ศุกร์, 28 เม.ย. 2017
 
 

Resources

Login Form



Who's Online

เรามี 709 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
การบริหารจัดการการส่งออกอาหารสดในภาคธุรกิจ SMEs
User Rating: / 4
แย่ดีที่สุด 
วันจันทร์ที่ 27 ธันวาคม 2010 เวลา 22:37 น.
smaller text tool iconmedium text tool iconlarger text tool icon

โดย วิชัย ปฏิบัตต์โยธิน
สาขาการจัดการโลจิสติกส์
บัณฑิตวิทยาลัยการจัดการและนวัตกรรม
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

     ในภูมิภาคอาเซียน ประเทศไทยยังคงความเป็นประเทศเกษตรกรรม ผลผลิตทางการเกษตรหลายๆ ชนิดจึงมีศักยภาพในการส่งออกไปยังตลาดโลกเป็นอย่างมาก ทั้งผักสด ผลไม้ เนื้อสัตว์ต่าง ๆ อาหารทะเล เป็นสินค้าเกษตรส่งออก ที่นำเงินตราเข้าสู่ประเทศเป็นมูลค่าหลายพันล้านบาทในแต่ละปี ทั้งในรูปของการแช่เย็นและแช่แข็ง ดังนั่นการทำธุรกิจส่งออกอาหารสด จึงจำเป็นต้องอาศัยทักษะความเชี่ยวชาญอยู่พอสมควร ที่จะพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ให้ได้มาตรฐาน เป็นที่ต้องการของตลาด โดยเฉพาะภาคธุรกิจ SMEs ที่มองเห็นช่องทางและโอกาสในการส่งออกตรงนี้ ซึ่งยังมีโอกาสอีกมากเนื่องจากการส่งออกอาหารสดของ SMEs ยังมีการแข่งขันด้วยกันเองน้อยรายนักเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมประเภทอื่น ๆ อย่างธุรกิจเครื่องประดับ หรือสินค้าเกษตรกรรมประเภทข้าว ยางพารา และผลิตภัณฑ์แปรรูปมันสำปะหลัง
     แต่อย่างไรก็ตามการแข่งขันกับอุตสาหกรรมส่งออกรายใหญ่ ๆ ซึ่งเป็นคู่ชกที่ต่างน้ำหนักกันมาก ด้วยปัจจัยที่จำกัดหลาย ๆ ด้าน ซึ่งในภาคธุรกิจ SMEs เองมีเงินทุนจำกัด ดังนั้นการบริหารจัดการและศักยภาพของผู้ประกอบการจึงเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการส่งออกอาหารสดของธุรกิจรายใหญ่ เพื่อให้ธุรกิจ SMEs นั้นสามารถดำรงอยู่ได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ท้าทายสำหรับธุรกิจส่งออกอาหารสดรายย่อย
     ผู้ประกอบการ SMEs ที่มีความสนใจในธุรกิจส่งออกอาหารสด โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจการส่งออกอยู่แล้ว ควรที่จะต้องมีความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับธุรกิจอาหารสดบ้าง รวมถึงระบบการขนส่งสำหรับสินค้าประเภทนี้ เนื่องจากมีความแตกต่างกับสินค้าส่งออกทั่วไป เนื่องจากอาหารสด มีอายุรวมตั้งแต่การเก็บเกี่ยวจนถึงจนหมายปลายทาง ที่ต้องการความรวดมเร็วและตรงเวลาเพื่อป้องกันความเสียหาย รวมถึงความเข้าใจและความรู้ในเรื่องของขั้นตอนการส่งออก ซึ่งข้อมูลพื้นฐานเหล่านี้จะทำให้ผู้ประกอบการ SMEs สามารถที่จะวางแผนการรวบรวมวัตถุดิบและปริมาณสินค้า ชนิดสินค้า ได้อย่างมีระบบและเป็นไปตามความต้องการของตลาด เพราะการส่งออกอาหารสดไปยังต่างประเทศนั่น ไม่ว่าจะเป็นในแถบอาเชี่ยนเอง หรือส่งออกไปยังภูมิภาคอื่น ๆ ของโลกจำเป็นต้องมีผลผลิตส่งออกอย่างสม่ำเสมอเพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคในต่างประเทศ รวมถึงคุณภาพของสินค้านั้นต้องเป็นไปตามข้อตกลง รวมทั้งกฎหมาย และระเบียบและขั้นตอนการส่งออกของประเทศไทย รวมทั้งกฎหมายของประเทศปลายทางที่นั่น ๆ เพื่อผู้ประกอบการ SMEs สามารถที่จะแข่งขันอยู่ในตลาดโลกได้ เนื่องจากการส่งออกอาหารสดไม่ได้แข่งขันเฉพาะภายในประเทศอย่างเดียว ยังต้องมีการแข่งขันกับประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคต่าง ๆ ซึ่งเป็นแหล่งอาหารโลกเหมือนกัน โดยผู้ประกอบการเองต้องคำนึงถึง
       1. ภาพรวมตลาดทั้งภายในประเทศ และภายนอกประเทศ
       2. การกำหนดราคา เพื่อการแข่งขันกับอุตสาหกรรมส่งออกอาหารสด อาหารแช่แข็งรายใหญ่ ๆ
       3. ช่องทางการจัดจำหน่ายใหม่ ๆ ในต่างประเทศ
       4. การส่งเสริมการขายเพื่อแข่งขันกับธุรกิจรายใหญ่
       5. การรวบรวมผลผลิตจากแหล่งผลิตต่าง ๆ เพื่อความหลากหลายและตอบสนองความต้องการของลูกค้า (ONE STOP SERVICE)
       6. กระบวนการการผลิตที่ได้มาตราฐานเพื่อเป็นที่ยอมรับของตลาดในต่างประเทศ และป้องกันมาตราการขีดกันทางการค้า
       7. ขั้นตอนการบรรจุหีบห่อ
       8. การควบคุมอุณหภูมิ การรักษาระดับความเย็นตั้งแต่กระบวนการการผลิตจนถึงปลายทาง
       9. การขนส่ง การขนถ่ายที่มีความรวดเร็ว และต้นทุนที่สามารถยอมรับและสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้
       10. การเก็บรักษาในกระบวนการการรวบรวมวัตถุดิบ และในกระบวนการการขนส่ง
       11. มาตรฐานคุณภาพอาหาร การแบ่งเกรดอาหาร (Grading)
       12. ผู้ให้บริการด้านการขนส่งทั้งจากแหล่งผลิตอาหาร และผู้บริการด้านการขนส่งไปยังต่างประเทศ
       13. แหล่งของเงินลงทุนและการเงิน  โดยการสนับจากภาครัฐ และสถาบันการเงินของประเทศ
       14. เงื่อนไขและข้อจำกัดทั้งปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอกของผู้ประกอบการ SMEs เอง
    การคงสภาพของสินค้าในระหว่างการขนส่งมีความสำคัญอย่างยิ่งเป็นลำดับต้น ๆ ที่ผู้ประกอบการ SMEs ต้องคำนึงถึงและห้ามมองข้ามในการขนส่งอาหารสดทุก ๆ ประเภท นอกจากการรักษาอุณหภูมิแล้ว คุณสมบัติของภาชนะที่ใช้ในการบรรจุอาหารสดประเภทต่าง ๆ จึงต้องมีคุณสมบัติที่แตกต่างกัน บรรจุภัณฑ์ที่ใช้สำหรับหีบห่อจะต้องเป็นวัสดุที่สะอาด ปราศจากสิ่งเจือปนและสามารถป้องกันการกระแทกที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายกับสินค้าขณะลำเลียง การบรรจุภัณฑ์ไม่ควรเกิน 30 กก./1 บรรจุภัณฑ์ ถ้าเป็นอาหารประเภทผลไม้ หรือ ผักสด ภาชนะที่ใส่ควรจะเป็นหีบห่อที่ทำมาจากวัสดุที่สามารถยอมให้อากาศเข้าออกง่ายพอควร เพราะผลไม้และผักสดเป็นสิ่งที่ยังคงหายใจอยู่ตลอดเวลา ซึ่งถ้าหีบห่อไม่สามารถระบายอาหารได้ก็จะเกิดการสะสมของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ภายในภาชนะบรรจุ ทำให้ผลไม้และผักสดเสื่อมคุณภาพได้เร็วก่อนถึงมือลูกค้า ภาชนะบรรจุควรระบายไอน้ำออกได้ เพราะผักผลไม้สดจะคายน้ำตลอดเวลา เกิดการสะสมความชื้นทำให้เชื้อราเกิดขึ้นได้ ภาชนะที่ใช้บรรจุจะต้องมีความทนทานต่อความเย็น เมื่อได้รับความเย็นภาชนะบรรจุไม่กรอบหรือแตกหักง่าย และยังต้องทนต่อแรงกดทับได้ เนื่องจากอาหารสดมีส่วนประกอบของน้ำเป็นหลัก และมีความบอบบางและเนื้อที่นิ่ม ภาชนะบรรจุจึงควรรับแรงกดทับเมื่อมีการวางเรียงซ้อน ๆ กัน โดยชนิดภาชนะบรรจุอาหารสดที่ใช้ส่วนใหญ่จะเป็นการใช้
       1. กล่องกระดาษแข็งที่ใช้บรรจุมีทั้งกล่องกระดาษลูกฟูกและกล่องที่ทำจากกระดาษแข็งบางชนิดและอาจจะมีการเจาะให้เห็นภายในและเพื่อการระบายอากาศด้วย
       2. กล่องลูกฟูก จำเป็นอย่างยิ่งในการบรรจุสำหรับการขนส่ง ควรที่จะต้องเป็นกล่องที่มีความแข็งแรงสามารถรับแรงกดเมื่อวางซ้อนกันได้
       3. ภาชนะที่เป็นประเภทถาด โพลิสไตรีน หรืออาจจะทำมาจากกระดาษแข็งเคลือบไขก็ได้
      4. ฟิล์มที่ใช้ห่อหุ้มถาด อาจใช้โพลิเอทิลีน (Polyethylene) หรือ โพลิโพรพิลีน (Polypropylene) ถ้าเป็นประเภทผลไม้หรือผักสด ต้องมีการเจาะรูที่ฟิล์มเพื่อระบายน้ำที่ระเหยออกมาให้ หรือใช้ โพลิไวนิลคลอไร่ด์ (Polyvinylchl oride) ชนิดยืดรัด (cling film) ก็ได้
      5. ถุงพลาสติกใส ที่นิยมที่สุดคือ โพลิเอทิลีน และควรเจาะรูถุงพลาสติกเพื่อระบายน้ำ ที่ระเหยออกมาจากอาหารประเภทผลไม้ และผักสด
   อย่างไรก็ตามกฎหมายและข้อบังคับของแต่ละประเทศ ซึ่งผู้ประกอบการก็ไม่ควรละเลยเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งในแต่ละประเทศก็มีข้อบังคับในการนำเข้าสินค้าการเกษตรที่แตกต่างกันไป เช่น ความปลอดภัยของสินค้า บางตลาดต้องผ่านการรับรองของ GMP และ HACCP บางตลาดต้องผ่าน FDA, การแยกเกรดของสินค้า Grading การคัดเกรดของสินค้าจะต้องเป็นไปตามกฎระเบียบของแหล่งกำเนิดสินค้า (Country of origin), การบรรจุภัณฑ์ Packaging, ฉลากสินค้า Labeling ประเภทของฉลาก, ขนาดของฉลาก ตำแหน่งของการติดฉลากบนบรรจุภัณฑ์ ข้อมูลรายละเอียดในฉลาก เช่น ชื่อที่อยู่ผู้ผลิต/ ผู้นำเข้า/ผู้ส่งออก, ชื่อทั่วไปของสินค้า, เกรดของสินค้า, ประเทศแหล่งกำเนิดสินค้า, น้ำหนักสุทธิ, กฎระเบียลการตรวจสอบสินค้าตามจุดผ่านแดน ด่านศุลกากร และท่าเรือขนส่งสินค้า, การออกหนังสือรับรอง Certificate of Conformity Inspection, ค่าธรรมเนียมการตรวจสอบ ซึ่งข้อบังคับต่าง ๆ เหล่านี้ส่งผลยังต้นทุนการจัดการของผู้ประกอบการทั้งสิ้น ถ้าผู้ประกอบการละเลยและไม่ตระหนักถึงเรื่องเหล่านี้ จะส่งผลให้เกิดปัญหาและการตีคืนส่งกลับของสินค้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งกฎหมายข้อบังคับของแต่ละประเทศเหล่านี้ผู้ประกอบการ SMEs จะต้องนำมาเพื่อเป็นแนวทางในการจัดขั้นตอนการดำเนินการและคำนวณต้นทุนการขนส่งโดยรวม ซึ่งจะเป็นข้อมูลในการประเมินศักยภาพของผู้ประกอบการเองทั้งในเรื่องคุณภาพและมาตราฐาน เพื่อช่วยในการตัดสินใจเพื่อที่จะส่งออกไปยังประเทศและลูกค้ารายนั้น ๆ เมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งซึ่งเป็นอุตสาหกรรมการส่งออกรายใหญ่ทั้งนี้รวมไปถึงผู้ประกอบการที่เป็นคู่แข่งในต่างประเทศด้วย


   อุปสรรคและ ปัญหาของการส่งออกในภาคธุรกิจ SMEs
      - สินค้าส่วนใหญ่ของ SMEs ไทยจะเป็นสินค้าคละเกรด คือมีลักษณะหลาย ๆ เกรดผสมกันในกล่องเดียวกัน ซึ่งถ้ามีการจัดการในเรื่องนี้อย่างจริงจังก็อาจจะมีผลกระทบบ้างในเรื่องของต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้นซึ่ง ผู้ประกอบการบางรายไม่อยากรับภาระค่าใช้จ่ายหรือต้นทุนที่เพิ่มขึ้นในส่วนนี้
      - ผู้บริโภคต่างประเทศ เช่นจีน อเมริกา ให้ความนิยมและยอมรับผลิตภัณฑ์ที่มาจากอุตสาหกรรมรายใหญ่ของไทยซึ่งมีอยู่ 2-3 รายในประเทศไทย เช่น กุ้งสด ซึ่งมีมาตราฐานการผลิตและมาตราฐานการคัดเกรดรวมถึงคุณภาพสินค้าที่สูง High Qualityมีความปลอดภัยอยู่ในระดับที่สูง Food safety และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดกระบวนการผลิต Traceability ที่ใช้ต้นทุนการผลิตได้ต่ำกว่าผู้ประกอบการรายย่อยอย่างเห็นได้ชัด
      - ต้นทุนการดำเนินธุรกิจของภาคธุรกิจ SMEs ยังมีต้นทุนสูงในเรื่องการขนส่งเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมการส่งออกอาหารสดรายใหญ่ ๆ ของประเทศ รวมถึงความยุ่งยากในด้านพิธีการต่าง ๆ การขนส่งออกทั้ง ท่าเรือ ท่าอากาศยาน ต้นทาง และปลายทาง
      - การประชาสัมพันธ์และการให้ข้อมูลต่าง ๆ จากภาครัฐรวมทั้งข้อมูลด้านการตลาด แหล่งตลาดใหม่ ๆ กฎหมายที่มีการเปลี่ยนแปลงที่มีผลกระทบต่อการส่งออกอาหารสด ทั้งของประเทศไทยเอง และของประเทศผู้ค้า ต่อผู้ประกอบการไทยเป็นสิ่งที่จำเป็นและยังขาดอยู่มากโดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อยมาก ๆ ที่ไม่มีการรวมตัวเป็นสมาคม หรือ กลุ่มสมาชิกส่งออก SMEs

 
   โอกาสของผู้ประกอบการส่งออกธุรกิจ SMEs
      - ถึงแม้ว่าผู้บริโภคในจีนจะให้ความนิยมกับอาหารสดจากไทยที่ผลิตจากอุตสาหกรรมรายใหญ่ แต่ตลาดของจีนที่ก็ยังมีช่องทางโอกาสให้กับธุรกิจภาค SMEs ของไทยอยู่ดีเนื่องจากจีนมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับต้น ๆ ของโลก ประเทศจีนที่เป็นประเทศที่ใหญ่ โดยเฉพาะในแหล่งพื้นที่ ๆ อยู่ห่างจากทะเลของประเทศจีน ผู้บริโภคมีความต้องการทานอาหารทะเลมาก จึงน่าจะหันมาทำตลาดในมณฑลที่มีศักยภาพในจีนได้ และแม้ว่าจีนจะเป็นตลาดขนาดใหญ่มีประชากรหนาแน่นแต่ก็คือสิ่งลวงตา เพราะจีนไม่ใช่ตลาดประเภทตลาดเดียว แต่มีการแบ่งภาคย่อย ๆ การที่ผู้ประกอบการจะเข้าไปทำตลาดจึงต้องยึดตลาดแต่ละมณฑลเป็นหลัก และผู้ประกอบการควรจะมองหาตลาดที่มีการแข่งขันกับคนในประเทศจีนเอง และการแข่งขันกับผู้ประกอบการต่างประเทศ เช่น เวียดนาม ที่ไม่สูง ในขณะเดียวกันประชากรในพื้นที่นั่นก็ต้องมีกำลังซื้อด้วย เช่น มณฑลฝูเจี้ยน มณฑลฉงชิ่ง มณฑลเสฉวน มณฑลซื่อชวน และเขตปกครองกวางสีเป็นต้น ซึ่งเป็นมณฑลที่มีอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจสูง และมีคนรุ่นใหม่ที่มีกำลังซื้อกล้าใช้จ่ายสูง และผู้บริโภคยอมรับชื่อเสียงของอาหารที่ผลิตจากประเทศไทยเป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างอาหารแช่แข็ง ควรเข้าไปในซื่อชวน เพราะอยู่ห่างจากทะเล และมีผู้บริโภคต้องการอาหารทะเลอย่างมากในขณะเดียวกันประเทศจีนเองก็มีศักยภาพในการผลิตอาหารจำกัดเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และผู้ประกอบการ SMEs มีความคล่องตัวกว่าในการเข้าหาแหล่งตลาดใหม่ ๆ และตลาดรายย่อยที่ผู้ประกอบการรายใหญ่อาจจะมองข้ามไป
      - ตลาดในอินเดียก็ยังสดใสอยู่เช่นกันสำหรับผู้ประกอบการ SMEs ถึงแม้ว่าอินเดียจะเป็นแหล่งผลิตอาหารให้กับโลกเช่นเดียวกับประเทศไทย แต่จากการที่มีการขยายตัวของชนชั้นกลางในอินดียเช่นเดียวกับจีนทำให้มีความต้องการในการบริโภคเนื้อสัตว์สูงมาก และอาหารสด ผักสดผลไม้ของไทยบางชนิด เช่น มังคุด เป็นที่ต้องการอย่างมากในประเทศอินเดีย
      - ผู้ประกอบการ SMEs มีโอกาสอีกมากสำหรับตลาดที่เป็นประเภทภัตคารในประเทศแถบอาเชียน เช่นภัตคารในสิงคโปร จีน อินเดีย ซึ่งมีความต้องการอาหารที่สด เพื่อนำไปประกอบอาหารให้ลูกค้า ซึ่งมีความต้องการในความสดใหม่ของวัตถุดิบ แต่ในปริมาณที่ไม่มาก แต่ต้องการอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ ซึ่งศักยภาพของ SMEs ไทยสามารถรองรับและป้อนสินค้าเข้าตลาดเหล่านี้ได้ โดยอาจจะมีการผ่านตัวแทนเพื่อลดต้นทุนขนส่ง เนื่องจากคำสั่งซื้อเป็นคำสั่งหลากหลายแต่ครั้งละไม่มาก

แหล่งข้อมูลอ้างอิง
    [1] สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดย่อม (สสว.) http://www.sme.go.th/cms
    [2] กรมการส่งเสริมการส่งออกกระทวงพาณิชย์ www.depthai.go.th/DEP/
    [3] กรมวิชาการเกษตร http://it.doa.go.th


เอกสารเผยแพร่โดย www.logisticscorner.com , 27 ธ.ค. 53


จำนวนผู้ชม 12269 ครั้ง

  กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบก่อนเขียนข้อความเสนอแนะความคิดเห็นของท่าน(Comments) หรือให้คะแนนความนิยม (Rating) ของข่าวและบทความ