พุธ, 29 มี.ค. 2017
 
 

Resources

Login Form



Who's Online

เรามี 125 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
วิธีเลือกบริษัทผู้ให้บริการขนส่ง ปัญหาในการจ้างและใช้บริการผู้ให้บริการขนส่ง
User Rating: / 10
แย่ดีที่สุด 
วันพฤหัสบดีที่ 19 สิงหาคม 2010 เวลา 22:48 น.
smaller text tool iconmedium text tool iconlarger text tool icon

โดย รัฐพล ลิ้มสุขศรีกุล
สาขาการจัดการโลจิสติกส์
บัณฑิตวิทยาลัยการจัดการและนวัตกรรม
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

     ในบางครั้งจะพบว่าบางบริษัทได้มีการจ้างบริษัทรับจ้างขนส่งด้วยราคาค่าขนส่งที่ต้องจ่ายในแต่ละเดือนนั้นไม่ได้มีราคาที่ถูกนัก “คำถามคือทำไมบริษัทนี้ถึงต้องการที่จะจ้างบริษัทขนส่งรายนี้ทั้งที่ราคาแพง ???  หรือ บริษัทขนส่งรายนี้ไม่ได้เป็นบริษัทที่มีชื่อเสียง แต่บริษัทต้องการจ้างเนื่องจากมีความชำนาญในการขนส่งสินค้าในแถบภาคเหนือ” เป็นต้น ซึ่งนี่คือหนึ่งในเหตุผลที่ว่าทำไมเราจึงต้องรู้วิธีการเลือกผู้ให้บริการขนส่ง เนื่องจากในมุมมองของแต่ะบุคคล หรือ ความต้องการของแต่ละบริษัทมีไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นการเลือกผู้ให้บริการขนส่งจึงต้องพิจารณาองค์ประกอบต่างๆ
     วิธีเลือกบริษัทผู้ให้บริการขนส่งมีดังนี้
         1. ต้นทุนค่าขนส่งต่ำ: จะต้องพิจารณาในเรื่องของต้นทุนค่าขนส่งที่ต่ำ โดยที่การเลือกนั้นสามารถที่จะไปสอบถามบริษัทหลายๆ แห่ง เพื่อทำการเปรียบเทียบต้นทุนค่าขนส่งว่าบริษัทใดให้ราคาต้นทุนค่าขนส่งที่ต่ำที่สุด แต่ข้อสำคัญคือจะต้องดูองค์ประกอบอื่นๆ ด้วย เช่น การให้บริการดีหรือไม่, การตรงต่อเวลา เป็นต้น ซึ่งจุดสำคัญของประเด็นนี้ก็คือบริษัทที่จ้างผู้ให้บริการขนส่งจะสามารถลดต้นทุนค่าขนส่งได้
         2. จำนวนรถใน Fleet มีจำนวนมากหรือไม่:  จะต้องพิจารณาในเรื่องของจำนวนรถที่มีอยู่ใน Fleet ว่าสามารถที่จะมีเพียงพอหรือไม่ เนื่องจากหลายๆ ครั้ง บริษัทที่ทำการว่าจ้างผู้บริการขนส่งประสบกับปัญหาในเรื่องของจำนวนรถของผู้ให้บริการขนส่งมีจำนวนไม่เพียงพอหรือรถหมุนไม่ทันต่อความต้องการที่จะใช้ ซึ่งประเด็นนี้ผู้ที่จะทำการจ้างผู้ขนส่ง จะต้องสอบถามบริษัทผู้ให้บริการขนส่งว่ามีรถใน Fleet อยู่กี่คัน และมีลูกค้าหลักๆ กี่หลาย เพื่อที่ทางผู้ที่จะทำการจ้างจะสามารถประเมินได้ว่า บริษัทแห่งนี้จะสามารถมีรถไว้สำหรับบริการขนส่งสินค้าได้อย่างต่อเนื่อง
         3. ประเภทของรถที่มีหลากหลายให้เลือก: ต่อเนื่องมาจากข้อที่แล้ว ประเภทรถดูผิวเผินเหมือนจะไม่ค่อยสำคัญเท่าไหร่ แต่จริงๆ แล้วถือเป็นประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญ เนื่องจากสินค้าแต่ประเภทนั้นขนาด , ความทนทาน , อุณหภูมิต้องควบคุมหรือไม่ เป็นต้น ซึ่งประเด็นเหล่านี้ ซึ่งการเลือกบริษัทผู้ให้บริการขนส่งจะต้องดูว่าประเภทของรถนั้นตรงกับความต้องการของผู้ที่จะทำการจ้าง ซึ่งรถขนส่งจะมีหลายประเภท เช่น รถปิกอัพ, รถบรรทุก 6 ล้อ เปิดข้าง,รถ  6 ล้อตู้ เป็นต้น
         4. เส้นทางการขนส่งครอบคลุมทั่วประเทศ : ในที่นี้จะหมายถึงผู้ที่จะทำการจ้างจะต้องรู้ก่อนว่าเส้นทางที่ต้องการขนส่งนั้นมีเส้นทางไหนบ้าง ซึ่งเมื่อรู้ความต้องการของตัวเองแล้ว ก็ทำการสอบถามกับผู้ให้บริการขนส่งว่าเส้นทางที่ต้องการให้ไปส่งนั้นมีบริการที่ครอบคลุม เนื่องจากบ่อยครั้งจะพบว่ามีเส้นทางหลายๆ เส้นทางที่หลายๆ บริษัทที่รับจ้างขนส่งไม่สามารถไปส่งสินค้าให้ได้ หรือไม่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ เช่น จังหวัดปัตตานี, นราธิวาส, ยะลา เป็นต้น ซึ่งถ้ามีการสอบถามข้อมูลล่วงหน้าก่อนที่จะทำการว่าจ้างบริการขนส่ง จะทำให้มั่นใจได้ว่าสินค้าของบริษัทจะสามารถส่งไปให้ลูกค้าได้ทั่วประเทศ
         5. การบริการที่เป็นเลิศ : เนื่องจากการจ้างผู้บริการขนส่ง สิ่งที่พบได้บ่อยๆ ก็คือคำตำหนิจากลูกค้า เนื่องจากถ้าจ้างบริษัทที่มีการบริการที่แย่ หรือไม่มีการบริการอยู่ในใจ (Service Mind) ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของผู้ว่าจ้างในการขนส่ง เนื่องจากลูกค้าไม่ได้มารับรู้ว่าใครเป็นขนส่ง ลูกค้ารู้หรือเข้าใจเพียงแค่ว่าได้รับการบริการที่แย่ ซึ่งผู้ที่จะทำการว่าจ้างจะต้องสอบถามจากผู้ที่เคยว่าจ้างบริษัทผู้ให้บริการขนส่งว่าการบริการเป็นอย่างไร เพื่อที่จะมั่นใจได้ว่าลูกค้าจะได้รับการบริการที่ดีที่สุด
         6. ความชำนาญในการขนส่งสินค้าประเภทต่าง ๆ : เป็นอีกประเด็นที่ผู้ว่าจ้างการขนส่งจะต้องคำนึงถึง เนื่องจากบริษัทขนส่งบางบริษัทจะมีความถนัดในเรื่องของการส่งสินค้าประเภทนั้นประเภทเดียว (Specific) ซึ่งข้อดีก็คือความชำนาญในการขนส่ง มั่นใจได้ว่าสินค้าที่จะส่งนั้น โอกาสที่จะเกิดการเสียหายนั้นมีน้อยมาก แต่ก็มข้อเสียก็คือถ้าบริษัทผู้ว่าจ้างมีการส่งสินค้าที่หลากหลายประเภทจะส่งให้ผู้ว่าจ้างอาจจะต้องว่าจ้างบริษัทขนส่งหลายๆ บริษัท ซึ่งส่งผลให้ควบคุมในการขนส่งได้ยากขึ้นอีกด้วย
         7. ความตรงต่อเวลา : ในความคิดของผู้เขียนคิดว่าเรื่องของการตรงต่อเวลาถือว่าสำคัญที่สุด เนื่องจากโดยทั่วไปลูกค้าคาดหวังว่าสินค้าที่สั่งไปนั้นจะต้องมาส่งด้วยความรวดเร็ว ซึ่งในเรื่องของความตรงต่อเวลาในการขนส่งอาจจะเป็นเรื่องที่ผู้ทำการว่าจ้างขนส่งจะต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษในการคัดเลือกผู้ให้บริการขนส่ง ซึ่งอาจจะต้องสอบถามข้อมลในเรื่องของการขนส่ง โดยให้ประมาณหรือคาดคะเนว่าจะส่งสินค้าไปถึงเมื่อไหร่ โดยอาจจะให้เป็น list ตามจังหวัดที่ต้องการให้ไปส่งสินค้า เช่น ถ้าออกจากกทม. เวลา 10.00 น. จะไปถึงเชียงใหม่เวลาใด  โดยให้บริษัทขนส่งทำเป็นตารางรายจังหวัด เพื่อใช้สำหรับการประเมินว่าผู้ให้บริการขนส่งนั้นมีการส่งสินค้าที่ตรงกับเป้าหมายที่บริษัทวางไว้หรือไม่ หลังจากนั้นทำการเปรียบเทียบกับผู้ให้บริการขนส่งรายอื่นๆ ต่อไป
         8. ความมีชื่อเสียงของบริษัทขนส่ง : ในที่นี้จะกล่าวถึงบริษัทที่มีชื่อเสียงที่ดีในการรับจ้างขนส่ง ซึ่งการที่ได้บริษัทเหล่านี้จะมีข้อดีก็คือ จะช่วยให้ผู้ว่าจ้างขนส่งสินค้ามั่นใจได้ว่าสินค้าจะถูกส่งด้วยความตรงต่อเวลา , คุณภาพในการบริการที่ดี เป็นต้น และแน่นอนว่าการได้บริษัที่มีชื่อเสียงมาดำเนินการจะส่งผลให้ต้นทุนค่าขนส่งแพงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งผู้ว่าจ้างจะต้องทำการเปรียบเทียบว่าคุ้มหรือไม่สำหรับการว่าจ้างบริษัทขนส่งรายนี้ ซึ่งจะต้องดูข้อมูลอื่นๆ ประกอบด้วย
     ปัญหาในการจ้างและการใช้บริการผู้ขนส่ง
          1. ไม่ตรงต่อเวลา :  บ่อยครั้งที่ผู้ทำการจ้างบริการขนส่งสินค้าจะพบว่าการส่งสินค้าไปถึงปลายทางนั้นไม่ตรงต่อเวลา สาเหตุส่วนใหญ่ที่พบจะมาจากความไม่รับผิดชอบของพนักงานขับรถ เช่น อาจจะขอนอนหลับซัก 1 ชม. แต่เผลอนอนหลับยาวทำให้ไปส่งสินค้าไม่ทันเวลา เป็นต้น ซึ่งทำให้บางครั้งลูกค้าปลายทางต้องการสินค้าด่วน ส่งให้เกิดการตำหนิติเตียนมาที่บริษัทผู้ว่าจ้าง
          2. การบริการที่แย่ต่อลูกค้า : เนื่องจากผู้ว่าจ้างไม่สามารถที่จะควบคุมพนักงานขับรถได้ ซึ่งบ่อยครั้งการจ้างบริษัทบริการขนส่งจะพบปัญหาการให้บริการที่ไม่ดี การพูดจาไม่สุภาพ หรือแม้กระทั่งการที่พนักงานขับรถไม่พอใจลูกค้า ทำให้พนักงานขับรถอาจจะว่าลูกค้า เป็นต้น ซึ่งเหตุการณ์อย่างนี้เป็นการควบคุมไม่ให้เกิดนั้นยากมาก เนื่องจากพนักงานขับรถแต่ละคนก็จะมีจิตใจในการให้บริการที่ไม่เหมือนกัน (Service mind) ซึ่งการแก้ไขทำได้อย่างเดียวก็คือเมื่อพบเหตุการณ์ดังกล่าวให้แจ้งไปยังบริษัทผู้รับจ้างดำเนินการขนส่งทันที เพื่อให้ดำเนินการแก้ไขต่อไป
          3. การขนส่งสินค้าเกิดการเสียหาย : เป็นปัญหาอีกข้อที่พบได้บ่อยสำหรับการขนส่งสินค้า  โดยสาเหตุส่วนใหญ่จะมาจากพนักงานขับรถที่มักง่าย, ขับรถด้วยความไม่ระมัดระวัง หรือ แม้กระทั่งพนักงานที่ทำหน้าที่ในการโหลดสินค้าขึ้นรถไม่สนใจว่าสินค้าที่ขึ้นไปบนรถขนส่งจะปลอดภัยจากการขนส่งหรือไม่ ซึ่งเหตุการณ์อย่างนี้สามารถที่จะป้องกันได้ ถ้าพนักงานขับรถใส่ใจ หรือ ให้ความสนใจรายละเอียดอีกเล็กน้อย เช่น ถ้าเห็นพนักงานที่โหลดสินค้าไว้สินค้าบนรถไม่ปลอดภัย ก็สามารถที่จะเปลี่ยนตำแหน่งการวางสินค้าบนรถขนส่งใหม่ หรือการบอกพนักงานโหลดสินค้าให้วางในตำแหน่งใหม่ เพื่อป้องกันการเสียหายของสินค้าที่จะเกิดขึ้นได้
          4. การขนส่งสินค้าเกิดการสูญหาย : ปัญหาในเรื่องสินค้าสูญหาย สำหรับความคิดผู้เขียนคิดว่าเป็นการตรวจสอบที่ค่อนข้างยากมาก เนื่องจากบางครั้งพนักงานโหลดสินค้าขึ้นสินคาไม่ครบตามใบโหลดสินค้า ประกอบกับพนักงานขับรถไม่ได้ตรวจนับสินค้าที่ขึ้น ส่งผลให้สินค้าที่ถูกส่งไปหาลูกค้านั้นไม่ครบ คำถามคือ “สินค้าสูญหายไปตอนไหน ???” เป็นการหาคำตอบที่ค่อนข้างยาก ซึงโดยทั่วไปบริษัทขนส่งสินค้าจะต้องรับผิดชอบจากการที่สินค้าสูญหาย หรืออีกกรณีที่เกิดขึ้นจริง เช่น บริษัทผู้นำเครื่องจักรกลทางการเกษตรได้ขายสินค้ารถแทรกเตอร์ โดยที่ก่อนการโหลดสินค้าขึ้นไปบนรถขนส่งทุกครั้งจะต้องตรวจสอบว่ามีน้ำมันเครื่องอยู่ในรถแทรกเตอร์  ในกรณีนี้ได้รับแจ้งจากลูกค้าว่าน้ำมันเครื่องถูกดูดไปจากรถแทรกเตอร์ ซึ่งจากการตรวจสอบก็พบว่าน้ำมันในตัวแทรกเตอร์ได้หายไปจริงๆ โดยในเหตุการณ์ครั้งนั้นได้เพ่งเล็งไปที่พนักงานขับรถว่าจะเป็นคนขโมยน้ำมัน เนื่องจากช่วงนั้นราคาน้ำมันค่อนข้างสูง สุดท้ายก็สามารถจับตัวคนร้ายได้นั่นคือพนักงานขับรถนั่นเอง ซึ่งทางบริษัทผู้ให้บริการขนส่งจะต้องรับผิดชอบจากการสูญหายของสินค้า รวมทั้งได้ไล่พนักงานขับรถออก แต่สิ่งที่พนักงานขับรถได้ก่อไว้ ทำให้ความน่าเชื่อถือของบริษัทขนส่งรายนี้ลดลงไปอย่างมาก ทำให้ผู้ว่าจ้างต้องควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นได้
          5.ไม่สามารถตอบสนองความต้องการได้ทันเวลา : ในบางครั้งอาจจะเกิดเหตุการณ์เร่งด่วน หรือในวันนั้นมีการขนส่งสินค้าที่มากกว่าปกติ ส่งผลให้ผู้ให้บริการขนส่งสินค้าอาจจะไม่สามารถตอบสนองความต้องการได้ในทันที เช่น รถขนส่งใน Fleet ไม่พอสำหรับการส่งสินค้า หรือ ไม่สามารถหารถขนส่งมาสนับสนุนในการขนส่งเพิ่มเติมได้ เป็นต้น ซึ่งส่งผลให้บริษัทว่าจ้างขนส่งนั้นเกิดความเสียหายได้ ซึ่งโดยปกติแล้วผู้ให้บริการขนส่งสินค้าควรที่จะมีเครือข่ายในการติดต่อรถขนส่งกับบริษัทอื่น เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นจะได้สามารถมีรถไว้คอยสนับสนุนได้ (Support)อีกด้วย
การที่จะเลือกบริษัทขนส่งใดๆ จะต้องพิจารณาองค์ประกอบต่างๆ ว่าเป้าหมายของบริษัทคืออะไร เพื่อมุ่งไปในประเด็นนั้นๆ เช่น เป้าหมายส่งสินค้าให้ลูกค้าภายใน 24 ชม. ก็จะต้องไปดูในเรื่องของความรวดเร็วของการขนส่งสินค้าว่าบริษัทที่จะทำการจ้างนั้นสามารถทำได้หรือเปล่า วิธีเลือกที่เขียนมาหลายๆ หัวข้อ ไม่จำเป็นที่จะต้องนำมาใช้เป็นเกณฑ์ในการคัดเลือกบริษัทขนส่งทั้งหมด แต่ถ้าบริษัทขนส่งรายใดที่เข้าหลักเกณฑ์ในการเลือกทุกข้อนั้น ก็ถือว่าผู้ว่าจ้างขนส่งได้บริษัทขนส่งที่ดีมากสำหรับการขนส่งสินค้า


เอกสารอ้างอิง
     [1] โครงสร้างภายใต้กรอบความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน SMEs Projects
     [2] สุธิดา เกษตรการุณย์ : ปัจจัยการเลือกใช้ผู้ให้บริการภายนอกด้านการให้บริการโลจิสติกส์โดยบุคคลที่ 3 ประเภทควบคุมอุณหภูมิในอุตสาหกรรมอาหาร
     [3] พลอยชมพู : ปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกใช้บริการรถบรรทุกขนส่งสินค้าของบริษัทนิคมอุตสาหกรรมบางพลี


เอกสารเผยแพร่โดย http://www.logisticscorner.com


จำนวนผู้ชม 21257 ครั้ง

  กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบก่อนเขียนข้อความเสนอแนะความคิดเห็นของท่าน(Comments) หรือให้คะแนนความนิยม (Rating) ของข่าวและบทความ