พุธ, 29 มี.ค. 2017
 
 

Resources

Login Form



Who's Online

เรามี 139 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
การขนส่งสินค้าของผู้ประกอบการไทยโดยการสร้างพันธมิตรในธุรกิจการขนส่ง
User Rating: / 4
แย่ดีที่สุด 
วันศุกร์ที่ 15 ตุลาคม 2010 เวลา 22:12 น.
smaller text tool iconmedium text tool iconlarger text tool icon

โดยทรรศทวี ชะนา
บัณฑิตวิทยาลัยการจัดการและนวัตกรรม
สาขาการจัดการโลจิสติกส์
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

     ด้วยทิศทางแนวโน้มสภาวะการค้าของไทยมีการแข่งขันสูงขึ้น ประกอบกับการเปิดเขตการค้าเสรีส่งผลให้ ภาคธุรกิจต้องมีการพัฒนาศักยภาพ เพื่อให้สามารถอยู่รอดและแข่งขันกับธุรกิจต่างชาติได้ ซึ่งธุรกิจการขนส่งสินค้า,บริษัทที่รับฝากสินค้าหรือบริษัทตัวแทนออกของก็นับว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญของภาคธุรกิจการค้าที่จะช่วยให้ต้นทุนการจัดจำหน่ายและการกระจายสินค้ามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และมีความสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันทางการค้า ในปัจจุบันธุรกิจการขนส่งสินค้า มีการแข่งขันที่สูงมากจะเห็นได้จากการที่มีบริษัทต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศไทย และมีบริษัทที่ทำธุรกิจด้านการขนส่งเป็นจำนวนมากและเกิดขึ้นใหม่อยู่ตลอดเวลา โดยมีหลายบริษัทต้องปรับตัวเพื่อให้แข่งขันกับบริษัทอื่นได้ และการสร้างพันธมิตรก็เป็นหนึ่งวิธีที่หลายบริษัทเลือกใช้  
    โดยแนวคิดพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ (Strategic Alliance) เป็นแนวคิดที่มีความแตกต่างจากแนวคิดเดิมที่เน้นของการแข่งขันทางด้านธุรกิจ เป็นแนวคิดที่เน้นการเสริมสร้างความร่วมมือในการดำเนินธุรกิจกับบริษัทคู่แข่งเพื่อที่จะช่วยให้สามารถแก้ปัญหาในด้านของข้อจำกัดทางด้านทรัพยากร ความรู้และความเชี่ยวชาญในการดำเนินงาน เป็นการส่งเสริมและเผยแพร่แนวคิดที่เอื้อประโยชน์ต่อการทำงานทั้ง 2 ฝ่าย เช่นการรวมทรัพยากรระหว่างกันเพื่อเป็นการใช้ทรัพยากรร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ  หรือร่วมกันดำเนินการในธุรกิจแต่ใช้ความเชี่ยวชาญและชำนาญที่ตนเองมีความสามารถส่งเสริมกันและกัน ทำให้เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันซึ่งรูปแบบของความสัมพันธ์มีหลายลักษณะเช่นการสร้างพันธมิตรในธุรกิจ, การลงทุนร่วมกัน (Joint Venture)  ,การสร้างเครือข่าย (Networks)
    ถึงแม้ว่าบริษัทที่เข้ามาลงทุนจากต่างชาติที่ปัจจุบันยังไม่สามารถให้บริการได้ครบวงจรในด้านการขนส่งทางรถบรรทุกหรือขนส่งทางถนนเพราะติดปัญหาด้านการลงทุนและปัญหาด้านการใช้ทรัพยากรบุคคลที่ต้องใช้บุคลากรที่มีความชำนาญในพื้นที่ ซ้ำยังติดปัญหาทางด้านกฎหมาย ธรรมเนียมปฏิบัติ วัฒนธรรม ภาษา และความปลอดภัย ทำให้ยังต้องใช้บริการของผู้ประกอบการไทยในการให้บริการ(Outsource) แต่ในอนาคตผู้ประกอบการขนส่งทางรถบรรทุกหรือขนส่งทางถนนที่มีขนาดเล็กอาจจะต้องสู้กับแรงกดดันจากการควบรวมกิจการและจากผู้ว่าจ้างรายใหญ่ที่มีอำนาจการต่อรอง (ศูนย์วิจัยกสิกรไทย,2010) ซึ่งธุรกิจการขนส่งสินค้าของไทยไม่ว่าจะเป็นการขนส่งทางบก ทางเรือ หรือทางอากาศส่วนใหญ่เป็นกิจการขนาดเล็กและยังไม่มีศักยภาพในการให้บริการได้ครบวงจร ทำให้เสียเปรียบบริษัทข้ามชาติที่มีศักยภาพสูงทั้งด้านเงินทุนและเทคโนโลยีสารสนเทศ   นอกจากนี้แนวโน้มการเปิดเสรีด้านบริการโลจิสติกส์จะมีผลให้การแข่งขันทวีความเข้มข้นยิ่งขึ้น ด้วยเหตุนี้เองทำให้มีกลุ่มบริษัทของไทยที่ให้บริการโลจิกติกส์ได้นำกลยุทธ์การสร้างพันธมิตรมาประยุกต์ใช้ให้เกิดเป็นรูปธรรมขึ้นโดยได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานของรัฐ เพื่อเพิ่มศักยภาพให้ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับทางด้านโลจิสติกส์ โดยมีกลุ่มบริษัทตัวอย่างที่เป็นผู้ประกอบการ SME ไทยได้ใช้ชื่อบริษัท  Thai Logistic Alliance มีบริษัทเข้าร่วมโครงการทั้งหมด 31 บริษัท และ Siam Logistics Alliance มีบริษัทเข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 26 บริษัท โดยมีจุดประสงค์ของการรวมกลุ่มบริษัทเพื่อให้สามารถบริการลูกค้าได้ครบวงจร มีโอกาสได้เสนองานได้เท่าเทียมกับบริษัทรายใหญ่ รวมถึงทำให้คุณภาพการบริการมีประสิทธิภาพมากขึ้น เป็นที่ยอมรับในระดับสากล สามารถที่จะออกไปรับงานในต่างประเทศได้และยังช่วยให้ลดต้นทุนในการดำเนินงานเนื่องจากแชร์ทรัพยากรร่วมกันและใช้อุปกรณ์คำสั่งซื้อร่วมกัน
     จากการให้สัมภาษณ์ผู้บริหารบริษัทหนึ่งใน 26 สมาชิกบริษัท สยามโลจิสติกส์ อัลลายแอนซ์ จำกัด ได้ให้ทัศนคติในการดำเนินธุรกิจไว้ดังนี้
     ถาม:  แนวโน้มการแข่งขันการดำเนินธุรกิจขนส่งในปัจจุบันของบริษัทคนไทยเป็นอย่างไรบ้าง
     ตอบ:  4-5 ปีที่ผ่านมาหลายๆบริษัทเริ่มมองถึงการลดต้นทุนในการขนส่งและประเทศไทยเอง ณ ขณะนั้นยังไม่มีบริษัทที่ให้บริการด้านนี้มากนักแต่ในปัจจุบันธุรกิจการให้บริการขนส่งสินค้ามีการแข่งขันกันสูงโดยมีบริษัทจากต่างชาติ เป็นตัวนำในการเข้ามาลงทุนในประเทศไทย และจะมีการเปิดเขตการค้าเสรีด้านโลจิสติกส์อาเซียนขึ้น  ทำให้การแข่งขันด้านโลจิสติกส์มีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นไปอีก โดยการดำเนินธุรกิจด้านการขนส่งในปัจจุบันเปรียบได้กับเค้ก 1 ก้อน  เดิมที่แบ่งให้คนไทย 51% แต่ต่อไปลดส่วนแบ่งเหลือเพียง 30 % ก็พอ ซึ่งเป็นก้อนเค้กก้อนเดิม เพราะฉะนั้นถ้าไทยไม่มีเครื่องมือการันตีอะไรว่าเปิดเสรีโลจิสติกส์ทำให้เค้กก้อนใหญ่ขึ้น หรือมีเค้กก้อนใหม่เกิดขึ้น หรือยังไม่มีกลไกใดๆ ป้องกันไม่ให้ธุรกิจไทยตกอยู่ในมือของนักธุรกิจต่างชาติ ดังนั้น ในภาวะ ณ ตอนนี้การเตรียมความพร้อมในการตั้งรับของภาคธุรกิจโลจิสติกส์ไทย จำเป็นอย่างยิ่งในการรวมกลุ่มเพื่ออำนาจต่อรองที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นสามารถต่อกรกับยักษ์ต่างชาติที่กำลังยกพลมาบุกบ้านเราในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า  ดังนั้นการเข้าร่วมกันของบริษัทต่างๆเป็นบริษัท สยาม โลจิสติกส์ อัลลายแอนซ์ จำกัด ( Siam Logistics Alliance Co.,Ltd.)  ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของ 4 กลุ่มธุรกิจหลักคือ
                 1. กลุ่มธุรกิจให้บริการขนส่งรถบรรทุกและอุปกรณ์ขนส่ง
                 2. กลุ่มธุรกิจตัวแทนออกของ (Shipping)
                 3. กลุ่มธุรกิจรับจัดการสินค้าทางอากาศและทางเรือ (Freight Forwarder)
                 4. กลุ่มธุรกิจคลังสินค้า
             โดยทุกบริษัทมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และดำเนินธุรกิจมาเป็นเวลานาน และรวมตัวกันเพื่อแสดงให้สังคมธุรกิจได้เห็นและมั่นใจในพลังของการประสานความร่วมมือ ทำให้สามารถเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับบริษัทต่างชาติที่มีพร้อมทุกด้านได้
      ถาม:  ตัวอย่างแนวคิดการดำเนินงานในการสร้างพันธมิตรของบริษัท สยาม โลจิสติกส์ อัลลายแอนซ์ จำกัด
      ตอบ:  ด้วยขีดความสามารถของทุกบริษัทที่เป็นสมาชิกบริษัท สยามโลจิสติกส์ อัลลายแอนซ์ ทำให้สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่หลากหลายได้เช่น จากเดิมลูกค้าที่ใช้บริการบริษัทที่รับจัดการสินค้านำเข้าหรือส่งออก (Freight Forwarder) แต่เพียงอย่างเดียวแต่ปัจจุบันความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนไปโดยลูกค้ามีความต้องการที่มากขึ้นเช่นอยากใช้บริการคลังสินค้าและใช้บริการขนส่งสินค้าไปยังปลายทางด้วยโดยติดต่อแค่บริษัทเดียว ดังนั้นถ้าบริษัทมีพันธมิตรในด้านอื่นด้วยก็เป็นการให้บริการที่ครบวงจรมากขั้นและเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับบริษัทด้วยอีกทางหนึ่ง
      ตัวอย่างการดำเนินงานในกลุ่มบริษัทขนส่ง
            - ลานพักรถบรรทุก  การที่บริษัท สยามโลจิสติกส์ อัลลายแอนซ์ มีหลายบริษัทที่ให้บริการขนส่งสินค้าในภาคเหนือ และภาคอีสานซึ่งมีระยะทางไกล และทางบริษัทของคุณสุรเดชเองมีแนวคิดที่จะสร้างลานพักสำหรับรถบรรทุกที่ใช้เส้นทางนี้ ซึ่งสมาชิกในพันธมิตรสามารถนำรถของบริษัทตนเองมาแวะจอดพักหรือจอดนอนได้ ซึ่งจะเป็นผลดีกับบริษัทอื่นๆในพันธมิตรเองทั้งด้านความปลอดภัยในพนักงานและความปลอดภัยในสินค้า หรืออาจจะกำหนดเป็นจุด Check Point ในการติดตามรถสำหรับสำหรับบริษัทที่มีระบบ GPS
            - Pool Purchasing:   อะไหล่รถยนต์ ,ยาง ,ประกันภัย , อุปกรณ์สำนักงาน ถ้าแต่ละบริษัทแยกกันซื้ออำนาจการต่อรองจะน้อยเนื่องจากปริมาณที่ซื้อจะน้อย แต่ถ้ารวมกันซื้อในนามบริษัท สยามโลจิสติกส์ อัลลายแอนซ์ (26 บริษัท) จะทำให้มีอำนาจในการต่อรองสูงทำให้ได้สินค้าที่มีคุณภาพเหมือนเดิมแต่ราคาถูกลง
            - Pool Maintenance:  ค่าซ่อมบำรุงเป็นภาระค่าใช้จ่ายที่หลายบริษัทต้องแบกรับดังนั้นการที่มีอู่กลางแล้วทุกบริษัทสามารถเข้าใช้ได้ในราคาที่ไม่แพง จะเป็นการลดต้นทุนในส่วนนี้ไปได้อีกมาก

Reference:
     [1] Principle of Supply Chain Management 2nd edition.2008.Joel Wisner, Keah-Choon Tan, G Keong Leong .South-Western Cengage Learning. P 104-132
     [2] Strategic Alliances.Chapter4 . ผศ.ดร.ธนัญญา วสุศรี
     [3] ศูนย์วิจัยกสิกรไทย  6 กรกฎาคม 2010 
     [4] FTA Watch ,2010 ,http://www.ftawatch.org/node/17631 [online] ,available :URL (29-July-2010)
     [5] Logistics Digest ,2010 ,http://www.logisticsdigest.com/component/content/article/19-global-logistics/2203-กพาณิชย์ปั้นข่ายโลจิสติกส์-หนุนเอกชนตั้งบริษัทกลาง.html [online] ,available :URL (23-July-2010)
     [6] งานวิจัยศูนย์ความเป็นเลิศด้านโลจิสติกส์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้า ธนบุรี, โครงการพัฒนาศักภาพเครือข่ายธุรกิจบริการโลจิสติกส์, กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์

 

เอกสารเผยแพร่โดย www.logisticscorner.com , 15 ต.ค. 2553


จำนวนผู้ชม 7817 ครั้ง

  กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบก่อนเขียนข้อความเสนอแนะความคิดเห็นของท่าน(Comments) หรือให้คะแนนความนิยม (Rating) ของข่าวและบทความ