ข้อมูลจากสภาพัฒน์ พบว่า ต้นทุนลอจิสติกส์ ต่อ GDP ปี 2553 ของไทยมีมูลค่ารวมประมาณ 1.644 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนเท่ากับร้อยละ 15.2 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ซึ่งมาจาก 3 ส่วนหลัก คือ ต้นทุนค่าขนส่งสินค้า ต้นทุนการเก็บสินค้าคงคลัง และต้นทุนการบริหารจัดการด้านลอจิสติกส์ จึงเป็นสิ่งที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องหาทางที่จะลดต้นทุนดังกล่าวลง
นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ (สศช.) บอกว่า แนวทางการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพลอจิสติกส์ในระยะต่อไป ต้องให้ความสำคัญเพิ่มขึ้นในส่วนของการเพิ่มประสิทธิภาพ ระบบลอจิสติกส์ภาคการเกษตร และ SMEs ภายหลังจากที่ภาคอุตสาหกรรมเริ่มตื่นตัวและสามารถปรับตัวในสถานประกอบการดีขึ้นอย่างชัดเจนในระดับหนึ่ง
แต่ในห่วงโซ่อุปทานนั้น จะต้องให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพ และประสิทธิผลของกิจการลอจิสติกส์ในช่วงต้นน้ำด้วย โดยเฉพาะการบริหารจัดการสินค้าเกษตรภายหลังจากการเก็บเกี่ยว และการพัฒนาห่วงโซ่ความเย็น ซึ่งจำเป็นสำหรับการลดต้นทุนและเก็บรักษามูลค่าของสินค้าเกษตรประเภทเน่าเสียง่าย และสินค้าลักษณะเทกอง
นอกจากนี้ เพื่อเป็นการเพิ่มความสะดวกทางการค้าให้กับผู้ประกอบการไทย สามารถแข่งขันในตลาดภูมิภาคและตลาดโลกมากยิ่งขึ้น เพื่อยกระดับมาตรฐานการค้าระหว่างประเทศให้รับมือกับการแข่งขันในฐานะสมาชิกของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในอีก 3 ปีข้างหน้าด้วย
ที่มา สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1290 ประจำวันที่ 7-4-2012 ถึง 10-4-2012
จำนวนผู้ชม 1202 ครั้ง











Twitter
Myspace
Webnews
Digg
Del.icio.us
Netscape
Furl
Yahoo
Blogmarks
Diigo
Googlize this
Blinklist
Facebook
Wikio




