จันทร์, 27 มี.ค. 2017
 
 

Resources

Login Form



Who's Online

เรามี 86 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
ต้นทุนการถือครองสินค้าคงคลังอุตสาหกรรมลดได้ เห็นผลเร็ว
User Rating: / 0
แย่ดีที่สุด 
วันจันทร์ที่ 06 กันยายน 2010 เวลา 21:00 น.
smaller text tool iconmedium text tool iconlarger text tool icon

      ตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศไทย พ.ศ. 2550 – 2554 ซึ่งกำหนดการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศออกเป็น 5 ประเด็นยุทธศาสตร์ โดยมีเป้าประสงค์หลักเพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศให้เหลือร้อยละ 16 ต่อ GDP ในปี 2554 แต่จากปัจจุบันพบว่า ต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศยังห่างจากเป้าหมายที่ตั้งไว้ค่อนข้างมาก
      อย่างไรก็ตาม จากความพยายามในการพัฒนาส่งเสริมการจัดการระบบโลจิสติกส์จากหลายภาคส่วนที่ผ่านมา พบว่าต้นทุนการเก็บรักษาสินค้าคงคลัง (Inventory Holding Cost) มีแนวโน้มลดลง ทั้งจากผู้ประกอบการให้ความสำคัญกับการพัฒนาปรับปรุงประสิทธิด้านโลจิสติกส์ขององค์กรมากขึ้น และจากภาครัฐในการให้ความรู้ และคำปรึกษาแนะนำ อีกทั้งต้นทุนการเก็บรักษาสินค้าคงคลังในส่วนที่เป็นต้นทุนการถือครองสินค้าคงคลัง (Inventory Carrying Cost) เป็นต้นทุนที่สามารถควบคุมได้ถ้ามีการบริหารจัดการที่ดี ซึ่งอาจบอกได้เป็นนัยว่า การลดต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศให้ได้โดยเร็วนั้น ทำได้โดยการลดต้นทุนการถือครองสินค้าคงคลังนั่นเอง

 ต้นทุนการถือครองสินค้าคงคลังของภาคอุตสาหกรรม ถึงเวลาต้องลดแล้ว
      จากรายงานสำนักคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติล่าสุด พบว่า ต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศไทย มีมูลค่ารวมประมาณ 1.7 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 18.6 ของ GDP ประเทศไทย ในจำนวนนี้ร้อยละ 42 มาจากต้นทุนการเก็บรักษาสินค้าคงคลัง (Inventory Holding Cost) มีมูลค่า 705 พันล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 7.8 ของ GDP
      ทั้งนี้ จากโครงสร้างต้นทุนการเก็บรักษาสินค้าคงคลัง พบว่า เป็นต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการถือครองสินค้าคงคลัง (Inventory Carrying Cost) ถึงร้อยละ 99
      จากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติในปี 2550 พบว่า มูลค่าการถือครองสินค้าคงคลังของภาคอุตสาหกรรม มีมูลค่าถึง 2.5 แสนล้านบาท หรือร้อยละ 3 ของ GDP โดยอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าถือครองสินค้าคงคลังสูง ส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ ได้แก่ อุตสาหกรรมอาหาร ปิโตรเคมีและพลาสติก เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนยานยนต์ ผลิตภัณฑ์จากยางพารา และสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม โดยทั้ง 6 กลุ่ม มีมูลค่าต้นทุนการถือครองสินค้าประมาณ 1.8 แสนล้านบาท หรือร้อยละ 2.12 ของ GDP คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 70 ของภาคอุตสาหกรรม
      จากตัวเลขดังกล่าวทำให้เห็นถึงความสำคัญของการลดต้นทุนการถือครองสินค้าคงคลังของภาคอุตสาหกรรมใน 6 กลุ่มอุตสาหกรรมข้างต้นซึ่งมีผู้ประกอบการจำนวนมากเป็น SMEs ทั้งนี้ การลดต้นทุนการถือครองสินค้าคงคลังนับว่าเป็นภารกิจเร่งด่วนที่สำคัญของกระทรวงอุตสาหกรรมที่ต้องเร่งดำเนินการให้กับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมไทย เพราะนอกจากสามารถสะท้อนถึงเป้าหมายระดับชาติ คือลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์โดยรวมของประเทศ และยังเป็นการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของผู้ประกอบการอีกด้วย

 Roadmap การพัฒนาระบบโลจิสติกส์อุตสาหกรรม ตั้งเป้าลด Inventory Carrying Cost 15%
      บทบาทด้านโลจิสติกส์ของกระทรวงอุตสาหกรรมภายใต้กรอบยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศไทย คือการเป็นเจ้าภาพหลักในประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 1 การปรับปรุงประสิทธิภาพระบบโลจิสติกส์ในภาคการผลิต (Business Logistics Improvement) โดยกระทรวงอุตสาหกรรมรับผิดชอบการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของภาคอุตสาหกรรม ทั้งนี้ กระทรวงอุตสาหกรรม ได้มอบหมายให้ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ เป็นผู้รับผิดชอบภารกิจที่สำคัญนี้
      ดังนั้นเพื่อสนองเป้าหมายของยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศไทยโดยเร็ว กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ จึงได้กำหนดแผนงานระยะกลางในการลดต้นทุนการถือครองสินค้าคงคลังของภาคอุตสาหกรรม ภายใต้ชื่อ Roadmap  การพัฒนาระบบโลจิสติกส์อุตสาหกรรม มีระยะเวลา 5 ปี โดยเริ่ม Kick-off ในปี 2554 ที่จะถึงนี้ และสิ้นสุดแผนในปี 2559
      กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่เห็นว่าควรมีการพัฒนาลำดับแรก ได้แก่ อุตสาหกรรมอาหาร ปิโตรเคมีและพลาสติก เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนยานยนต์ ผลิตภัณฑ์จากยางพารา และสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ซึ่งมีต้นทุนการถือครองสินค้าสูงมากเมื่อเทียบกับกลุ่มอุตสาหกรรมอื่น โดยเป้าหมายของ Roadmap คือการลดต้นทุนการถือครองสินค้าคงคลังของทั้ง 6 กลุ่มอุตสาหกรรม ร้อยละ 15 หรือประมาณ 2.7 หมื่นล้านบาท ภายในปี 2559
      Roadmap การพัฒนาระบบโลจิสติกส์อุตสาหกรรม ถือเป็นแผนระยะกลางที่จะทำให้อุตสาหกรรมไทยมีต้นทุนการถือครองสินค้าลดลง อีกทั้งยังมีระบบโลจิสติกส์ที่ได้มาตรฐานสากลอีกด้วย อย่างไรก็ตาม Roadmap นี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของภาคอุตสาหกรรม ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่ที่ 6 กลุ่มนี้เท่านั้น กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ มีแผนระยะยาวในการส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพด้านโลจิสติกส์ให้แก่ผู้ประกอบการในกลุ่มอื่นด้วย โดยจะดำเนินการควบคู่กันไปกับ Roadmap

แนวทางการพัฒนาสู่ความสำเร็จของการลดต้นทุนการถือครองสินค้าคงคลัง
      ต้นทุนการถือครองสินค้าคงคลัง สามารถควบคุมให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดได้ก็ต่อเมื่อมีการบริหารจัดการด้านโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ และมีการแก้ไขปัญหาได้ตรงจุด ที่สำคัญต้องมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องทั้งด้านการบริหารจัดการภายในองค์กร บุคลากร และเทคโนโลยี รวมถึงการสร้างปัจจัยเอื้อเพื่อสนับสนุนการประกอบธุรกิจ  กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ จึงได้กำหนดแนวทางการสำหรับการพัฒนาผู้ประกอบการ ออกเป็น 4 ประเด็น  
          - พัฒนาปรับปรุงระบบการจัดการโลจิสติกส์ภายในองค์กรที่แข็งแรง และสามารถแข่งขันได้
              ปัญหาการมีสินค้าคงคลังสูง สาเหตุหนึ่งเกิดจากการบริหารจัดการกระบวนการทำงานที่ไม่เหมาะสมหรือเป็นระบบ อาทิ ไม่มีการวางแผนความต้องการวัตถุดิบ (MRP) ขาดวิธีการที่มีประสิทธิภาพในการจัดการตารางการผลิตและลำดับการผลิต หรือการสั่งซื้อวัตถุดิบเข้ามามากกว่าการใช้งานจริง เป็นต้น
              ซึ่งสามารถแก้ไขได้โดยการปรับปรุงการทำงานและจัดการระบบโลจิสติกส์ให้เป็นระบบ เช่น การวางแผนการผลิตให้เหมาะสมกับลักษณะการผลิตของโรงงาน การผลิตแบบ Make to order จะมีการวางแผนที่แตกต่างกับแบบ Make to stock การจัดทำแผนความต้องการวัสดุ (MRP) จะทำให้ทราบช่วงเวลาการสั่งซื้อและปริมาณการสั่งซื้อที่เหมาะสม การจัดทำตารางการผลิตให้สอดคล้องกับกำลังการผลิตและเวลาที่ใช้ในการผลิตจริง (Scheduling) เพื่อให้มีปริมาณงานล่าช้าน้อยที่สุดอีกทั้งยังสามารถปรับเปลี่ยนตามการเปลี่ยนแปลง Order ของลูกค้าได้  หรือการปรับปรุงการพยากรณ์การสั่งซื้อวัตถุดิบให้มีความแม่นยำขึ้นโดยมีการประชุมร่วมกันระหว่างฝ่ายขายและฝ่ายโรงงานทุกสัปดาห์ เป็นต้น
             ในการนี้ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ได้จัดเตรียมผู้เชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์เพื่อเข้าไปให้คำปรึกษา แนะนำ วิเคราะห์  และแก้ไขปัญหา รวมถึงให้ความรู้ในการแก้ไขปัญหาในสถานประกอบการ เพื่อที่สถานประกอบการจะได้ต่อยอดพัฒนาปรับปรุงกระบวนการทำงานได้อย่างต่อเนื่อง
         - พัฒนาบุคลากรภาคอุตสาหกรรมด้านการบริหารจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชน
             การพัฒนาบุคลากรด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชนภาคอุตสาหกรรม มีความสำคัญเทียบเท่ากับการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ภายในองค์กร และต้องทำควบคู่กันไป บุคลากรภาคอุตสาหกรรมส่วนใหญ่มีความรู้ด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชนกันอยู่แล้ว แต่ปัญหาอย่างหนึ่งที่พบคือ บุคลากรบางส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ความเข้าใจที่แท้จริงในระดับที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะผู้บริหารระดับกลาง และระดับสูงซึ่งจะต้องเป็นผู้วางแผนหรือกำหนดกลยุทธ์ขององค์กร
             ดังนั้น กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ จึงกำหนดกลยุทธ์พัฒนาศักยภาพบุคลากรภาคอุตสาหกรรมให้เป็นนักจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชนมืออาชีพ โดยการฝึกอบรมในระดับเข้มข้นผ่านหลักสูตรที่เป็นมาตรฐานสากล ได้แก่ หลักสูตรการจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชนระดับต้น (Certified Production and Inventory Management: CPIM) และหลักสูตรการจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชนระดับสูง (Certified Supply Chain Professional: CSCP) ของสถาบัน  American Production and Inventory Control Society (APICS) เป็นต้น เพื่อสร้างความเชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชนให้กับบุคลากรภาคอุตสาหกรรมตามมาตรฐานสากล
             ผู้ที่ผ่านการฝึกอบรมนอกจากจะสามารถนำความรู้ไปใช้ในการพัฒนาการบริหารจัดการระบบโลจิสติกส์ขององค์กรตนเองแล้ว ยังสามารถเข้ารับการทดสอบเพื่อรับใบรับรองความรู้ด้าน Basic Supply Chain Management (BSCM) และ Certified Supply Chain Professional จากสถาบัน APICS ซึ่งเป็นสถาบันได้รับการยอมรับในวงการโลจิสติกส์และซัพพลายเชนได้อีกด้วย
             นอกจากนี้ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ มีแผนงานฝึกอบรมให้ความรู้ด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชนในระดับทั่วไป ผ่านการฝึกอบรม สัมมนา และดูงานให้กับบุคลากรทั่วไปด้วยเช่นกัน
         - ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการเชื่อมโยงภายในองค์กรและซัพพลายเชน
             การนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในงานโลจิสติกส์ เป็นการเสริมสร้างความสามารถในการจัดการระบบโลจิสติกส์ขององค์กรให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ที่เห็นได้ชัดเจนคือ การจัดเก็บและเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างฝ่ายต่างๆ ในองค์กร ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายจัดซื้อ ฝ่ายขาย หรือฝ่ายผลิต สามารถเห็นข้อมูล ติดตาม ตรวจสอบสถานะ ปริมาณสินค้าและวัสดุคงคลังได้ในแบบ Real Time หรือนำ Software มาช่วยในการวางแผนการผลิต การจัดตารางการผลิต หรือการสั่งซื้อ ทำให้การวางแผนมีความถูกต้องและสามารถปรับเปลี่ยนแผนได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลกับ Supplier หรือลูกค้า เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของตลาดและความต้องการของลูกค้า ทำให้สามารถควบคุมปริมาณการถือครองสินค้าและตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้
             นอกจากนี้ยังรวมถึงการนำเอา Barcode หรือ RFID มาใช้ในการบริการคลังสินค้าให้มีประสิทธิภาพเป็นสิ่งที่สำคัญในการลดต้นทุนการถือครองสินค้าเช่นกัน 
             แต่เนื่องจากการนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศใช้ในงานโลจิสติกส์ ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเสียค่าลงทุนทั้งในส่วนของ Software และ Hardware โดยมีราคาตั้งแต่แจกฟรีไปจนถึงระดับร้อยล้านบาทขึ้นอยู่กับ Function การใช้งาน กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ได้มีนโยบายในการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการการนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาประยุกต์ใช้ในการลดปริมาณสินค้าคงคลัง เช่น การสนับสนุนงบประมาณส่วนหนึ่งให้กับผู้ประกอบการในการจัดทำ ออกแบบ Software และวางระบบ โดยเน้นถึงความเหมาะสมกับลักษณะของแต่ละอุตสาหกรรม ทั้งนี้ ความคุ้มค่าขึ้นอยู่กับการประยุกต์ใช้งานให้เหมาะสมกับลักษณะขององค์กร และการจัดฝึกอบรมเทคโนโลยีด้านโลจิสติกส์ให้กับบุคลากรภาคอุตสาหกรรม เป็นต้น
         - สร้างปัจจัยเอื้อเพื่อสนับสนุนการประกอบธุรกิจ
            นอกจากประเด็นที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ยังให้ความสำคัญกับการจัดทำตัวชี้วัดประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ (Logistics Performance Index: LPI) สำหรับเป็น Benchmark ให้กับผู้ประกอบการแต่ละอุตสาหกรรม โดยตัวชี้วัด LPI นี้ เป็นตัวชี้วัดในระดับสากลที่ใช้กันทั่วโลก ซึ่งครอบคลุมในด้านต้นทุน เวลา และความน่าเชื่อถือ สามารถใช้เปรียบเทียบกับอุตสาหกรรมทั้งในประเทศและระดับโลก ทำให้ผู้ประกอบการทราบว่า ตอนนี้มีการพัฒนาประสิทธิภาพการบริหารจัดการโลจิสติกส์ของตนเองอยู่ในระดับใดเมื่อเทียบกับผู้ประกอบการรายอื่น 

 บทส่งท้าย
      การลดต้นทุนการถือครองสินค้าคงคลัง สามารถทำได้โดยการพัฒนาประสิทธิภาพการบริหารจัดการโลจิสติกส์ให้กับภาคอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็น การพัฒนาปรับปรุงระบบการจัดการโลจิสติกส์ภายในองค์กรที่แข็งแรง การพัฒนาบุคลากรภาคอุตสาหกรรมด้านการบริหารจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชน หรือการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการเชื่อมโยงภายในองค์กรและซัพพลายเชน 
      แต่สิ่งจำเป็นที่สุดคือการได้รับความร่วมมือจากผู้ประกอบการ ความสำเร็จของการบริหารจัดการโลจิสติกส์ และซัพพลายเชนที่ดีนั้น จะต้องมีนโยบายที่ดีจากผู้บริหารระดับสูง เริ่มจากผู้บริหารให้ความสำคัญต่อการกำหนดกลยุทธ์ด้านโลจิสติกส์ และมีแผนการพัฒนารวมถึงตัวชี้วัดด้านโลจิสติกส์ที่ชัดเจน ทั้งกิจกรรมโลจิสติกส์ภายในและภายนอกองค์กร ให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการให้ความสำคัญในการพัฒนาบุคลากรทางด้านโลจิสติกส์
      หากผู้ประกอบการมีความตระหนักถึงความสำคัญของโลจิสติกส์ก็จะสามารถช่วยผู้ประกอบการลดต้นทุนการจัดเก็บสินค้าคงคลัง และต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศในภาพรวมลงได้อย่างแน่นอน


ที่มา www.freightmaxad.com 3 ส.ค. 53


จำนวนผู้ชม 9859 ครั้ง

  กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบก่อนเขียนข้อความเสนอแนะความคิดเห็นของท่าน(Comments) หรือให้คะแนนความนิยม (Rating) ของข่าวและบทความ