พุธ, 29 มี.ค. 2017
 
 

Resources

Login Form



Who's Online

เรามี 182 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
ทำไมไม่เอาหลักการจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชนไปใช้ในการบริหารน้ำ
User Rating: / 1
แย่ดีที่สุด 
วันอาทิตย์ที่ 12 กุมภาพันธ์ 2012 เวลา 11:23 น.
smaller text tool iconmedium text tool iconlarger text tool icon

....ถ้าศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่งใช้ได้ไม่มีประสิทธิภาพ

รองศาสตราจารย์ ดร. ทวีศักดิ์ เทพพิทักษ์
ศูนย์วิจัยโลจิสติกส์และการจัดการ คณะโลจิสติกส์ มหาวิทยาลัยบูรพา

    ผมตั้งหัวเรื่องในการเขียนบทความนี้ เพื่อกระตุ้นเตือนผู้ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำของประเทศเรา ซึ่งมีหน่วยงานที่รับผิดชอบหลักๆ หลายหน่วยงาน อาทิ เขื่อนภูมิพล ซึ่งการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) เป็นผู้ดูแลอยู่สามารถบรรจุน้ำได้เต็มที่ 13,500 ล้าน ลบ.ม.หรือเขื่อนสิริกิติ์ก็อยู่ในความดูแลของ กฟผ. เก็บได้เต็มที่ 9,000 ล้าน ลบ.ม. หรือกรมชลประทานซึ่งดูแลเขื่อนหลายๆ แห่งเป็นต้น เราไม่สงสัยเหรอครับว่า ทำไมประเทศเรามีน้ำท่วมซ้ำซาก หรือทำไมปีนี้ น้ำท่วมถึงรุนแรงขนาดนี้ ทำไมท่วมกันถึง 2 – 3 เมตร ทำไมน้ำแรงจน คันกั้นน้ำ ประตูน้ำ พังกันเป็นแถบๆ ปีนี้มีน้ำมากกว่าปกติมาก แต่เดิมคิดว่าจะไม่มากเท่ากับน้ำท่วมใหญ่ปี 2538 แต่สุดท้ายกลับมากกว่าถึงเท่าตัว ผมพยายามหาเหตุผลในการอธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น
    ผมไม่กล้าเถียงหรอกครับว่ากรมชลประทาน กฟผ. หรือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีคนเก่งจำนวนมาก แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่ายังเก่งไม่พอครับ ผมคิดว่าในการวางแผนการทำงานในครั้งต่อๆ ไป ท่านอาจจะเชิญผู้เชี่ยวชาญเรื่องโลจิสติกส์และซัพพลายเชนเข้าร่วมในการวางแผนเกี่ยวกับเรื่องน้ำบ้างก็ดีนะครับ
    ทั้งนี้ ผมขอสรุปประเด็นปัญหาซึ่งจะได้ขยายความในส่วนต่อไปครับ ประเด็นแรกคือเรื่องของการพยากรณ์หรือการคาดเดาเกี่ยวกับปริมาณน้ำที่ผิดพลาด (Demand Forecasting) โดยผู้ใหญ่ของกระทรวงหนึ่ง สองคือการบริหารการไหลหรือส่งข้อมูล (Information Flow) ที่ขาดความโปร่งใสหรือแบบบูรณการไปยังหน่วยงานต่างๆ รวมทั้งภาคประชาชน หรือส่งข้อมูลไปยังซัพพลายเชน ประการที่สามคือความถูกต้องหรือความน่าเชื่อถือของข้อมูลสารสนเทศ (Information Variance) โดยในความเป็นจริงหน่วยงานภาครัฐควรจะเป็นหน่วยงานหลักที่ให้ข้อมูลที่ถูกต้องและน่าเชื่อถือมากที่สุด แต่หน่วยงานหลักของรัฐที่ตั้งขึ้นมา ขอไม่เอ่ยนามนะครับ ให้ข้อมูลพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ประเด็นที่สี่เกี่ยวกับการบริหารจัดการสินค้าหรือวัสดุอุปกรณ์ที่ได้รับบริจาคซึ่งมีจำนวนมากมายมหาศาล ซึ่งหลักโลจิสติกส์เราเรียก Physical Flow ปัญหาประการที่ห้าคือขาดระบบและความพร้อมที่จะอพยพคนจากชุมชนหรือบ้านที่น้ำท่วมมารวมพล ณ จุดที่หน่วยราชการเช่น ทหารหรืออาสาสมัครจะเข้าไปช่วยได้ ปัญหาสุดท้ายคือการขาดการประสานงานหรือการทำงานร่วมกันแบบบูรณการ โดยเฉพาะรัฐบาลกับ กทม. หรือหน่วยงานรัฐกับภาคประชาชน หรือหน่วยงานของรัฐกับภาคเอกชน เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าขาดการบริหารจัดการซัพพลายเชนร่วมกันอย่างแรง
    ในบทความนี้ ผมจะชี้ให้เห็นถึงสถานการณ์ปัญหาเชิงโลจิสติกส์หลายประการ อาทิประการแรก เรื่องการพยากรณ์หรือการคาดเดาเกี่ยวกับปริมาณน้ำที่ผิดพลาด (Demand Forecasting) โดยผู้ใหญ่ของกระทรวงหนึ่งได้ออกมาบอกตอนต้นปีว่าปีนี้จะแล้ง เกษตรกรอาจจะทำนาได้ไม่เกิน 2 ครั้ง จะส่งผลให้หลายๆ เขื่อนมีการสต๊อกหรือกักเก็บปริมาณน้ำไว้ในระดับสูงเพื่อไว้ใช้ในยามจำเป็น ผลคือเราเจอพายุไต้ฝุ่นถึง 5 ลูกคือ ไห่หม่า นกเตน ไห่ถาง เนสาด นาลแก โดยพายุไต้ฝุ่นทุกลูกมาตกอยู่เหนือเขื่อนหลักๆ ทำให้ปริมาณน้ำมีมากอย่างไม่คาดคิด ถ้าเป็นโลจิสติกส์ในภาคอุตสาหกรรมแล้ว ผมเป็นคนพยากรณ์พลาดซึ่งทำให้เกิดสต็อกหรือสินค้าคงคลังมหาศาลซึ่งทำให้เกิดต้นทุนจมแล้ว ผู้บริหารคงเชิญผมออกเป็นแน่
    ปัญหาประการที่สองคือการบริหารการไหลหรือส่งข้อมูลสารสนเทศ (Information Flow) ที่ขาดความโปร่งใสหรือแบบบูรณการไปยังหน่วยงานต่างๆ รวมทั้งภาคประชาชน หรือส่งข้อมูลไปยังซัพพลายเชน ผลที่ตามมาคือหน่วยงานต่างๆ และภาคประชาชนขาดความพร้อมและการระวังในการเตรียมรับสถานการณ์ จึงเป็นความโกลาหลอย่างที่เห็นครับ สำหรับการบริหารข้อมูลในภาคธุรกิจเป็นสิ่งสำคัญยิ่งเพราะถ้าต้นน้ำขุ่น ก็จะทำให้ปลายน้ำขุ่นได้ ยกตัวอย่างเช่นถ้าฝ่ายขายรับคำสั่งซื้อมาแล้วไม่ประมวลผลให้ดีหรือขาดเทคนิคการประมวลผลที่ดีก็จะทำให้คำสั่งซื้อแกว่ง เดี๋ยวเปลี่ยนไปมา ทำให้ฝ่ายผลิตหรือฝ่ายจัดซื้อมีการทำงานที่ร่วนไปด้วย ดังนั้นข้อมูลจะต้องนิ่ง ถูกต้องเชื่อถือได้และทันเวลาที่ต้องการใช้
    ประการที่สามคือความถูกต้องหรือความน่าเชื่อถือของข้อมูลสารสนเทศ (Information Variance) โดยในความเป็นจริงหน่วยงานภาครัฐควรจะเป็นหน่วยงานหลักที่ให้ข้อมูลที่ถูกต้องและน่าเชื่อถือมากที่สุด แต่หน่วยงานหลักของรัฐที่ตั้งขึ้นมา ขอไม่เอ่ยนามนะครับ ให้ข้อมูลพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนเป็นที่มาของคำว่า “เอาอยู่” หรือ “แตกแล้ว” และประชาชนต้องหันไปหาสื่ออื่นๆ เพื่อเติมเต็มความต้องการด้านข้อมูลเกี่ยวกับน้ำที่ไหนหลากมา ทั้งนี้ ตามหลักการบริหารจัดการความเสี่ยง โดยเฉพาะในสถานการณ์ฉุกเฉิน ความรวดเร็วและความถูกต้องของข้อมูลถือเป็นความสำคัญลำดับต้นๆ การที่บรรดานักการเมืองต่างตนต่างแย่งกันออกทีวีหรือขาดซึ่ งความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์ปัญหาที่แท้จริงนั้น รังแต่จะสร้างความสับสนและพาประชาชนหลงทาง ถ้าเป็นการบริหารจัดการในภาคธุรกิจ การบริหารจัดการข้อมูลเช่นนี้ อาจถึงกับปิดบริษัทได้เลยนะครับ
    ปัญหาประการที่สี่เกี่ยวกับการบริหารจัดการสินค้าหรือวัสดุอุปกรณ์ที่ได้รับบริจาคซึ่งมีจำนวนมากมายมหาศาล ซึ่งหลักโลจิสติกส์เราเรียก Physical Flow ซึ่งผมจะนำเสนอวิธีการบริหารจัดการในส่วนต่อไปครับ อันนี้ต้องขอเรียนตรงๆนะครับว่าแย่มากๆ ผมไม่คิดว่าทางหน่วยงานราชการหรือแม้แต่ศูนย์อพยพหลายๆแห่งจะมีระบบการบริหารจัดการที่ดีนะครับ แต่ผมคิดว่าหน่วยงานหรือหลายๆ ศูนย์อพยพเหล่านั้นไม่มี ผมยังคิดเลยครับว่าถ้ามีการมาตั้งศูนย์ผู้อพยพที่มหาวิทยาลัยบูรพาจริง เราจะนำเอาระบบ IT หรือเทคโนโลยีสารสนเทศ เช่นบาร์โค้ต หรือแท็ค เป็นต้น จริงๆ อยากจะนำเอาระบบ RFID มาใช้เหมือนกันครับ แต่ยังขาดงบวิจัยสนับสนุนน่ะครับ ผมล้อเล่นนะครับ เรื่องพวกนี้ยังไม่ค่อยมีคนวิจัยในบ้านเรา ถ้าผมขอทุนวิจัยไป ท่านปรมาจารย์ทั้งหลายคงไม่ให้งบวิจัยเป็นแน่
    ทั้งนี้ควรนำเอาระบบ IT มาใช้กับผู้อพยพเพื่อจำแนกประเภทข้อมูลประชากรศาสตร์ (อาทิ อายุ เพศ โรคประจำตัว ภูมิลำเนา) ของผู้อพยพซึ่งจะมีประโยชน์มากเวลาที่ต้องบริหารผู้อพยพเหล่านั้น เช่น การแยกคนแก่คนชรา ผู้ป่วย เด็ก ชายหรือหญิง เป็นต้น ซึ่งบางศูนย์ได้ข่าวว่ามีผู้อพยพชายบางคนลวนลามอาสาสมัคร แถมเพิ่มอีกนิดนะครับ ว่าการบริหารจัดการสิ่งของพัสดุ อุปกรณ์ที่แต่ละหน่วยงานทำได้ไม่มีประสิทธิภาพ มีต้นทุนการเคลื่อนย้ายจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งสูงมาก ขนขึ้นขนลงรถซ้ำไปซ้ำมา ภาษาโลจิสติกส์เราเรียก การขนซ้ำซ้อน (Double Handling) หรือมีต้นทุนการจัดการที่สูง ขาดหลักการจัดการสต็อกหรือสินค้าคงคลัง
    ปัญหาประการที่ห้าคือขาดระบบและความพร้อมที่จะอพยพคนจากชุมชนหรือบ้านที่น้ำท่วมมารวมพล ณ จุดที่หน่วยราชการเช่น ทหารหรืออาสาสมัครจะเข้าไปช่วยได้ บางหมู่บ้านก็อยู่ลึกเข้าไปในซอย ที่ก็อยู่ต่ำมาก ไม่เกินสองหรือสามชั่วโมงก็ท่วมเกือบสองเมตรแล้วครับ ขาดแผนฉุกเฉินหรือการฝึกซ่อมสถานีการช่วยเหลือหรือการรวมพลสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉินต่างๆ กล่าวง่ายๆ คือยังขาดซัพพลายเชนระหว่างชาวบ้านกับหน่วยงานที่จะเข้าไปช่วยเหลือ นี่ยังไม่รวมแผนอพยพหรือส่งผู้อพยพกลับภูมิลำเนา ว่าจะส่งกลับอย่างไร ด้วยพาหนะใด เพราะแต่ละคนอยู่กันภูมิลำเนา หน่วยงานที่รับผู้อพยพมาย่อมต้องหาวิธีพาไปส่งด้วย ข้อมูลก็ไม่เก็บกัน การวางแผนที่จะจัดส่งไปพร้อมๆ กันหลายๆ คนก็ไม่มี ผมว่าน่าจะวิกฤตินะครับภายหลังน้ำลด ปัญหาข้อนี้สำคัญมากครับ ขาดการจัดการผู้อพยพขากลับ ภาษาโลจิสติกส์เราเรียกว่า Reverse Logistics ซึ่งถ้าทำไม่ดีก็จะกลายเป็นต้นทุนสูง ผู้อพยพไม่พึงพอใจและหลายคนอาจจะฟ้องร้องถึงศาลเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายได้เลยนะครับ ว่าทำให้พวกเขาบาดเจ็บทางกายหรือทางใจ
    ปัญหาสุดท้ายคือการขาดการประสานงานหรือการทำงานร่วมกันแบบบูรณการ โดยเฉพาะรัฐบาลกับ กทม. หรือหน่วยงานรัฐกับภาคประชาชน หรือหน่วยงานของรัฐกับภาคเอกชน เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าขาดการบริหารจัดการซัพพลายเชนร่วมกันอย่างแรง ไม่เคยคุยกันเลย ต่างคนต่างทำ ดูจากข่าวหรือลงไปในพื้นที่ประสบภัยแล้วหว่าเหว่ครับ ชาวบ้านที่รู้ทางก็จะมารอรับของแจกจากผู้มีจิตศรัทธา ได้อยู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ส่วนผู้ประสบภัยที่ติดอยู่ข้างในซอยหรือลึกหน่อย กำลังจะอดตายเพราะไม่มีคนเข้าไปส่งของให้ ในเชิงการจัดการซัพพลายเชน เราจะเข้าไปดูการบริหารความสัมพันธ์ระหว่างผู้เล่นในซัพพลายเชน หรือมีการวางโครงสร้างหรือระบบของซัพพลายเชนกันหรือยัง ถ้ายังทำไม่มีการวางระบบผู้เล่น หรือถ้ามีการวางระบบแล้ว จะเชื่อมโยงซึ่งกันและกันอย่างไร แต่ละหน่วยงานหรือผู้เล่นมีความสัมพันธ์กันระดับไหน ไว้ใจกันเองหรือเปล่า
    ประเด็นนี้ค่อนข้างเป็นปัญหาโลกแตก โดยเฉพาะเมื่อหน่วยงานภาครัฐติดต่อกันเอง ดูเหมือนจะไม่มีปัญหา แต่ในข้อเท็จจริงมีปัญหามากเพราะแต่ละหน่วยต่างคนต่างคิดว่าตัวเองมีระเบียบของตัวเอง มีสายการบังคับบัญชาหรือมีเป้าหมายของตัวเอง ผลก็คือต่างคนต่างมีแผน ไม่ยอมกัน ไม่ไว้ใจกัน ต่างคนต่างทำ เคราะห์ร้ายจึงมาตกอยู่ที่ประชาชนที่ประสบภัยครับ
    ผมเขียนบทความนี้ขึ้นมาเพื่อผมจะได้นำไปใช้ในการวิจัยของผมต่อไปว่าผมหรือนักวิชาการท่านอื่นๆ จะขยายผลต่อยอดนำไปใช้ในการศึกษาวิจัยโดยนำหลักการจัดการโลจิสติกส์ซึ่งเน้นการบริหารจัดการการไหลหรือการส่งข้อมูลสารสนเทศและการไหลหรือการเคลื่อนย้ายวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ตั้งแต่ต้นทางไปถึงมือผู้รับอย่างมีประสิทธิภาพหรือในเวลาที่ผู้ประสบภัยหรือหน่วยงานต่างๆ ต้องการใช้ได้อย่างไร ขณะที่แนวทางการบริหารจัดการซัพพลายเชนควรจะเข้าไปดูว่าการบริหารความสัมพันธ์ระหว่างผู้เล่นต่างในซัพพลายเชน อาทิ หน่วยงานภาครัฐ (กรมชลประทาน กฟผ.หรือ ศปภ.) ประชาชนหรือ ภาคเอกชน) จะประสานงานหรือแชร์ข้อมูลที่ถูกต้องอันเดียวกันได้อย่างไร จะร่วมกันทำงานโดยมีเป้าหมายเดียวกันได้อย่างไร หรือยังต่างคนต่างทำอยู่
    ขณะที่การเกิดน้ำท่วมซ้ำๆ ซากๆ หรือแล้งประจำทุกปีเป็นสิ่งสะท้อนอยู่แล้วครับว่าวิธีการคิดหรือศาสตร์ที่ท่านใช้อาจจะยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ ไม่ว่าจะเกิดจากการพยากรณ์หรือการบริหารจัดการน้ำที่ไหลบ่าลงมาที่ผิดพลาด การบริหารสถานการณ์ฉุกเฉินซึ่งชี้ให้เห็นว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของบ้านเราอ่อนมาก ผมยังไม่อยากใช้คำว่าเละนะครับ เราควรจะหาวิธีการป้องกันและแก้ไขซึ่งกรมชลประทานหรือกระทรวงที่เกี่ยวข้องอาจจะต้องคิดถึงหรือลองหันมาใช้บริการของนักโลจิสติกส์บ้างนะครับ ถ้าใช้บริการแล้ว ไม่ดี ท่านก็ไม่เสียอะไรนี่ครับ แต่ถ้าใช้แล้วน้ำท่วมหรือน้ำแล้งซ้ำซากหายไป ก็ถือเป็นคุณูปการสำหรับประชาชนและประเทศไทยนะครับ


ที่มา http://www.freightmaxad.com , 1 ก.พ. 55


จำนวนผู้ชม 4776 ครั้ง

  กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบก่อนเขียนข้อความเสนอแนะความคิดเห็นของท่าน(Comments) หรือให้คะแนนความนิยม (Rating) ของข่าวและบทความ