จันทร์, 27 มี.ค. 2017
 
 

Resources

Login Form



Who's Online

เรามี 128 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
บริหารทรัพยากรและผลผลิตของธุรกิจด้วย E-Logistics
User Rating: / 8
แย่ดีที่สุด 
วันจันทร์ที่ 10 ธันวาคม 2012 เวลา 11:46 น.
smaller text tool iconmedium text tool iconlarger text tool icon

โดยวิชญ์ศุทธ์ เมาระพงษ์ ที่ปรึกษาโครงการสารสนเทศของหน่วยงานภาครัฐ สังกัดสถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

    โลจิสติกส์ (Logistics) น่าจะเป็นคำที่คุ้นเคยและติดปากในวงการขนส่งสินค้าและวัตถุดิบ โดยเฉพาะสำหรับผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมแล้วถือว่าเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยสนับสนุนและผลักดันธุรกิจให้สามารถยืนหยัดอยู่ในตลาดได้อย่างมั่นคง และเมื่อมองกันในระดับมหภาค หรือในระดับการค้าระหว่างประเทศโลจิสติกส์ก็มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในมิติของการสร้างช่องทางการเชื่อมโยงนำเข้า-ส่งออกสินค้าและวัตถุดิบแบบครบวงจร ทั้งในด้านการบริหารจัดการเอกสารสำคัญรับรองต้นกำเนิดสินค้า การขออนุญาตต่างๆ รวมถึงค่าธรรมเนียมและพิธีทางศุลกากร เนื่องจากมีองค์ประกอบที่หลากหลายและซับซ้อนจึงได้มีการนำเอาเทคโนโลยีสารสนเทศมาประยุกต์ใช้เพื่อจัดระเบียบการทำงานในขั้นตอนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบมีแบบแผนและถูกต้องเหมาะสม โดยเรียกระบบและกระบวนการทำงานทางเทคโนโลยีสารสนเทศนี้ว่า e-Logistics     ก่อนจะไปลงรายละเอียดในส่วนของ E-Logistics เรามาทำความรู้จักกับ โลจิสติกส์ โดยสังเขป ดังนี้

ทำความรู้จักกับ โลจิสติกส์ (Logistics)

     โลจิสติกส์ (Logistics) เป็นคำที่มาจากภาษาฝรั่งเศส (logistique) ที่หมายถึงการจัดเก็บ โดยมีจุดเริ่มต้นมาจากการขนส่งสินค้าทางการทหาร ในการส่งกำลังบำรุง ทั้งเสบียง อาวุธ กำลังพล เพื่อสนับสนุนการรบ หรือกิจกรรมที่มีการเคลื่อนย้าย จัดเก็บ จากอีกที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งอาจมีการจัดเก็บระยะเวลานาน หรือระยะเวลาชั่วคราว เช่น เอกสาร สินค้าสำเร็จรูป วัตถุดิบและอื่นๆ โลจิสติกส์เริ่มเป็นที่รู้จักในครั้งแรกสืบเนื่องมาจากสงครามโลกครั้งที่ 2 และสงครามอ่าวเปอร์เซีย ในความสามารถการกระจายและจัดเก็บยุทธภัณฑ์และกำลังพลอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล เป็นกุญแจสำคัญในชัยชนะของกองทัพสหรัฐในครั้งนั้น

     คำนิยามการจัดการโลจิสติกส์ในระดับสากลนั้นเป็นคำนิยามจาก The Council of Logistics Management (CLM) หรือสภาการจัดการลอจิสติกส์ ซึ่งได้ให้คำนิยามการจัดการด้านโลจิสติกส์ไว้ว่า “กระบวนการในการวางแผน ดำเนินการและควบคุมประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการไหล การจัดเก็บวัตถุดิบ สินค้าคงคลังในกระบวนการ สินค้าสำเร็จรูปและสารสนเทศที่เกี่ยวข้องจากจุดเริ่มต้น ไปยังจุดที่มีการใช้งาน โดยมีเป้าหมายเพื่อสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค”

     พันธกิจของการบริหารโลจิสติกส์นั้น คือ การวางแผนการดำเนินงานและประสานการดำเนินงานในกิจกรรมต่างๆ ที่มุ่งบรรลุผลในด้านการตอบสนอง ความต้องการของลูกค้า โดยการนำเสนอบริการและคุณภาพในระดับที่เหนือกว่าด้วยต้นทุนการดำเนินงานที่สามารถแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

บทบาทของโลจิสติกส์

     โลจิสติกส์เป็นกุญแจสำคัญในระบบเศรษฐกิจ กล่าวคือโลจิสติกส์เป็นรายจ่ายที่สำคัญสำหรับธุรกิจต่างๆ ซึ่งส่งผลกระทบและได้รับผลกระทบจากกิจกรรมอื่นในระบบเศรษฐกิจ การปรับปรุงประสิทธิภาพของกระบวนการด้านโลจิสติกส์ จะส่งผลโดยตรงต่อการปรับปรุงสภาพเศรษฐกิจโดยรวมให้ดีขึ้นได้ ซึ่งโลจิสติกส์นั้นได้กลายเป็นกิจกรรมสำคัญในด้านการสนับสนุนการขายเสมือนหนึ่งเป็นสินค้าและบริการ นอกจากนี้โลจิสติกส์ ถือว่าเป็นการเพิ่มอรรถโยชน์ทางด้านเวลาและสถานที่ โดยมีการนำสินค้าที่ลูกค้าต้องการเพื่อบริโภค หรือเพื่อการผลิตไปยังสถานที่ที่ต้องการ ในเวลาที่ต้องการ ในสภาพที่ต้องการและในต้นทุนที่ต้องการ

     จากการที่อัตราดอกเบี้ยและต้นทุนด้านพลังงาน ด้านการขนส่งที่สูงขึ้น โลจิสติกส์จึงได้รับความสนใจ เนื่องจากเป็นต้นทุนในการดำเนินงานที่สำคัญและเป็นสิ่งที่กำหนดความอยู่รอดของหลายๆองค์การ นอกจากนี้ อุตสาหกรรมในยุคโลกาภิวัฒน์ยังได้ส่งผลกระทบต่อโลจิสติกส์ อาทิ
       - การแข่งขันทางธุรกิจข้ามชาติ หรือระหว่างประเทศที่มากขึ้น ทำให้โลจิสติกส์เป็นกลไกในการตัดสินความได้เปรียบเสียเปรียบทางธุรกิจเนื่องจากองค์การภายในประเทศจะต้องเพิ่มความน่าเชื่อถือและมีการตอบสนองที่รวดเร็วต่อตลาดที่อยู่ใกล้เคียงมากกว่าคู่แข่งที่อยู่ไกลออกไปในต่างประเทศ
       - องค์การที่ดำเนินการซื้อ-ขายระหว่างคู่ค้า จะพบว่าห่วงโซ่อุปทานมีต้นทุนสูงและมีความซับซ้อนเพิ่มมากขึ้น การบริหารโลจิสติกส์ที่ดีจึงมีความจำเป็น ทั้งนี้เพื่อสร้างโอกาสในการแข่งขันขยายไปสู่เวทีระดับโลก

 

กิจกรรมหลักในการจัดการโลจิสติกส์

     กิจกรรมหลักด้านโลจิสติกส์ มีทั้งหมด 13 กิจกรรมด้วยกันโดยสามารถแบ่งได้เป็นสองกลุ่ม คือ กลุ่มที่เป็นกิจกรรมหลักขององค์การและกลุ่มที่เป็นกิจกรรมสนับสนุนการทำงานขององค์การกิจกรรมซึ่งถือเป็นกิจกรรมหลักขององค์การประกอบด้วยกิจกรรมหลัก 8 กิจกรรม ส่วนที่เหลืออีก 5 กิจกรรม ถือเป็นกิจกรรมที่สนับสนุนการดำเนินงานขององค์การ มีซึ่งรายละเอียดดังต่อไปนี้         1. การบริการลูกค้า (Customer Service) เป็นกิจกรรมที่องค์การพยายามตอบสนองความต้องการของลูกค้า ซึ่งจะทำได้ดีเพียงใดนั้นต้องขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของกิจกรรมโลจิสติกส์อื่นๆ ที่เข้ามาเป็นองค์ประกอบ โดยเฉพาะการส่งมอบสินค้าที่ตรงเวลาและครบตามจำนวน
        2. การดำเนินการตามคำสั่งซื้อของลูกค้า (Order Processing) เป็นกิจกรรมที่จะต้องพยายามดำเนินการให้รวดเร็วที่สุดเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า ในปัจจุบันองค์การส่วนใหญ่มักนำระบบคอมพิวเตอร์และการจัดการธุรกิจเชิงอิเล็คทรอนิคส์เข้ามาช่วยเพื่อความสะดวกและรวดเร็ว
        3. การคาดการณ์ความต้องการของลูกค้า (Demand Forecasting) เป็นการคาดการณ์ความต้องการในตัวสินค้า หรือการบริการลูกค้าในอนาคต ซึ่งนับเป็นกิจกรรมที่มีความสำคัญในการที่จะสร้างผลกำไร หรือทำให้องค์การขาดทุนในการดำเนินการ การคาดการณ์ความต้องการของลูกค้าล่วงหน้า จะช่วยให้องค์การสามารถกำหนดทิศทางในการดำเนินงานว่าจะผลิตสินค้าจำนวนเท่าไร หรือเตรียมบุคลากรและอุปกรณ์มากน้อยเพียงใด หากการคาดการณ์ความต้องการของลูกค้าผิดพลาด ก็จะส่งผลกระทบต่อต้นทุนและผลประกอบการขององค์การ จากการที่ไม่มีสินค้าให้ลูกค้า หรือในทางตรงกันข้ามอาจมีสินค้าในคลังสินค้ามากเกินไป
        4. การบริหารสินค้าคงคลัง (Inventory Management) เป็นกิจกรรมที่สำคัญอย่างหนึ่ง เนื่องจากปริมาณสินค้าคงคลังที่มีอยู่ย่อมส่งผลต่อองค์การไม่ทางใดก็ทางหนึ่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของเงินทุน องค์การที่มีระดับปริมาณสินค้าคงคลังที่สูงย่อมสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ดี แต่ในขณะเดียวกันปริมาณสินค้าที่มาก ก็ส่งผลให้องค์การเกิดค่าเสียโอกาสด้านการนำเงินทุนไปหมุนเวียน เสียค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาสินค้า ดังนั้นองค์การจะต้องคำนึงถึงระดับของสินค้าคงคลังที่เหมาะสมที่จะสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ เพื่อที่จะสามารถลดต้นทุนต่างๆ
        5. กิจกรรมการขนส่ง (Transportation) ครอบคลุมถึงทุกกิจกรรมที่เป็นการเคลื่อนย้ายตัวสินค้าจากจุดกำเนิดไปยังจุดที่มีการบริโภคให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยจะต้องจัดส่งสินค้าถูกต้องครบจำนวนในสภาพที่สมบูรณ์และตรงเวลาที่กำหนด ทั้งนี้ อาจกล่าวได้ว่าการขนส่งถือเป็นกิจกรรมโลจิสติกส์ที่มีบทบาทชัดเจนที่สุด
        6. การบริหารคลังสินค้า (Warehousing and Storage) เป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการคลังสินค้า อาทิ การจัดเก็บสินค้า การจัดการพื้นที่ในคลังสินค้า อุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆ ที่จำเป็นในการดำเนินกิจกรรมภายในคลังสินค้า ซึ่งในปัจจุบันกิจกรรมการบริหารคลังสินค้านับเป็นกิจกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับตัวสินค้าอีกทางหนึ่งด้วย
        7. Reverse Logistics คือ กระบวนการจัดการสินค้าที่ถูกส่งกลับคืน ไม่ว่าจะเป็นสินค้าที่เสียหาย หมดอายุการใช้งาน เป็นต้น
        8. การจัดซื้อ (Purchasing) เป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อ จัดหาวัตถุดิบและบริการทั้งในส่วนของการเลือกผู้จำหน่ายวัตถุดิบ กำหนดช่วงเวลาและปริมาณในการสั่งซื้อและสร้างความสัมพันธ์กับผู้จำหน่ายวัตถุดิบ
        9. การจัดเตรียมอะไหล่และชิ้นส่วนต่างๆ (Part and Service Support) นับเป็นความรับผิดชอบต่อสินค้าหลังการขาย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของบริการหลังการขายที่องค์การให้กับลูกค้า โดยการจัดหาชิ้นส่วน อะไหล่ และเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการให้บริการที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพแก่ลูกค้าในกรณีที่สินค้าเกิดความชำรุด ความรับผิดชอบต่อสินค้าหลังการขายเป็นการสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า ซึ่งจะส่งผลระยะยาวต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าในอนาคต เกิดความรู้สึกที่ดีกับยี่ห้อสินค้า ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่ากิจกรรมนี้มีส่วนช่วยให้องค์การสามารถดำรงความสัมพันธภาพระยะยาวกับลูกค้าไว้ได้
        10. การเลือกที่ตั้งโรงงานและคลังสินค้า (Plant and Warehouse Site Selection) การเลือกที่ตั้งโรงงานของโรงงานและคลังสินค้าจะต้องให้ความสำคัญกับความใกล้-ไกลของแหล่งวัตถุดิบและลูกค้า เพื่อความสะดวกในการเข้าถึงและเกี่ยวข้องกับระยะทางการขนส่ง รวมถึงความสามารถในการตอบสนองความต้องการของลูกค้าด้วย
        11. Material Handling เป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้ายวัตถุดิบและสินค้าคงคลังในระหว่างการผลิต รวมถึงการขนย้ายตัวสินค้าที่ผลิตเสร็จแล้วภายในโรงงาน หรือคลังสินค้า ซึ่ง วัตถุประสงค์ของการบริหารจัดการเพื่อ
            - ลดระยะทางการเคลื่อนย้ายให้ได้มากที่สุด
            - ลดจำนวน
            - แก้ไขกระบวนการที่เป็นคอขวดให้มีการไหลได้ดีขึ้น
            - ลดการขนถ่ายให้มากที่สุดเพื่อการประหยัดแรงงานและค่าใช้จ่ายเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว องค์การต้องการพยายามลดจำนวนการเคลื่อนย้ายวัตถุต่างๆ ให้มากที่สุด เนื่องจากทุกครั้งที่มีการเคลื่อนย้ายจะมีต้นทุนที่เกิดขึ้นจากการเคลื่อนย้ายวัตถุต่างๆ ดังนั้น หากสามารถลดค่าใช้จ่ายในด้านนี้ก็จะส่งผลให้ต้นทุนการผลิตต่อชิ้นลดลงด้วย
        12. บรรจุภัณฑ์ (Packaing) ในด้านการตลาดนั้น บรรจุภัณฑ์ซึ่งเป็นสิ่งที่แสดงถึงลักษณะภายนอกของสินค้า ซึ่งจะต้องสามารถดึงผู้บริโภคให้สนใจในตัวสินค้า แต่ทางด้านโลจิสติกส์ บรรจุภัณฑ์จะมีบทบาทสำคัญต่างออกไปจากด้านการตลาด โดยประการแรกบรรจุภัณฑ์จะเป็นสิ่งที่ปกป้องตัวผลิตภัณฑ์ไม่ให้เกิดความเสียหายในขณะที่มีการเคลื่อนย้าย ประการที่สอง บรรจุภัณฑ์ที่ดีจะช่วยให้กระบวนการเคลื่อนย้ายและเก็บรักษาสินค้ามีความสะดวกมากขึ้น
        13. การติดต่อสื่อสารทางด้านโลจิสติกส์ (Logistics Communications) การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพภายในองค์การ ถือได้ว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างหนึ่งที่มีผลต่อความสำเร็จขององค์การ การแลกเปลี่ยนข้อมูล และการตัดสินใจต่างๆ สามารถทำได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น การสื่อสารที่ประสิทธิภาพขององค์การควรจะมีลักษณะดังนี้
            - มีการสื่อสารระหว่างองค์การ ผู้ผลิตวัตถุดิบและลูกค้า
            - มีการสื่อสารระหว่างหน่วยงานภายในองค์การโดยเฉพาะฝ่ายการบัญชี การตลาด ฝ่ายผลิต
            - มีการสื่อสารระหว่างกิจกรรมโลจิสติกส์ทั้ง 13 กิจกรรม
            - มีการสื่อสารกันในหน่วยงานย่อย เช่น ฝ่ายขายกับฝ่ายบริการลูกค้าในฝ่ายการตลาด
            - มีการสื่อสารระหว่างสมาชิกในระบบโซ่อุปทานที่ไม่ได้มีการติดต่อกับองค์การโดยตรง เช่น ผู้ผลิตวัตถุดิบรายแรกสุดในโซ่อุปทาน
     กิจกรรมหลักทางโลจิสติกส์ทั้ง 13 กิจกรรม อาจนำมาจัดเป็นกลุ่มได้ 5 กลุ่ม ได้แก่ กิจกรรมทางด้านการบริหารจัดการการผลิต การตลาด และการบริการลูกค้า การจัดหาวัตถุดิบและอุปกรณ์ต่างๆการกระจายสินค้าและการจัดการสินค้าคงคลังและการจัดส่ง ซึ่งครอบคลุมองค์ความรู้ทางด้านโลจิสติกส์ทั้งหมด การเชื่อมประสานกันของกิจกรรมต่างๆ เหล่านี้จะนำองค์การไปสู่ความร่วมมือกันในการวางแผน การดำเนินการ การควบคุมสินค้าและการบริการ และการไหลของข้อมูลผ่านองค์การที่ประสานสอดคล้องกันอย่างมีประสิทธิภาพ

 

Outsource Logistic 3PL
      นอกจากการที่องค์การจะดำเนินการบริหารจัดการด้านโลจิสติกส์ด้วยตนเองแล้ว โดยเฉพาะองค์การที่มีความพร้อม และมีขนาดใหญ่ทำงานในหลายบทบาทเองทั้งผู้จัดหาวัตถุดิบ ผ้ผูลิต ผ้ขูาย แต่สำหรับบางองค์การที่ไม่มีความถนัด หรือเชี่ยวชาญในการบริหารจัดการในเรื่องดังกล่าวอาจประสบปัญหา อาจจำเป็นต้องอาศัยองค์การที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องดังกล่าวในลักษณะการให้บริการในรูปแบบของบุคคลที่สามจะเรียกว่า Third party logistics หรือเรียกย่อๆ ว่า 3PL หมายถึง องค์การทำให้บริการด้าน outsource (a firm that provides outsourced or “third party” services) จะเข้ามาทำหน้าที่บางอย่างแทนองค์การ เช่น หน้าที่บางอย่างในระบบ Supply Chain เช่น การบริหารจัดการคลังสินค้า (Warehouse) หรือการขนส่ง(Transportation) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานที่มากขึ้น ลดต้นทุน และเพิ่มผลสำเร็จได้ด้วยความรวดเร็ว โดยองค์การที่เลือกใช้บริการ 3PL ด้วยเหตุผลดังนี้
          - เนื่องจาก 3PL ส่วนใหญ่มีระบบการทำงานที่มีประสิทธิภาพและมีความเชี่ยวชาญมากกว่า การมอบหมายให้องค์การ 3PL ทำงานบางอย่างแทนนั้น จะสามารถเพิ่มความสำเร็จในองค์การเพิ่มขึ้นได้
          - บางองค์การต้องการทำงานเฉพาะที่เป็น Core Business เท่านั้น เนื่องจากตนเองมีความเชี่ยวชาญและเป็นเป้าหมายหลัก ดังนั้น งานอื่นๆ ที่ไม่ใช่ Core Business นั้นอาจให้ 3PL ทำงานแทนได้
          - องค์การหลักเองไม่ต้องการแบกภาระในเรื่องของresource มากเกินความจำเป็น จึงมอบหมายให้ 3PL เป็นผู้ใช้resource ของตนทำงานแทนและยังสามารถลดต้นทุนในเรื่องของresource ขององค์การในกรณีที่งานนั้นสำเร็จลุล่วงไปแล้วได้อีกด้วย (จัดหาทรัพยากรในปริมาณที่เหมาะสม ลดค่าใช้จ่ายในการจัดหา และจัดเก็บ)
          - PL มีความรู้ความเชี่ยวชาญหลากหลายสาขา จึงสามารถรับความรับผิดชอบในหน้าที่ต่างๆ ได้ดีกว่าตัวองค์การหลักซึ่งอาจมีผู้เชี่ยวชาญไม่เพียงพอ
          - โดยปกติจะสามารถลดต้นทุนของธุรกิจได้ แต่บางครั้งการใช้ 3PL นั้นไม่สามารถลดต้นทุนได้อย่างแท้จริง แต่จะมีผลประโยชน์ในรูปแบบอื่นๆ เข้ามาทดแทนได้ เช่น ความรวดเร็วในการทำงานให้สำเร็จและความชำนาญในด้านการติดต่อประสานงานกับ 3PL อื่นๆ ได้ดีกว่า ก็คุ้มที่จะมอบหมายให้ไป
          - เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น นั่นคือ สามารถทำธุรกิจแบบ Global Business และในด้านขีดความสามารถ (Capability) ได้อีกด้วย แต่ทั้งนี้ในการมอบหมายงานให้ 3PL ดำเนินการนั้นก็ยังมีความเสี่ยงอยู่เช่นกัน อาทิ
          - องค์การจะขาดองค์ความรู้บางอย่างไป ซึ่งจะทำให้สูญเสียด้านการแข่งขัน (Competitive Knowledge) กับคู่แข่งได้
          - สูญเสียด้านการควบคุม (Loss of Control) เนื่องจากได้มอบหมายให้ผู้อื่นดูแลแทน
          - บางครั้งอาจเกิดความขัดแย้งกับ 3PL เอง เนื่องจากจุดประสงค์อาจมีความแตกต่างกัน หรือเป้าหมายไม่เหมือนกันได้ (Conflicting Objectives) เช่น เป้าหมายด้านการสำรวจตลาดที่มองไม่เหมือนกัน หรือ ระดับการให้บริการที่ทำได้ไม่เท่าที่ตกลงกันไว้
          - ความสัมพันธ์กับลูกค้าเสื่อมถอยลงไป เนื่องจากองค์การมิได้ติดต่อกับลูกค้าโดยตรง
     ประการสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่องค์การควรคำนึงถึงในเรื่องการมอบหมายงานให้ 3PL นั่น คือ “งานที่มอบหมายนั้นไม่ควรเป็นงานที่เป็นปัญหาขององค์การ งานที่สมควรมอบหมายให้ 3PL กระทำแทนนั้น ควรเป็นงานที่มีความสมบูรณ์และเรียบร้อยดีอยู่แล้ว ไม่ควรมอบหมายงานที่มีปัญหาโดยผลักให้ 3PL ดูแลแทน ซึ่งเท่ากับเป็นการผลักปัญหา และภาระไปให้ ซึ่งจะทำให้งานนั้นๆ ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ หรือมีปัญหาอุปสรรคเหมือนเช่นเดิม
     นอกจากนี้ยังคงต้องคำนึงถึง นโยบายขององค์การด้วย ว่าการมอบหมายงานให้ 3PL นั้นสอดคล้องกับเป้าหมาย หรือนโยบายขององค์การ หรือของแต่ละหน่วยย่อยในองค์การด้วยหรือไม่ มิเช่นนั้น นำไปสู่ความล้มเหลวของงานนั้นได้

 

องค์การ 4PL
     การให้บริการที่อยู่ในระดับที่สูงกว่า 3PL นั้นมีอยู่ซึ่งก็คือองค์การที่เป็น 4PL ถ้าว่ากันตามลักษณะก็จะคล้ายกับ 3PL แต่จะเป็นองค์การที่อยู่นอกเหนือจากตัวผู้ค้ากับผู้ผลิตและ 3PL เอง คือ เป็นองค์การที่รับหน้าที่บริหารจัดการองค์การอื่นๆ ที่เป็นองค์ประกอบซึ่งลูกค้า หรือผู้ใช้บริการเกี่ยวข้องในเรื่อง Logistics แต่ 4PL มิได้เข้าไปเกี่ยวข้องโดยตรงนั่นเอง
     โดยส่วนมากองค์การ 4PL นั้น จะมีความเชี่ยวชาญเรื่องการบริหารจัดการและเทคโนโลยีมากเป็นพิเศษ เพราะต้องนำมาใช้บริหารและจัดระบบต่างๆ ให้ 3PL ทั้งหลายทำงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพราะยิ่งมี 3PL ในระบบ หรือกระบวนการโลจิสติกส์ขององค์การมากเท่าไรก็ยิ่งยุ่งยากและซับซ้อนเนื่องจากต้องประสานการทำงานร่วมกัน จึงจำต้องมี 4PL เข้ามารับหน้าที่บริหารจัดการ 3PL ในแบบบูรณาการ (Integrated)
     องค์การ 4PL นั้นในต่างประเทศมีมานานแล้วและมีความจำเป็นอย่างมาก เพราะเป็นองค์การที่มีความสัมพันธ์กับพวก 3PL เป็นอย่างดีและยังสามารถติดต่อประสานกับหน่วยงานภาครัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้เป็นที่นิยมในองค์การธุรกิจในต่างประเทศ สำหรับในประเทศไทย คงจะเป็นช่องทางธุรกิจใหม่สำหรับผู้ประกอบการที่มีประสบการณ์และความรู้ความเชี่ยวชาญด้านการบริหารโลจิสติกส์ที่ดี หากมีความพร้อมและคิดว่าจะผันตัวเองมาเป็นผู้ให้บริการดังกล่าว

 

องค์การ 5PL
     Fifth Party Logistics หรือ 5PL เป็นธุรกิจที่พัฒนาขึ้นเพื่อการให้บริการ e-Business Market ซึ่งเป็นผู้จัดหา 3PL และ 4PL โดยจะบริหารจัดการผู้มีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทาน ผ่านระบบ E-Commerce ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในความสำเร็จด้านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ 5PL นั้นพัฒนามาจากจากความสำเร็จของ 4PL ในการออกแบบและสร้างสรรค์ให้เกิดความยืดหยุ่นและคุ้มค่าสูงสุดในห่วงโซ่อุปทาน เกิดเป็นรูปแบบของกลยุทธ์การบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพสูงสามารถตอบสนองลูกค้า หรือผู้ใช้บริการด้านโลจิสติกส์ได้อย่างครบวงจร
     เมื่อเราทำความรู้จักกับ โลจิสติกส์ (Logistics) แล้ว e-Logistics คืออะไร

 

e-Logistics
     e-Logistics หมายถึง กลุ่มของระบบสารสนเทศที่ทำหน้าที่จัดสรรให้ปัจจัยต่างๆ เข้ามาสู่การผลิตและนำสินค้าไปส่งถึงยังลูกค้า โดยมีการติดต่อและจัดส่งสินค้าที่สะดวกรวดเร็วเพื่อให้สามารถจัดส่งสินค้าถึงมือลูกค้าได้เร็วที่สุดและสะดวกที่สุด ประหยัดค่าขนส่งที่สุดและเกิดความผิดพลาดน้อยที่สุด
     ใน E-Logistics นั้นจะประกอบด้วยมีระบบสารสนเทศที่บริหารจัดการด้านการขนส่งและจัดเก็บสินค้า ดังนี้
        - PMS (Parking Management System) การจัดการการขนส่งทางรถ ตั้งแต่การรับคำสั่ง การวางแผน การจ่ายงาน การเก็บประวัติรถ และพนักงาน รวมถึงการวางบิล
        - WMS (Warehouse Management System) ระบบบริหารคลังสินค้า การรับสินค้า การจัดเก็บ การจ่ายสินค้า
        - Phase Management System ระบบบริหารการขนส่งเป็นการเจาะเน้นค่าบริหารการขนส่งในแต่ละรูปแบบ
        - CMS (Container Yard Management System) รูปแบบการจัดการกับลานตู้ Container
        - SMS (Ship Management System) การจัดการสินค้าในเรือ เพื่อให้การขนถ่ายมีประสิทธิภาพ
        - MMS (Maintenance Management System) การบริการการจัดการการซ่อมบำรุงควบคุมอะไหล่ ปริมาณช่างประวัติการซ่อม
        - LMS (Logistics Management System) เป็นระบบการบริการการจัดการ Logistics ในรูปแบบของ One stop service
     นอกจากนี้ใน e-Logistics ยังประกอบด้วยระบบ EDI (กล่าวถึงในบทความเรื่อง “รู้จักกับ EDI การรับ-ส่งเอกสารทางธุรกิจแบบอิเล็กทรอนิกส์”) เพื่อใช้สำหรับบริหารจัดการส่งต่อเอกสารต่างๆ ที่ใช้ในกระบวนการนำเข้า-ส่งออกในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ไปยังผู้เกี่ยวข้องในกระบวนการและระบบ ERP เพื่อใช้ในการบริหารจัดการทรัพยากรขององค์การ เป็นต้น

 

ประโยชน์ของ e-Logistics
     - ช่วยให้การทำธุรกรรม และกระบวนการทำงานขององค์การเป็นไปอย่างอัตโนมัติ ทำให้เกิดความถูกต้องรวดเร็ว
     - ช่วยให้การบริการที่รวดเร็วขึ้น ตอบสนองความต้องการได้สูงขึ้นโดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่นิยมเทคโนโลยีสารสนเทศในชีวิตประจำวันจะพึงพอใจกับการให้บริการมาก
     - ได้รับข้อมูลข่าวสารครบถ้วน รวดเร็ว ทำให้การดำเนินงานทั้งสองฝ่ายสามารถประสานกันได้ง่าย
     - ก่อให้เกิดการแข่งขันทางธุรกิจมากขึ้นสร้างช่องทางการขาย และจัดจำหน่ายมากขึ้นเพิ่มความได้เปรียบกับคู่แข่งทางการค้าระบบการบริหารจัดการ e-Logistics นั้นอาจจะจำแนกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ตามขนาดของการเชื่อมโยงและจำนวนของหน่วยงานหรือองค์การที่เกี่ยวข้อง ได้แก่
           1. ระบบ E-Logistics ในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม อาจกล่าวได้ว่าภาคธุรกิจโดยเฉพาะธุรกิจต่างชาติและธุรกิจในประเทศขนาดใหญ่มีการพัฒนาระบบสารสนเทศภายในองค์การ และการเชื่อมโยงกับสำนักงานใหญ่ในต่างประเทศ หรือสำนักงานสาขา ซึ่งอาจจะเป็นการเชื่อมโยงเฉพาะองค์การ เชื่อมกับลูกค้า หรือคู่ค้า มีจำนวนของหน่วยงาน หรือองค์การที่เกี่ยวข้องในระดับธุรกิจมากน้อย ขึ้นอยู่กับขนาดขององค์การและเครือข่ายของธุรกิจ โดยในส่วนนี้เป็นการนำเอาเทคโนโลยีสารสนเทศ มาใช้ในการบริหารกิจกรรมที่เกี่ยวข้องทางด้านโลจิสติกส์ เพื่อให้สามารถบริหารจัดการ และสนองตอบกับกระบวนการทำงานของแต่ละองค์การได้อย่างมีประสิทธิภาพ
               นอกจากนี้ยังมีองค์การที่มีความเชี่ยวชาญพัฒนาตัวเองเป็น 3PL เพื่อให้บริการกับลูกค้าที่เป็น B2C และ B2G โดยมีระบบสารสนเทศที่ได้พัฒนาและมีการให้บริการแล้ว อาทิ ระบบ Job Electronics Online System, E-Tracking, E-Document Center, EDI., ebXML Paperless Customs, GPS Truck Tracking, WMS (Warehouse Management Systems) เป็นต้น            2. ระบบ e-Logistics ในภาครัฐ ถือเป็นระบบที่ดำเนินการในภาพรวมของกระบวนการ โลจิสติกส์เพื่อการเชื่อมโยงประสานการทำงานของภาคธุรกิจกับหน่วยงานต่างๆ ของภาครัฐ เช่น กับกรมศุลกากร การท่าเรือฯ หรือการท่าอากาศยาน หรือหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องกับการกำกับควบคุม และพิธีการต่างๆ เช่น กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมวิทยาศาสตร์ การแพทย์ กรมปศุสัตว์ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เป็นต้น และเพื่อใช้เชื่อมโยงข้อมูลกับองค์การขนส่งและการเงิน เช่น องค์การเดินเรือ สายการบิน ธนาคาร และสถาบันการเงิน องค์การประกันภัย ผู้ให้บริการเสริมต่างๆ ผู้ให้บริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร เช่น ISP Gateway โดยทิศทางการพัฒนาระบบ e-Logistics ของภาครัฐ จะมุ่งเน้น เพื่อการนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาเป็นกลไกขับเคลื่อนระบบ Logistics ให้สามารถสนองตอบ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชน               ปัจจุบันมีการพัฒนาการเชื่อมโยงระบบเครือข่ายข้อมูลภาครัฐและภาคการขนส่ง ในกระบวนการนำเข้าส่งออก และโลจิสติกส์ให้เป็นการบริการเบ็ดเสร็จจากหน้าต่างเดียว (Single Window Entry) โดยบทบาทความรับผิดชอบหลักของหน่วยงานต่างๆ คงเดิม พัฒนาระบบเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อลดและทดแทนเอกสารกระดาษ มุ่งไปสู่ระบบการค้าไร้กระดาษ (Paperless Trade) ทั้งธุรกรรมภาครัฐ และภาคธุรกิจและพัฒนาระบบการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างหน่วยงานเพื่อการทำ Data Crossing และลดการตรวจสอบเอกสารกระดาษ

 

e-Logistic กับการดำเนินงานจริง
     ในการนำเอาระบบ e-Logistics ไปใช้ให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น ผู้บริหารองค์การควรวางแผนการใช้เทคโนโลยี ในฐานะเป็นยุทธศาสตร์เพื่อการจัดการ (Logistics Strategic Management) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานโดยรวมขององค์การ เป็นการลดต้นทุนในการเก็บสินค้า เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และสร้างความพึงพอใจให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะก่อให้เกิดการทำงานแบบบูรณาการและทำให้สามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร และส่งต่อถึงกัน และกันได้อย่างทันท่วงที มีความถูกต้องแม่นยำ ลดความผิดพลาดและลดต้นทุนในภาพรวมรวม ซึ่งลักษณะของข้อมูลสารสนเทศที่ดี คือ
        - มีสาระและอรรถประโยชน์ (Utility)
        - มีความถูกต้องแม่นยำ (Accuracy)
        - มีความเป็นวิทยาศาสตร์ (Scientific)
        - มีความทันสมัย (Update)
        - มีต้นทุนที่ประหยัด (Economical)
        - มีความเชื่อมโยง (Online / Network)
     ระบบการบริหารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศที่ดี มีประโยชน์ต่อการดำเนินธุรกิจ ทำให้ทุกระบบพัฒนาไปสู่การให้ข้อมูลแบบปัจจุบัน (Real Time) โดยก่อให้เกิดความได้เปรียบในเชิงการแข่งขันซึ่งระบบเทคโนโลยีสารสนเทศสามารถทำให้ทุกกระบวนการของ Logistics & Supply Chain มีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อสนองตอบลูกค้า
     ความสำเร็จของการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในงานนั้นอยู่ที่คู่ค้าขององค์การต้องมีการพัฒนาควบคู่ไปด้วย หากยังไม่ได้มีการนำเทคโนโลยีสารสนเทศที่สอดคล้องกับองค์การ หรือยังล้าหลังกว่าองค์การ ซึ่งดีเลิศเพียงใดก็จะไม่มีประโยชน์ได้เต็มร้อย ทั้งนี้ ข้อมูลในเชิงตัดสินใจที่เป็นแบบ Management Information Systems MISจะช่วยให้องค์การประหยัดต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะการลดการจัดเก็บสินค้า (Inventory)
     นอกจากนี้ e-Logistics จะช่วยให้ประหยัดเวลาในการสื่อสารภายในองค์การให้เป็นแบบ Group e-mail รวมถึง e-Meeting ในการประชุม หรือวางแผนร่วมกัน โดยลงระบบ Video Conference นอกจากนี้การนำเทคโนโลยีสารสนเทศไปใช้ร่วมกับดาวเทียม (Satellite) สามารถทำให้เชื่อมการสื่อสารของโลกเข้าไว้ด้วยกัน ทั้งนี้งานขนส่งนั้นสามารถที่จะติดตามการเคลื่อนย้ายสินค้าทั้งที่เป็น GPS (Ground Position System) การตามงานทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tracking) จะเห็นได้ว่าเทคโนโลยีสารสนเทศจะถูกใช้เป็นตัวผลักดันที่แท้จริง ซึ่งจะทำให้ห่วงโซ่อุปทานมีความเป็นบูรณาการ จึงทำให้ระบบการเคลื่อนย้ายสินค้ากลายเป็น e-Business ได้ในที่สุด
     ปัจจุบัน ประเทศไทยกำลังจะก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economics Community: AEC) ประกอบด้วย 10 ประเทศ ได้แก่ ไทย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ลาว พม่า สิงคโปร์ บรูไน เวียดนาม และกัมพูชา จะต้องเปิดโอกาสให้นักลงทุนจากประเทศใน ASEAN เข้าไปลงทุนในธุรกิจการค้าบริการในประเทศของตนได้มากถึง 70% ในปี 2558 ผู้ประกอบการและองค์การธุรกิจทั้งภาคการบริการและภาคอุตสาหกรรมต้องเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับคู่ค้าและคู่แข่งที่มีศักยภาพสูงจากกลุ่มประเทศดังกล่าว ทั้งนี้ ธุรกิจที่ดำเนินอยู่คงต้องมีการปรับปรุงรูปแบบการบริหารจัดการที่เป็นระบบ และมีแบบแผนมากขึ้น เสริมความเข้มแข็งด้วยกลยุทธ์ต่างๆ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็ คือ โลจิสติกส์ ทั้งนี้ เพื่อจะสามารถยืนอยู่ในเวทีการค้าที่เข้มข้นทั้งในและระหว่างประเทศได้อย่างมีเสถียรภาพในอนาคต

 

อ้างอิง
     - วารสาร LOGISTICS MANAGEMENT
    - กิจกรรมหลักของโลจิสติกส์ http://www.lopburi.go.th/logistic.htm
    - รายงานเรื่อง E-Logistics นายสุทธิพจน์ ประกอบสุข มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน
    - http://www.logisticafe.com
    - สำนักโลจิสติกส์ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ กระทรวงอุตสาหกรรม
    - www.logisticsthailand.com/

 

ที่มา http://www.tpa.or.th/ Dec 2012

 

จำนวนผู้ชม 26386 ครั้ง

  กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบก่อนเขียนข้อความเสนอแนะความคิดเห็นของท่าน(Comments) หรือให้คะแนนความนิยม (Rating) ของข่าวและบทความ