จันทร์, 27 มี.ค. 2017
 
 

Resources

Login Form



Who's Online

เรามี 73 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
การแปรรูปศูนย์ข้อมูล ตอนที่ 2
User Rating: / 1
แย่ดีที่สุด 
วันจันทร์ที่ 06 ธันวาคม 2010 เวลา 12:02 น.
smaller text tool iconmedium text tool iconlarger text tool icon

โดย  บริษัท ฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็มส์

    นายฮิว โยชิดะ รองประธานและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี (CTO) บริษัท ฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็มส์ กล่าวถึงความสำคัญของการแปรรูปศูนย์ข้อมูลว่า นายแอนดี้ ไคต์ จากบริษัท การ์ทเนอร์ ได้ส่งสัญญาณเตือนเกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนศูนย์ข้อมูลให้ทันสมัยเป็นระยะเวลาหลายปีมาแล้ว เขาเตือนว่าศูนย์ข้อมูลได้เดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญแล้ว
    นี่คือบทความที่สองเกี่ยวกับการแปรรูปศูนย์ข้อมูล ในบทความแรกเป็นการแสดงให้เห็นถึงสัญญาณเตือนหลายประการที่ระบุว่าเหตุใดจึงถึงเวลาแล้วที่จะต้องลงมือและแปลงศูนย์ข้อมูลของคุณให้มีความคล่องตัว ยั่งยืน และมุ่งเน้นความต้องการทางธุรกิจให้ได้ เขาเชื่อว่าความสามารถที่จะตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของเงื่อนไขทางธุรกิจและเศรษฐกิจได้นั้น จำเป็นต้องแปรรูปศูนย์ข้อมูลในระดับพื้นฐานด้วยการเริ่มต้นออกแบบสถาปัตยกรรมให้มีความยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพ
    ในบทความนี้จะเป็นการตรวจสอบแนวโน้มการแปรรูปที่สำคัญๆ ภายในศูนย์ข้อมูล การเคลื่อนย้ายสู่ระบบเซิร์ฟเวอร์เสมือนโดยอาศัยเทคโนโลยีเซิร์ฟเวอร์แบบมัลติคอร์ประสิทธิภาพสูง
    ระบบเซิร์ฟเวอร์เสมือนสามารถช่วยแก้ปัญหาการเพิ่มจำนวนเซิร์ฟเวอร์ได้อย่างมาก โดยเซิร์ฟเวอร์ที่ต้องการใช้กระแสไฟในปริมาณมากจะได้รับการกำหนดค่าให้มีความต้องการในระดับสูงสุด ขณะที่เซิร์ฟเวอร์ที่ไม่ค่อยได้ใช้งานจะถูกกำหนดค่าให้ใช้กระแสไฟที่ระดับ 10% ในแต่ละวัน นอกจากนี้ ระบบเซิร์ฟเวอร์เสมือนยังช่วยให้ธุรกิจมีความคล่องตัวขึ้นด้วยการทำให้ศูนย์ข้อมูลสามารถเปลี่ยนไปใช้เซิร์ฟเวอร์ใหม่ได้ตามต้องการ กระจายโหลดการทำงาน และกู้คืนไซต์ได้ครอบคลุมทั้งกลุ่มทรัพยากรเซิร์ฟเวอร์ จะเห็นได้ว่าในปัจจุบันระบบเซิร์ฟเวอร์เสมือนได้รับการปรับใช้ในองค์กรเป็นจำนวนที่มากกว่าระบบเซิร์ฟเวอร์จริงเสียอีก
    การรวมเซิร์ฟเวอร์แอพพลิเคชั่นเข้าด้วยกันถือเป็นงานที่ยุ่งยากเนื่องจากแอพพลิเคชั่นต่างๆ มักจะขึ้นอยู่กับระบบปฏิบัติการที่ใช้อยู่ และการอ้างอิงกันดังกล่าวจำเป็นที่จะต้องได้รับการยกเลิกเพื่อให้สามารถรวมแอพพลิเคชั่นให้เป็นหนึ่งเดียวกันได้ บริษัท วีเอ็มแวร์ ได้แก้ไขปัญหานี้ด้วยการนำแอพพลิเคชั่นและระบบปฏิบัติการที่แอพพลิเคชั่นนั้นใช้อยู่ไปเรียงซ้อนในเซิร์ฟเวอร์โฮสต์เพียงเครื่องเดียว ระบบปฏิบัติการและระบบบจัดเก็บข้อมูลของแอพพลิเคชั่นจะถูกทำให้เป็นระบบเสมือนในรูปของดิสก์เครื่องเสมือนหรือ VMDK ซึ่งเป็นไฟล์ภายใน VMFS หรือระบบไฟล์ของเครื่องเสมือน กล่าวคือเป็นระบบไฟล์แบบคลัสเตอร์ที่จะช่วยให้สามารถต่อเข้ากับคลัสเตอร์เซิร์ฟเวอร์เสมือนได้และสามารถรองรับ vMotion หรือการเคลื่อนย้ายของเครื่องเสมือนไปมาระหว่างเซิร์ฟเวอร์จริงภายในคลัสเตอร์ได้ด้วย คลัสเตอร์ของเซิร์ฟเวอร์เสมือนเหล่านี้สามารถรองรับเครื่องเสมือนนับร้อยเครื่องผ่านทาง VMFS ซึ่งหมายความว่าอาร์เรย์จัดเก็บข้อมูลที่ให้บริการ VMFS อยู่นั้นจะต้องสามารถปรับขนาดได้นับร้อยเท่าเพื่อรองรับปริมาณงานปกติที่จะเกิดขึ้นเมื่อเชื่อมต่อเข้ากับเซิร์ฟเวอร์แบบสแตนด์อโลน

เหตุใดจึงต้องใช้อาร์เรย์จัดเก็บข้อมูลเพื่อปรับขนาดเซิร์ฟเวอร์เสมือน
    บริษัท ฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็มส์ จัดเตรียมระบบจัดเก็บข้อมูลที่สามารถปรับขนาดได้ตามความต้องการด้าน I/O ที่เพิ่มขึ้นของเซิร์ฟเวอร์เสมือน ระบบจัดเก็บข้อมูลเหล่านี้ประกอบด้วย USP V/VM ที่มีแคชส่วนกลาง, AMS 2000 ที่มีคอนโทรเลอร์แบบแอ็คทีฟ/แอ็คทีฟ และ High Performance NAS (HNAS) ที่มีเอ็นจิน NAS โดยยึดตามฮาร์ดแวร์ ซึ่งเป็นระบบส่วนหน้าของ AMS 2000 หรือ USP V/VM
    แม้ว่าเซิร์ฟเวอร์เสมือนจะเป็นก้าวสำคัญของการมุ่งสู่เส้นทางการแปรรูปสภาพศูนย์ข้อมูล แต่ก็ไม่สามารถดำเนินการทุกสิ่งได้ด้วยตนเอง งานบางงานโดยเฉพาะ I/O นั้นจำเป็นที่จะต้องถ่ายโอนไปยังอาร์เรย์จัดเก็บข้อมูลเพื่อให้เซิร์ฟเวอร์เสมือนสามารถปรับขนาดได้เหนือกว่าขีดจำกัดปัจจุบันของตนตลอดจนสามารถเพิ่ม ROI ของตนได้ด้วย บริษัท วีเอ็มแวร์ ตระหนักถึงสิ่งนี้และได้จัดเตรียม API สำหรับการผสานรวมอาร์เรย์ (VAAI) ไว้ให้แล้ว และได้ประกาศให้ทราบแล้วว่าอาร์เรย์จัดเก็บข้อมูลของเรารองรับ vSphere 4.1 อีกทั้ง AMS 2000 ก็ได้ใช้ API ดังกล่าวเพื่อให้การสนับสนุนสิ่งต่างๆ ดังนี้
        - การล็อกช่วยฮาร์ดแวร์ (Hardware-Assisted Locking): ทำให้เกิดการล็อกที่ระดับเซกเตอร์ซึ่งมีประสิทธิภาพมากกว่าระดับ LUN ในระหว่างการโฮสต์ ESX ซึ่งมีการใช้ไดรฟ์ข้อมูล VMFS ร่วมกัน
        - การทำสำเนาทั้งหมด (Full Copy): ทำให้อาร์เรย์จัดเก็บข้อมูลสามารถสร้างสำเนาข้อมูลทั้งหมดภายในอาร์เรย์ได้โดยไม่ต้องใช้ ESX Server ในการอ่านและเขียนข้อมูล
        - การเขียนศูนย์ลงในบล็อก (Block Zeroing): ทำให้อาร์เรย์จัดเก็บข้อมูลสามารถเขียนศูนย์ลงในบล็อกข้อมูลได้ในจำนวนมาก ส่งผลให้การปรับใช้เครื่องเสมือนในปริมาณมากเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เหตุใดเซิร์ฟเวอร์และระบบจัดเก็บข้อมูลจึงต้องทำงานร่วมกันในการแปรรูปศูนย์ข้อมูล
    การล็อกช่วยฮาร์ดแวร์ เป็นตัวอย่างที่ดีของการแชร์ปริมาณงานระหว่างเซิร์ฟเวอร์และระบบจัดเก็บข้อมูล ซึ่งเอื้อต่อการแปรรูปศูนย์ข้อมูลอย่างมาก หากไม่มีคุณสมบัตินี้ เซิร์ฟเวอร์เสมือนและโฮสต์ ESX จะต้องใช้ SCSI เพื่อสำรองพื้นที่ในการเขียนลงในไดรฟ์ข้อมูล VMFS ที่ใช้ร่วมกัน ทำให้เกิดการล็อกไดรฟ์ข้อมูลทั้งไดรฟ์และส่งผลต่อฟังก์ชันการทำงานต่างๆ เช่น การสร้างเครื่องเสมือน การสร้างแม่แบบ การเปิดเครื่องเสมือน การเพิ่มจำนวนไฟล์ในการทำสแนปช็อต การจัดสรรพื้นที่สำหรับดิสก์เสมือนแบบบาง และ vMotion แต่เมื่อใช้คำสั่ง Atomic Test and Set จะทำให้อาร์เรย์จัดเก็บข้อมูลสามารถทำการล็อกได้ในระดับเซกเตอร์ และปล่อยให้โฮสต์ ESX อื่นๆ สามารถเข้าถึงส่วนที่เหลืออยู่ของ LUN ได้ คุณสมบัตินี้สามารถช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพได้ราว 4 เท่าหรือทำให้ I/O ของเครื่องเสมือนสามารถใช้งานได้มากถึง 25% หรือกว่านั้น นอกจากนี้ ยังส่งผลต่อการเพิ่มขนาดงานให้กับอาร์เรย์จัดเก็บข้อมูลอีกด้วย

ความสำคัญของการแชร์ปริมาณงาน
    อีกตัวอย่างที่จำเป็นต้องอาศัยการทำงานร่วมกันให้มากขึ้นก็คือในส่วนของข้อมูลเนื้อหาซึ่งคาดว่าจะขยายตัวกว่า 121% ต่อปี ทำให้คาดกันว่าจะมีความต้องการระบบการจัดการเนื้อหาสำหรับองค์กร (Enterprise Content Management: ECM) ในระดับสูง แต่ในความเป็นจริงแล้ว ความต้องการ ECM จะมีระดับน้อยกว่า 4% ของข้อมูลองค์กรปัจจุบัน เนื่องจากโซลูชั่น ECM ไม่สามารถปรับขนาดได้
    แม้ว่าโซลูชั่นเหล่านี้จะพยายามทำทุกสิ่งภายในสแตกเฉพาะของตน ซึ่งรวมถึงการใช้ การจัดทำดัชนี การจัดเก็บ การฟื้นฟู นโยบายการเก็บรักษาข้อมูล การจัดการวงจรชีวิต การป้องกัน การเรียกคืนข้อมูล และการเผยแพร่ เป็นต้น แต่ก็มีโซลูชั่น ECM เพียงไม่กี่โซลูชั่นเท่านั้นที่สามารถปรับขนาดได้มากกว่าระดับสิบเทราไบต์ ซึ่งจริงๆ แล้วจะต้องปรับขนาดให้ได้ที่ระดับเพตาไบต์ หรือแม้แต่ระดับเอ็กซาไบต์ (Exabyte)
    ในท้ายที่สุด วิธีเดียวที่จะแก้ปัญหานี้ได้คือการถ่ายโอนฟังก์ชันการจัดการและระบบจัดเก็บข้อมูลบางอย่างไปยังระบบจัดเก็บข้อมูลอัจฉริยะ เพื่อให้ EMC สามารถให้ความสำคัญไปที่เนื้อหาและการปรับขนาดได้เหนือกว่าขีดจำกัดของตน อินเตอร์เฟซระหว่าง EMC และระบบจัดเก็บข้อมูลต้องใช้โปรโตคอลที่เป็นมาตรฐานแบบเปิดและไม่ใช่ API เฉพาะที่จำกัดอินเตอร์เฟซเฉพาะผู้ค้าเพียงไม่กี่ราย จะเห็นได้ว่าระบบจัดเก็บข้อมูลเนื้อหาที่เป็นที่นิยมระบบหนึ่งใช้การแฮชเนื้อหาเป็นที่อยู่ (แอดเดรส) ลงในระบบของตน ซึ่งจะเป็นการผูกเนื้อหาไว้เฉพาะกับระบบของผู้ค้าดังกล่าวเท่านั้น ซึ่งต่างจากแพลตฟอร์มระบบจัดเก็บข้อมูลเนื้อหาของบริษัท ฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็มส์ ได้แก่ HCP ที่ให้ความสามารถในการจัดการเนื้อหาระหว่างโปรโตคอลมาตรฐานและสามารถจัดเก็บโมดอลจำนวนมากของข้อมูล ไฟล์ เอกสาร อีเมล และ PACS เป็นต้น ลงในที่จัดเก็บทั่วไปที่ผู้ใช้จำนวนมากสามารถใช้ร่วมกันได้อย่างปลอดภัย ถ้าผู้ค้า ECM สามารถจัดเตรียม API ที่เป็นมาตรฐานแบบเปิดได้อย่างที่วีเอ็มแวร์ทำ และสามารถถ่ายโอนงานไปยังระบบจัดเก็บข้อมูลได้มากขึ้น เราก็จะสามารถรับมือกับการขยายตัวของข้อมูลเนื้อหาได้อย่างมาก

สัญญาณแห่งความหวังของความร่วมมือที่ดีขึ้น
    ความร่วมมือที่วีเอ็มแวร์ได้แสดงให้เห็นในขณะนี้คือการเปิด API ของตนแก่ผู้ค้าระบบจัดเก็บข้อมูลต่างๆ เพื่อให้แน่ใจได้ว่าแอพพลิเคชั่น ระบบ และผู้ค้าระบบจัดเก็บข้อมูลจะสามารถทำงานร่วมกันได้เพื่อกระจายงานที่จำเป็นสำหรับการแปรรูปศูนย์ข้อมูลให้แก่กันและกัน เราเริ่มเห็นความร่วมมือในลักษณะนี้มากขึ้นแล้วจากผู้ค้าต่างๆ เช่น วีเอ็มแวร์ ไมโครซอฟท์ ไซแมนเทค และออราเคิล นอกจากนี้ ยังมีความร่วมมือที่ก้าวหน้าอย่างมากผ่านทาง SNIA และ ANSI T10 โดยผู้ค้าต่างๆ เริ่มตระหนักแล้วว่าไม่มีใครสามารถทำทุกสิ่งทุกอย่างได้เอง ดังนั้นการแปรรูปศูนย์ข้อมูลให้สำเร็จได้ก็จะต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของเราทุกคน

อ่านรายละเอียด

ที่มา logisticsdigest 30 พ.ย.53


จำนวนผู้ชม 3869 ครั้ง

  กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบก่อนเขียนข้อความเสนอแนะความคิดเห็นของท่าน(Comments) หรือให้คะแนนความนิยม (Rating) ของข่าวและบทความ