ศุกร์, 28 เม.ย. 2017
 
 

Resources

Login Form



Who's Online

เรามี 280 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
ความแตกต่างในการบริหารจัดการที่ผู้บริหารต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลง
User Rating: / 1
แย่ดีที่สุด 
วันอังคารที่ 05 เมษายน 2011 เวลา 09:45 น.
smaller text tool iconmedium text tool iconlarger text tool icon

โดย ผศ.ดร.พงษ์ชัย อธิคมรัตนกุล
ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศทางโลจิสติกส์
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

      คงจะต้องยอมรับกันแล้วว่า การบริหารจัดการในปัจจุบันมีความแตกต่างไปจากในอดีตค่อนข้างมาก ทั้งในแง่ของแนวทางการบริหารจัดการ ฟังก์ชันทางธุรกิจที่บริษัทต้องให้ความสำคัญ และการนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้ในการทำธุรกิจต่างๆ ไล่เรียงตั้งแต่การจัดซื้อจัดหาปัจจัยการทำธุรกิจ จนถึงการส่งมอบสินค้าและการให้บริการกับลูกค้า
     โดยความแตกต่างในเรื่องของแนวทางการบริหารจัดการ ที่เห็นได้ชัด และมีการปรับเปลี่ยนไปค่อนข้างมาก ก็จะเป็นเรื่อง อาทิ การยอมรับในการใช้คนที่จบปริญญาในสายวิชาชีพนั้นๆ โดยตรง (Professional Degree) มาทำงานในบริษัท แทนที่จะใช้คนที่ไม่มีปริญญา หรือไม่ได้มีการร่ำเรียนหรือฝึกฝนมาโดยตรงเหมือนแต่ก่อนหรือการดำเนินการของบริษัทที่จำเป็นจะต้องมีแผนธุรกิจ (Business Plan) ในการดำเนินการที่ชัดเจน ทั้งในเรื่องของกลุ่มลูกค้า แผนการตลาด แผนการหารายได้ รวมถึงแผนการลงทุนและการบริหารความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต รวมทั้งการที่บริษัทจำเป็นจะต้องมีกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจ (Business Strategy) เพื่อสร้างความได้เปรียบในเชิงการแข่งขัน และการขยายตลาด ซึ่งในอดีตถูกละเลยและมองข้ามมาโดยตลอด
     ส่วนในเรื่องของ ฟังก์ชันทางธุรกิจ ก็จะเห็นได้ชัดเช่นกันว่า มีบริบทที่แตกต่างไป ไล่เรียงมาตั้งแต่ในอดีตที่บริษัทจะให้ความสำคัญกับเรื่องการขาย การผลิต และการจัดซื้อเป็นหลัก ก็ปรับเปลี่ยนมาให้ความสำคัญกับกิจกรรมหรือฟังก์ชันอื่นๆมากขึ้น เช่น เรื่องของการบริการลูกค้าทั้งก่อนและหลังการขาย การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ หรือบริการใหม่ๆ การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับตัวสินค้าและลูกค้า หรือการให้ความสำคัญกับกิจกรรมสนับสนุนในเรื่องของการจัดหาวัตถุดิบ (Procurement) การพัฒนาโปรแกรมทำงานร่วมระหว่างบริษัทกับซัพพลายเออร์ (Supply Relationship Management) และการบริหารจัดการด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชน (Logistics and Supply Chain Management)
     โดยบริษัทเริ่มตระหนักดีว่า ลำพังเพียงการดำเนินการในเรื่องการขาย การผลิต และการจัดซื้อเหมือนในอดีต คงจะไม่สามารถสร้างความแตกต่างและสร้างคุณค่าในตัวสินค้า หรือบริการได้เพียงพอต่อความคาดหวังของลูกค้าหรือผู้บริโภคได้อีกต่อไปแล้ว บริษัทจำเป็นจะต้องหันมาใส่ใจกับองค์ประกอบ หรือฟังก์ชันการทำงานอื่นๆ ที่จะสามารถพัฒนาและสร้างคุณค่าในตัวสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ หรือสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งได้มากขึ้น
     ส่วนเรื่องของเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร ก็จะพบว่า บริษัทต่างๆ เข้าใจดีว่า ณ ชั่วโมงนี้ เป็นเรื่องจำเป็น ที่บริษัทจะต้องเร่งลงทุนและพัฒนา ซึ่งแตกต่างไปจากในอดีตโดยสิ้นเชิง ที่มักจะมองข้ามและเข้าใจว่าเป็นเรื่องสิ้นเปลืองและไม่คุ้มค่าต่อการดำเนินการโดยปัจจุบันจะเห็นได้ว่า บริษัทจำนวนไม่น้อยได้ลงทุนซอฟต์แวร์ หรือระบบปฏิบัติการเพื่อช่วยบริหารจัดการธุรกิจมูลค่าหลายสิบ หลายร้อยล้าน อย่างระบบ ERP (Enterprise Resource Planning) หรือที่คุ้นหูในตลาด เช่น ระบบ Oracle หรือระบบ SAP ที่ช่วยให้การทำงานต่างๆ ภายในบริษัทสามารถดำเนินการผ่านระบบคอมพิวเตอร์ทั้งหมด และสามารถบันทึกรายการทำงานต่างๆ ได้โดยอัตโนมัติ สามารถมีฐานข้อมูลธุรกรรมต่างๆ ของบริษัทที่สร้าง วิเคราะห์ ประมวลผลและตรวจสอบภายหลังได้อย่างสะดวก ถูกต้อง และแม่นยำ
     นอกจากระบบปฏิบัติการดังกล่าว บริษัทจำนวนไม่น้อยยังหันมาใช้การติดต่อสื่อสารกับลูกค้า ซัพพลายเออร์และหน่วยงานภายในต่างๆ ในบริษัท ผ่านทางระบบอินทราเน็ตและอินเทอร์ เน็ต รวมถึงระบบ SMS และระบบปฏิบัติการ หรือซอฟต์แวร์ที่อาศัยโทรศัพท์มือถือ ซึ่งช่วยการทำงานต่างๆ ให้มีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมทั้งยังมีการใช้ระบบดาวเทียม หรือระบบติดตามตำแหน่ง หรือสถานะของสินค้า เช่น ระบบจีพีเอส (GPS) หรือ อาร์เอฟไอดี (RFID) ร่วมกับแผนที่ประเภทต่างๆ ในการวางแผน และกำกับการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการตลาด การขาย การกระจายสินค้า การจัดเก็บสต๊อก หรือการบริหารจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชน ในขณะที่สินค้าเกิดการเคลื่อนย้าย หรือถูกใช้ในการติดตามและตรวจสอบสถานะ เพื่อแจ้งให้กับลูกค้าได้รับทราบ เป็นต้น
     จะเห็นได้นะครับว่า การบริหารจัดการในปัจจุบัน มีมิติและวิธีการที่ใช้ในเรื่องต่างๆ แตกต่างโดยสิ้นเชิงจากในอดีต แม้ว่ายังต้องอาศัยทั้งศาสตร์และศิลป์ หรือยังคงมีเป้าหมายทางธุรกิจเช่นเคย คือ ยังมุ่งเน้นไปสู่การสร้างกำไร เพิ่มส่วนแบ่งตลาด สร้างความมั่งคั่งและความมั่นคงในการเจริญเติบโตของบริษัทหรือธุรกิจเหมือนเดิมสุดท้าย ก็หวังว่าผู้ประกอบการ เจ้าของกิจการหรือผู้บริหารจะได้ตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลง และความแตกต่างที่เกิดขึ้นนี้ และที่สำคัญ ยอมลดทิฐิและยอมรับถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เพราะประสบการณ์และความเชี่ยวชาญที่สะสมมา อาจจะล้าสมัยและไม่เท่าทันกับสภาพการแข่งขันและสภาพการประกอบธุรกิจอย่างเช่นในปัจจุบันก็เป็นได้ยิ่งยอมรับสภาพและยอมปรับเปลี่ยนได้เร็วเท่าไร ยิ่งเป็นผลดีต่อบริษัทและธุรกิจ ยิ่งต่อต้านและคัดค้านการเปลี่ยนแปลงมากเท่าไร ยิ่งเป็นผลร้ายกับบริษัทและมีโอกาสสูงมากที่จะนำมาซึ่งการสูญเสียทางธุรกิจในอนาคตมากยิ่งขึ้น


ที่มา คอลัมน์ BreakThrough,  Transport Journal , 5 เม.ย. 54
http://www.logisticscorner.com/index.php?option=com_content&view=article&id=2384:2011-04-10-02-36-42&catid=34:logistics-news&Itemid=55


จำนวนผู้ชม 5780 ครั้ง

  กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบก่อนเขียนข้อความเสนอแนะความคิดเห็นของท่าน(Comments) หรือให้คะแนนความนิยม (Rating) ของข่าวและบทความ