอดคล้องกับธุรกิจและองค์กรของตนเอง ซึ่งหากปัจจัยที่นำมาใช้ในการพิจารณามีจำนวนมากและมีความซับซ้อนมากจะทำให้การตัดสินใจให้คะแนนในแต่ละมิติของสินค้าและผู้ส่งมอบแต่ละรายจะเป็นเรื่องที่สร้างความยุ่งยากเป็นอย่างมาก รวมถึงอาจทำให้เกิดความไม่น่าเชื่อถือของผลลัพธ์ที่ได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจัยที่เป็นการวัดผลด้านความรู้สึกซึ่งไม่มีตัวเลขที่ชัดเจน  ดังนั้นในการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพจะต้องมีหลักเกณฑ์ในการประเมินที่ชัดเจนเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ถูกต้องและมีความน่าเชื่อถือ 

             Ellram  และ Olsen (1997) ได้เสนองานวิจัยเรื่อง A Portfolio Approach to Supplier Relationships ซึ่งผู้วิจัยได้มีการแบ่งกลุ่มสินค้าหรือวัตถุดิบโดยใช้ Portfolio Model ที่พัฒนาขึ้น ซึ่งในการจัดกลุ่มจะทำการพิจารณาใน 2 มิติ คือ มิติด้านความยากในการบริการการจัดซื้อ (Difficulty of  managing the purchase situation) และมิติด้านกลยุทธ์สำคัญที่ใช้ในการจัดซื้อ (Strategic Importance of the Purchase) โดยมีปัจจัยต่างๆ ที่ต้องพิจารณาในแต่ละมิติ  ดังแสดงรายละเอียดในตารางที่ 1  จากการจัดกลุ่มสามารถแบ่งวัตถุดิบออกได้เป็น 4 ประเภท ได้แก่ Bottleneck, Strategic, Non-critical และ Leverage ดังแสดงในรูปที่ 7

 


ตารางที่ 1 แสดงปัจจัยต่างๆ ที่ต้องพิจารณาของงานวิจัย Ellram และ Olsen


 

รูปที่  7 แสดง Supplier portfolio ของงานวิจัย Ellram และ Olsen
ที่มา : Ellram และ Olsen (1997)


          Roos และ Rydman (2005) ได้เสนองานวิจัยเรื่อง  Portfolio Model Supporting Development of Purchhasing Strategies  ซึ่งผู้วิจัยได้มีการแบ่งกลุ่มสินค้าหรือวัตถุดิบโดยใช้ Portfolio Model ที่พัฒนาขึ้น ออกได้เป็น 4 ประเภท ได้แก่ Bottleneck items, Strategic items, Non-critical items และ Leverage items ดังแสดงในรูปที่ 8  ซึ่งในการจัดกลุ่มพิจารณาใน 2 มิติ คือ มิติด้านความเสี่ยงในการจัดหา (Supply Risk) และมิติด้านความสำคัญของการจัดซื้อ (Importance of Purchase) โดยมีปัจจัยต่างๆ ที่ต้องพิจารณาในแต่ละมิติ  ดังแสดงรายละเอียดในตารางที่  2


รูปที่  8   แสดง Supplier portfolio ของงานวิจัย Malin และ Linda
ที่มา : Roos และ Rydman (2005)

 


ตารางที่ 2 แสดงปัจจัยต่างๆ ที่ต้องพิจารณาของงานวิจัย Roos และ Rydman
ที่มา : Roos และ Rydman (2005)

 
          จากตารางที่ 1 และ 2 ปัจจัยหลักและปัจจัยรองต่างๆ ที่ต้องพิจารณาจะแตกต่างกันตามแต่ละธุรกิจ ดังนั้นองค์กรต่างๆ สามารถปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสมของแต่ละองค์กร นอกจากนี้จะเห็นว่าผู้วิจัยกำหนดปัจจัยต่างๆ ในแต่ละมิติที่ค่อนข้างซับซ้อนมีทั้งปัจจัยหลักและปัจจัยรองจำนวนมากซึ่งปัจจัยแต่ละปัจจัยมีความสำคัญที่ไม่เท่ากัน ดังนั้นจึงต้องมีการจัดลำดับความสำคัญของแต่ละปัจจัย ผู้วิจัยจึงได้มีการประยุกต์ใช้กระบวนการลำดับชั้นเชิงวิเคราะห์ (The Analytic Hierarchy Process : AHP)  ในการหาค่าถ่วงน้ำหนักของปัจจัยแต่ละปัจจัย


ที่มา http://www.logisticscorner.com


จำนวนผู้ชม 23799 ครั้ง

  กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบก่อนเขียนข้อความเสนอแนะความคิดเห็นของท่าน(Comments) หรือให้คะแนนความนิยม (Rating) ของข่าวและบทความ