พุธ, 29 มี.ค. 2017
 
 

Resources

Login Form



Who's Online

เรามี 158 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
อนิจจังกับความเสี่ยง และความสูญเปล่าในโซ่อุปทาน
User Rating: / 2
แย่ดีที่สุด 
วันพุธที่ 10 สิงหาคม 2011 เวลา 00:49 น.
smaller text tool iconmedium text tool iconlarger text tool icon

ดร.อัศม์เดช วานิชชินชัย ( อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน )
ผู้อำนวยการหลักสูตร Ph.D. และ MS. สาขา Logistics and
Supply Chain Management มหาวิทยาลัยศรีปทุม

เผื่อเหลือดีกว่าเผื่อขาด
    สินค้าคงคลัง คือ “อะไรก็ได้ที่มีการหมุนเวียน รับเข้ามา เก็บเอาไว้ เพื่อใช้หรือจ่ายออกไปในอนาคต” [1] ดังนั้นปริมาณความต้องการสินค้าคงคลังจะมากหรือน้อยนั้นก็อยู่ที่ความต้องการใช้ในอนาคตเป็นหลัก ในเชิงการจัดการสินค้าคงคลังนั้น ค่าเฉลี่ยความต้องการใช้สินค้าในอนาคตจะมากหรือน้อยนั้นไม่สำคัญสักเท่าไร หากมีความต้องการในอนาคตน้อยก็เก็บสินค้าคงคลังน้อย หากมีความต้องการในอนาคตมากและเก็บสินค้าคงคลังมากในสัดส่วนที่เหมาะสมกับปริมาณความต้องการก็ไม่ถือว่าเป็นความสูญเปล่าอะไร [2] เนื่องจากสินค้าคงคลังที่เก็บไว้จะถูกใช้และหมุนเวียนสร้างรายได้ให้คุ้มค่ากับต้นทุนในการจัดเก็บ ความสูญเปล่าจริง ๆ ในการจัดเก็บสินค้าคงคลังมักมีสาเหตุจากความกลัวสินค้าขาดสต็อกแล้วโดนลูกค้าต่อว่าจึงเก็บสต็อกเผื่อขาดหรือสต็อกเพื่อความปลอดภัย (Safety Stock) ไว้มากเกินความจำเป็น
    ความกลัวในที่นี้เกิดจากความไม่แน่นอน (Uncertainty) ในอนาคตทั้งความไม่แน่นอนในฝั่งอุปสงค์ (Demand Uncertainty) เช่น อุปสงค์มากกว่าที่คาดการณ์ไว้ และความไม่แน่นอนในฝั่งอุปทาน (Supply Uncertainty) เช่น วัตถุดิบขาดแคลน จึงต้องเพลย์เซฟเก็บสต็อกเผื่อสำรองมาก ๆ เอาไว้ก่อน ตามคติที่เรามักได้ยินว่า “เผื่อเหลือดีกว่าเผื่อขาด” หากความไม่แน่นอนในอนาคตมีน้อยความกลัวก็จะมีน้อยลง เมื่อความกลัวมีน้อยปริมาณสินค้าคงคลังก็จะน้อยลงไปด้วยตามลำดับ ดังนั้นหากเราต้องการลดปริมาณสินค้าคงคลังก็จะต้องเริ่มจากการทำความเข้าใจในผลกระทบของความไม่แน่นอนต่อปริมาณสินค้าคงคลังก่อน

ความไม่แน่นอนคือความเสี่ยง
    หากเราเป็นบริษัทซื้อมาขายไปที่รับจ้างผลิตตามสั่ง (Make to Order) ที่ต้องผลิตสินค้าส่งให้ลูกค้าครบถ้วนตรงเวลาและตามจำนวนที่ลูกค้าต้องการเท่านั้น กระบวนการผลิตของเรามีเพียงการซื้อวัตถุดิบมาและบรรจุแบบง่าย ๆ (Repack) ที่ไม่มีของเสียในกระบวนการผลิตของเราเองเลย ของเสียทั้งหมดมาจากปัญหาคุณภาพวัตถุดิบของซัพพลายเออร์เป็นหลัก
    หากเราได้รับออเดอร์จากลูกค้าให้ผลิตสินค้าให้ 100 ชิ้น เรามีซัพพลายเออร์ 4 เจ้า ได้แก่ ซัพพลายเออร์ A, B, C และ D ซึ่งมีสถิติเปอร์เซ็นต์ของเสียที่แกว่งที่มากน้อยไม่เท่ากันใน 9 ล็อตสุดท้ายที่ผ่านมา ดังตารางที่ 1 และรูปที่ 1 เราควรสั่งวัตถุดิบจากซัพพลายเออร์เจ้าใดมาใช้ในการผลิต เพื่อให้สามารถส่งมอบสินค้าได้ครบถ้วน (Service Level สูง) และมีต้นทุนการจัดการสินค้าคงคลัง (Inventory Cost) ต่ำ และเราจะประเมินและจัดอันดับซัพพลายเออร์เหล่านี้ได้อย่างไร


อ่านรายละเอียด


ที่มา ไทยแลนด์อินดัสตรี้ดอทคอม  วันที่ 2011-06-17


จำนวนผู้ชม 7967 ครั้ง

  กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบก่อนเขียนข้อความเสนอแนะความคิดเห็นของท่าน(Comments) หรือให้คะแนนความนิยม (Rating) ของข่าวและบทความ