พุธ, 29 มี.ค. 2017
 
 

Resources

Login Form



Who's Online

เรามี 127 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
ประเทศไทยกับการพร้อมรับการเปิดเสรีทางด้านบริการโลจิสติกส์
User Rating: / 2
แย่ดีที่สุด 
วันพฤหัสบดีที่ 08 กรกฏาคม 2010 เวลา 21:58 น.
smaller text tool iconmedium text tool iconlarger text tool icon

กีรติ พงษ์ภมร ( อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน )
บัณฑิตวิทยาลัยการจัดการและนวัตกรรม
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

"ประเทศไทยจะมีการเปิดเสรีทางด้านบริการโลจิสติกส์ไม่ช้า ผู้ประกอบการขนส่งของไทยมีจุดอ่อนอะไร และต้องทำอย่างไรถึงจะสามารถต่อสู้กับบริษัทข้ามชาติที่จะเข้าแข่งขันในไม่ช้า"

     ผลการหารือเปิดเขตการค้าเสรีระหว่างจีนและสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) หรือ FTA จีน-อาเซียน เมื่อเดือนกรกฎาคม 2550 ที่สองฝ่ายเห็นชอบให้ยกเลิกมาตรการกีดกันทางการค้าให้หมดไปภายในปี 2553 เพื่อให้การค้าสองฝ่ายเคลื่อนไหวได้เสรีโดยตลอดอย่างแท้จริง พร้อมกันนั้นหากเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก ที่เชื่อมเมืองท่าดานังในเวียดนามกับเมาะละแหม่งในพม่าเปิดใช้เพื่อเชื่อมฝั่งมหาสมุทรอินเดียกับแปซิฟิกเข้าด้วยกันแล้ว น่าจะเป็นโอกาสดีสำหรับประเทศไทยซึ่งมีภูมิประเทศตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ศูนย์กลางของภูมิภาคที่จะสวมบทบาทเป็นผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์เชื่อมพื้นที่ทั้งเหนือ-ใต้ และตะวันออก-ตะวันตก แต่โอกาสสำหรับประเทศไทยจะเปิดกว้างเพียงใดต้องมีปัจจัยผลักดันหลายด้าน ขณะเดียวกันก็มีเงื่อนไขที่เป็นอุปสรรคอยู่มาก ดังนั้นเพื่อให้เข้าใจจุดแข็งและจุดอ่อนของระบบโลจิสติกส์ไทย จึงได้นำเสนอข้อมูลความพร้อมในการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ เพื่อสร้างโอกาสการแข่งขันของประเทศในสถานการณ์ดังกล่าว
     ผลกระทบของไทยจากการเปิดเสรีภาคบริการโลจิสติกส์ มีผลดังนี้
        1. ส่งผลให้ผู้ผลิตและเจ้าของกิจการในประเทศมีโอกาสที่จะโดนคู่แข่งขันจากต่างชาติมารุกรานและแย่งส่วนแบ่งการตลาดในประเทศไป
        2. ผู้ผลิตและเจ้าของกิจการในประเทศไทยก็มีโอกาสที่จะรุกเข้าไปแย่งส่วนแบ่งทางการตลาดในประเทศอื่นในอาเซียนได้เหมือนกัน
        3. บริษัทโลจิสติกส์ของไทยอาจจะไปเปิดสาขาและสร้างคลังสินค้าในประเทศลาว พม่า ก็เป็นได้ ซึ่งแน่นอนว่าการแข่งขันย่อมจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
        4. ผู้ประกอบการที่มีต้นทุนที่สูงและประสิทธิภาพในการดำเนินงานต่ำกว่าคู่แข่งจากต่างชาติก็มีสิทธิปิดกิจการลง
        5. การเปิดเสรีทางด้านการบริการ จะส่งผลบวกต่อคนในประเทศ เพราะผู้บริโภคจะมีทางเลือกที่มากขึ้น มีโอกาสที่จะบริโภคสินค้าและบริการที่ถูกลง
        6. การเปิดเสรีจะมีผลทำให้การจ้างงานในประเทศลดลงเนื่องจากการย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศอื่น
        7. การเปิดเสรีบริการตามประชาคมอาเซียนส่งผลต่อปริมาณความต้องการด้านการบริการทางโลจิสติกส์ที่จะมีเพิ่มขึ้นตามมา

สถานภาพการแข่งขัน และจุดอ่อนของผู้ประกอบการขนส่งของไทย
     ปัจจุบันสถานภาพการแข่งขันในอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ในประเทศไทย จัดว่าอยู่ในระดับที่มีการแข่งขันค่อนข้างมาก โดยเฉพาะในธุรกิจด้านการขนส่งทางบก และด้านตัวแทนออกของหรือชิปปิ้งจะมีการแข่งขันที่รุนแรง ผู้ให้บริการของไทยส่วนใหญ่เป็น SMEs ขาดซึ่งขีดความสามารถในการแข่งขันเมื่อเทียบกับบริษัทต่างชาติ ทำให้ขาดการต่อรอง โดยเฉพาะในช่วงปี 2009 ซึ่งเกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลก ส่งผลให้ GDP ของไทยติดลบร้อยละ 2-3 วิกฤตของไทยในช่วงเวลาที่ผ่านถึง 2-3 ปี มีการปิดตัวเป็นจำนวนมาก และหรือถูก Take Over / Nominee  จากคนต่างชาติ จากตัวเลขผู้ประกอบการโลจิสติกส์ของไทย 50 อันดับแรก เป็นบริษัทต่างชาติ จำนวน 26 บริษัท , บริษัทในเครือรัฐวิสาหกิจ  จำนวน 10 บริษัท , บริษัทมหาชน จำนวน 10 บริษัท
     ผลกระทบของไทยต่อการเปิดเสรีสาขาโลจิสติกส์ในปี 2013 โดยนักลงทุนในอาเซียนสามารถมาลงทุนถือหุ้นในธุรกิจโลจิสติกส์ของไทยได้ 70% โดยไม่มีข้อจำกัด ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อผู้ให้บริการโลจิสติกส์ของไทยกว่าร้อยละ 60 – 70 ที่จะรับผลกระทบ เนื่องจากสภาวการณ์ที่ไม่สามารถแข่งขันได้ อีกทั้ง การที่รัฐบาลได้ส่งเสริมให้มีการสร้างเส้นทางขนส่งทางถนนเชื่อมโยงประเทศเพื่อนบ้าน ภายใต้เครือข่าย North – South / East – West Economics Corridor ซึ่งไทยมีพันธกิจในการพัฒนาเส้นทางตามกรอบข้อตกลงการขนส่งข้ามแดน CBTA ตามกรอบ ASEAN TRANSPORT / GMS / ACMECS ซึ่งบทบาทการขนส่งทางถนนในภูมิภาคจะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น ซึ่งผู้ประกอบการของสิงคโปร์, มาเลเซีย และจีน (ซึ่งจะเป็นบริษัทนอมินี่ให้กับบางประเทศในอาเซียน จะเข้ามารุกตลาดด้านการบริการโลจิสติกส์ ซึ่งประเทศเหล่านี้ล้วนมีทุนขนาดใหญ่และมีเครือข่าย รวมถึง ขีดความสามารถในการแข่งขันที่ธุรกิจในไทยจะไม่สามารถแข่งขันได้)

ผู้ประกอบการขนส่งของไทยต้องสร้างเครือข่ายถึงจะสามารถต่อสู้กับบริษัทต่างชาติได้
      การเปิดการค้าเสรีจะทำให้เกิดการแข่งขันทางด้านธุรกิจสูง โดยเฉพาะในปี 2553 ที่ทางสภาพัฒน์ประกาศนโยบายการเริ่มต้นเข้าสู่การค้าเสรีทางการค้าแบบเต็มรูปแบบ ภาษีทุกหมวดจะเข้าสู่การเป็นศูนย์ จึงถึงเวลาที่ทุกฝ่ายควรให้ความร่วมมือในการส่งเสริมให้ภาคธุรกิจโลจิสติกส์มีการเติบโตเพื่อให้สามารถขับเคลื่อนไปสู่การแข่งขันในช่วงการเปิดการค้าเสรีได้ สำหรับแนวทางการแก้ไขปัญหาและอุปสรรคของภาคธุรกิจโลจิสติกส์ในการเตรียมความเพื่อการก้าวสู่การเปิดการค้าเสรี ได้แก่ การสร้างเครือข่ายทางธุรกิจในระดับโลก ซึ่งหากไม่สร้างเครือข่ายแล้วบริษัทข้ามชาติจะได้เปรียบในด้านการทำการตลาดเพราะมีความชำนาญอยู่แล้วในการขยายตลาดสู่สากล อีกทั้งต่างชาติยังมีข้อได้เปรียบเรื่องเงินทุนอีกด้วย ดังนั้นไทยจะต้องพยายามปรับเปลี่ยนการทำงาน พัฒนาเทคโนโลยีให้ทันกับต่างชาติ จะต้องทำการตลาดที่เน้นการสร้างลูกค้าในทุกกลุ่ม ไม่จำเป็น ต้องให้การทำงานอยู่ในกลุ่มประสานงาน แต่จะต้องเน้นหาลูกค้า การสร้างโปรโมชัน ออกแพ็กเกจที่ดี กลุ่มพนักงานประสานงานต้องมีความเป็นสากล มีทัศนคติที่ดีในการบริการ ทั้งภาครัฐควรเข้าใจในบทบาทและความสำคัญของโลจิสติกส์ด้วย
      การเปิดเขตการค้าเสรี ถือเป็นโอกาสดีที่ภาคเอกชนไทยจะต้องหันมาวางแผนพัฒนาตนเองเพื่อการแข่งขันทางการค้าและบริการมากขึ้น ส่วนสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากการเปิดการค้าเสรี สินค้าจากประเทศจีนและประเทศอื่นหลั่งไหลเข้าไทยมากขึ้น และด้วยต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่าทำให้การแข่งขันทางธุรกิจเพิ่มสูงขึ้น เกิดแรงกดดันจากภาคอุตสาหกรรม การเพิ่มจำนวนของผู้ให้บริการโลจิสติกส์ข้ามชาติมากขึ้น การจะส่งเสริมการสร้างศักยภาพรองรับ FTA คือ การหันมาศึกษาข้อมูลในการวางแผนการดำเนินการ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนจะต้องเข้าใจบทบาทของตนเอง เมื่อภาคเอกชนมีการปรับตัวในด้านต่างๆ เพื่อพัฒนาตนเองแล้ว ภาครัฐเองจะต้องปรับโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์สูงสุด ไม่ใช่การก่อสร้างสาธารณูปโภค เช่น การสร้างถนน ท่าเรือ ต้องทำเพื่อประโยชน์ต่อชาติจริงๆ ไม่ใช่การเอื้อประโยชน์ต่างชาติ โดยเป็นเพียงแค่ทางผ่านให้ต่างชาติขนส่งสินค้าระหว่างกันดังเช่นแผนเดิมการเชื่อมต่อการขนส่ง 4 ทิศ ซึ่งประเทศไทยอาจจะกลายเป็นเมืองผ่าน เส้นทางลำเลียงสินค้า แต่ไม่ใช่จุดพักกระจายสินค้า หรือการทำธุรกิจการค้าแก่กัน จึงอยากให้ปรับเปลี่ยนเป็นการเชื่อมโยงจีน อินเดีย ในทิศทางนี้มากกว่า อีกทั้งมีมาตรฐานการสนับสนุนการลงทุนในภาคเอกชนโดยรับฟังข้อเสนอแนะของเอกชนให้มากขึ้น

บทสรุป
    การเตรียมความพร้อมของภาคธุรกิจโลจิสติกส์ต่อการเปิดเสรีการค้าและการบริการ คงไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เพียงแต่ทั้งภาครัฐและเอกชนจะต้องร่วมมือกันดำเนินการเชื่อมโยงเครือข่ายเพื่อสร้างค่านิยมในการลงทุน การสร้างความเข้าใจ เข้าถึงประสิทธิภาพของการประสานงาน บุคลากร ในการทำงานด้านโลจิสติกส์ และจะต้องคำนึงถึงการลดต้นทุนที่ทำให้เกิดผลกำไรมากขึ้น อีกทั้งภาครัฐและเอกชนต้องเข้าใจบทบาทของตัวเอง ส่วนในภาคนโยบายการกำหนดข้อเจรจาระหว่างประเทศในการปรับแผนยุทธศาสตร์ต่างๆ ต้องกำหนดทิศทางเดียวกัน


บรรณานุกรม
    [1] ผศ.ดร. พงษ์ชัย อธิคมรัตนกุล, โลจิสติกส์ ก้าวย่างประเทศไทยในกระแสโลกาภิวัฒน์, กรุงเทพฯ, สุขภาพใจ, 2550
    [2] สถาบันการขนส่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย “กลยุทธ์รับมือการเปิดเสรีทางการค้ากับการบริการขนส่งทางถนน” วารสาร Logistics Thailand ตุลาคม 2551: หน้า 63-80
    [3] “การเปิดเสรีด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ กับทิศทางของภาคเอกชน” http://www.tanitsorat.com/view.php?id=347
    [4] “การพัฒนาผู้ให้บริการโลจิสติกส์ไทย ภายใต้การเปิดเสรีภาคโลจิสติกส์อาเซียน ปี 2010” http://www.tanitsorat.com/view.php?id=349
    [5] “จับกระแสเทรนด์โลจิสติกส์ ดีมานด์ซัพพลายส่งด่วนโตพร้อมกัน” http://www.logisticsdigest.com/index.php?option=com_content&task=view&id=352&Itemid=73


ที่มา เอกสารเผยแพร่โดย http://www.logisticscorner.com


จำนวนผู้ชม 6978 ครั้ง

  กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบก่อนเขียนข้อความเสนอแนะความคิดเห็นของท่าน(Comments) หรือให้คะแนนความนิยม (Rating) ของข่าวและบทความ