ศุกร์, 28 เม.ย. 2017
 
 

Resources

Login Form



Who's Online

เรามี 520 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้ตัวแทนขนส่งสินค้าระหว่างประเทศทางทะเลของผู้ส่งออก
User Rating: / 2
แย่ดีที่สุด 
วันอังคารที่ 06 กรกฏาคม 2010 เวลา 21:58 น.
smaller text tool iconmedium text tool iconlarger text tool icon

ในเขตนิคมอุตสาหกรรมลาดกะบัง และในจังหวัดสมุทรสาคร

ชาญวิทย์ พรภัทรารัตน์ ( อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน )
บัณฑิตวิทยาลัยการจัดการและนวัตกรรม
สาขาการจัดการโลจิสติกส์
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

      ในปัจจุบันเป็นที่ยอมรับว่าภาคธุรกิจการส่งออกนั้นมีบทบาทและความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยเป็นอย่างมาก ดังจะเห็นได้จากนโยบายการส่งเสริมการส่งออกจากภาครัฐ หรือการเปิดการค้าเสรีในระดับภูมิภาคที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งส่งผลให้ยอดการส่งออกของประเทศไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง  เนื่องจากการลอยตัวค่าเงินบาทหลังวิกฤติเศรษฐกิจของไทยในช่วงปี 2540 ทำโครงสร้างเศรษฐกิจไทยหันมาพึงพาการส่งออกสินค้าและบริการเป็นหลัก (โลกวันนี้ วันสุข, 2552) ด้วยเหตุนี้เองธุรกิจรับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศจึงมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและการส่งออกของประเทศไทยเป็นอย่างยิ่งในยุคนี้เนื่องจากตัวแทนรับส่งสินค้าระหว่างประเทศทางทะเล (Sea freight forwarder) เป็นเสมือนตัวเชื่อมการขนส่งระหว่างประเทศ ทำให้ผู้นำเข้า และผู้ส่งออกได้รับความสะดวกสบาย ประหยัดเวลา และค่าใช้จ่าย เพราะตัวแทนผู้รับส่งสินค้าระหว่างประเทศมีความชำนาญในงานจะรู้ขั้นตอนวิธีการ จะให้คำแนะนำ และการปฏิบัติการบางอย่างแทนผู้นำเข้า และผู้ส่งออกได้ดีกว่า มีการเปรียบเทียบการประกอบกิจการของผู้รับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศว่าเสมือนสถาปนิกของการขนส่ง โดยผู้รับจัดการขนส่งจะเป็นผู้จัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ใช้ความรู้ในวิชาชีพของตนอย่างเป็นระบบ เลือกสรรเทคโนโลยีในการขนส่งที่ดีที่สุดในการขนส่งสินค้าให้ถึงปลายทางอย่างปลอดภัย รวดเร็วและประหยัดค่าใช้จ่ายมากที่สุด การให้บริการของผู้รับจัดการขนส่งในปัจจุบัน สามารถให้บริการอย่างครบวงจรและให้บริการขนส่งแบบ Door to Door Service ผู้รับจัดการขนส่งบางรายได้พัฒนาเป็นผู้ประกอบการขนส่งสินค้าตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง
      อย่างไรก็ตามเมื่อสภาวะค่าเงินบาทและอัตราแลกเปลี่ยนของไทยหลังช่วงวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 เอื้อประโยชน์ต่อการส่งออก ทำให้มีการเข้ามาของผู้ประกอบธุรกิจส่งออกหน้าใหม่ ซึ่งทำให้เกิดความหลากหลายทางด้านอุปสงค์ (Demand) ของผู้ประกอบการที่เพิ่มมากขึ้นต่อการใช้บริการรับส่งสินค้าระหว่างประเทศทางทะเล อันส่งผลให้เกิดอุปทาน (Supply) ของผู้ให้บริการรับส่งสินค้าระหว่างประเทศทางทะเลเพิ่มมากขึ้นและเกิดการแข่งขันกันอย่างรุนแรงดังเห็นได้จากข้อมูลระหว่างปี พ.ศ. 2543 – 2547 การให้บริการขนส่งสินค้าเข้าออกผ่านท่าเรือมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

     เมื่อมีจำนวนของผู้ประกอบการในธุรกิจตัวแทนผู้รับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศทางทะเลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก็ย่อมส่งผลให้เกิดการแข่งขันในการให้บริการที่รุนแรงยิ่งขึ้นเช่นกัน ซึ่งหากบริษัทผู้ให้บริการตัวแทนผู้รับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศใดทราบความต้องการของลูกค้าและสามารถตอบสนองความต้องการดังกล่าวได้ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของความรวดเร็วในการตอบสนองความต้องการได้อย่างถูกต้องตรงตามเวลาและสถานที่ที่ลูกค้ากำหนด การสร้างภาพพจน์ของบริษัทให้มีความน่าเชื่อถือ ราคาการดำเนินงานที่มีต้นทุนต่ำกว่าคู่แข่งขันและคุณภาพของบริการ  ย่อมทำสร้างความพึงพอใจให้เกิดแก่ลูกค้าและสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในตลาดการให้บริการตัวแทนผู้รับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศทางทะเล อันส่งผลต่อผลประกอบการและความสามารถในการทำกำไรของกิจการนั้นให้เติบโตอย่างมั่นคงในท้ายที่สุด ดังนั้นการศึกษาความต้องการของลูกซึ่งสามารถช่วยให้ผู้ประกอบการธุรกิจประเภทนี้ทราบความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า ซึ่งเป็นเรื่องที่มีความจำเป็นและสำคัญอย่างยิ่งต่อการปรับปรุงพัฒนาการดำเนินงานของธุรกิจตัวแทนผู้รับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศทางทะเล
จากข้อมูลที่กล่าวมาแล้วข้างต้นผู้ศึกษาจึงมุ่งเน้นที่จะศึกษาความต้องการของผู้ประกอบการส่งออกที่มีต่อบริษัทรับจัดการขนส่งระหว่างประเทศทางทะเล รวมถึงปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้ตัวแทนขนส่งสินค้าระหว่างประเทศทางทะเลของผู้ส่งออกในเขตนิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง และในจังหวัดสมุทรสาคร เพื่อเป็นแนวทางในการปรับปรุงธุรกิจบริการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศของผู้ให้บริการอย่างมีคุณภาพตรงตามความต้องการของลูกค้า และสามารถแข่งขันกับผู้ประกอบการรายอื่นได้ รวมถึงเป็นข้อมูลสำหรับผู้ประกอบการรายใหม่ที่มีความสนใจและต้องการดำเนินธุรกิจนี้ ได้นำข้อมูลไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อบริษัท และนำไปสู่การมีประสิทธิภาพในการให้บริการกับลูกค้าต่อไป
     ธุรกิจการขนส่งสินค้าทางทะเลนับเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ อย่างไรก็ดี รูปแบบการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศตั้งแต่ในอดีตมาจนถึงปัจจุบัน พบว่าหลายประเทศทั่วโลก ยังคงใช้การขนส่งสินค้าทางเรือเป็นหลัก (ร้อยละ 90 โดยปริมาณ) (กมลชนก สุทธิวาทนฤพุฒิ และคณะ, 2544, 1)
     เนื่องจากส่วนที่เป็นพื้นทะเลนั้นมีมากถึงสามในสี่ส่วนของโลก ทำให้การขนส่งสินค้าทางทะเลสามารถส่งสินค้าไปได้ยังประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก อีกทั้งการขนส่งสินค้าทางทะเลนี้สามารถที่จะบรรทุกสินค้าได้คราวละมาก ๆ และมีต้นทุนในการขนส่งสินค้าแต่ละครั้งต่ำเมื่อเทียบกับการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศประเภทอื่น ๆ ทำให้การขนส่งสินค้าทางทะเลเป็นที่นิยมและแพร่หลายเป็นอย่างมาก
     ในระยะเวลาที่ผ่านมามนุษย์รู้จักวิธีการขนส่งสินค้าทางน้ำมานานแล้ว และได้มีการพัฒนาการขนส่งสินค้าประเภทนี้ให้ทันสมัย มีความสะดวกและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังมีการขยายอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งนี้ให้สามารถอำนวยความสะดวกในการขนส่งให้ได้มากที่สุด ซึ่งธุรกิจการขนส่งสินค้าทางทะเลสามารถแบ่งประเภทของผู้ประกอบการได้ดังนี้
         - ผู้ประกอบการที่มีเรือเป็นของตนเอง (Vessel Operating Common Carrier: VOCC) หรือที่เราเรียกว่าบริษัทสายการเดินเรือ (Shipping Line) ซึ่งการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการประเภทนี้จะมีหน่วยงานรับผิดชอบด้านการตลาดทั้งของตนเองหรือใช้บุคคลที่สาม (Third Party) ที่เรียกว่าตัวแทนเดินเรือ (Shipping Agent) เป็นผู้หาสินค้าและให้บริการลูกค้า 
         - ผู้ประกอบการที่ไม่มีเรือเป็นของตนเอง (Non-Vessel Operating Common Carrier: NVOCC) ผู้ประกอบการขนส่งที่ไม่มีเรือเป็นของตนเองแบ่งเป็น 2 ประเภท คือผู้ประกอบการรับจัดการการขนส่งสินค้าในฐานะผู้ขนส่ง (Carrier) หรือที่รียกว่า ผู้ประกอบการขนส่งที่ไม่มีเรือเป็นของตนเองกับผู้จัดการขนส่งสินค้าที่ทำในนามผู้ส่งของ (On Behalf of Shipper) ผู้รับจัดการการขนส่งสินค้าทั้งสองประเภทนี้ รู้จักกันแพร่หลายในชื่อที่เรียกว่า Freight Forwarder หรือ Forwarding Agent ) ซึ่งมีการให้บริการกับผู้ส่งของทั้งพ่อค้า ผู้ส่งออกหรือบุคคลธรรมดาที่ส่งของใช้ส่วนตัวทุกรูปแบบการขนส่ง ผู้รับจัดการการขนส่งสินค้าที่เป็นบริษัทใหญ่จะมีเครือข่ายทั่วโลกและมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องการขนส่ง เอกสาร พิธีการ และอื่น ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ และยังให้คำปรึกษาแนะนำให้กับลูกค้าได้ ลูกค้าของผู้รับจัดการการขนส่งสินค้าโดยปกติจะเป็นรายย่อยแต่ละรายมีสินค้าไม่มาก ซึ่งบริษัทเรือหรือตัวแทนเรือจะไม่สนใจสินค้ารายย่อยเพราะเสียเวลาและบุคลากรมาก ผู้รับจัดการการขนส่งสินค้านี้จึงเข้ามาให้บริการอุดช่องว่างดังกล่าว ผู้ส่งออกและผู้นำเข้าโดยปกติจะมีแผนกที่รับผิดชอบด้านนี้ และจะทำการติดต่อกับบริษัทเรือหรือตัวทนเดินเรือโดยตรง เพื่อจะได้รับค่าระวางที่ต่ำกว่าจากที่ได้รับจากผู้รับจัดการการขนส่ง
     หลังจากทราบถึงโครงสร้างและหลักการของธุรกิจประเภทนี้แล้วจะขอกล่าวถึงงานวิจัยที่ผู้เขียนได้ทำการศึกษาถึงปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้ตัวแทนขนส่งสินค้าระหว่างประเทศทางทะเลของผู้ส่งออกในเขตนิคมอุสาหกรรมลาดกระบัง และในจังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งให้ผลโดยสามารถได้ผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสอบถามจำนวน 200 ชุด สามารถจำแนกข้อมูลทั่วไปของกลุ่มบุคลากรของบริษัทผู้ส่งออกสินค้าที่ใช้บริการตัวแทนรับจัดการขนส่งระหว่างประเทศทางทะเลในพื้นที่เขตนิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง และในจังหวัดสมุทรสาคร จำนวน 200 รายที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา ตำแหน่ง ซึ่งมีผลการวิจัย ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศชาย จำนวน 132 คนคิดเป็นร้อยละ 66.00 และเป็นเพศหญิงจำนวน 68 คนคิดเป็นร้อยละ 34.00
     ส่วนใหญ่กลุ่มตัวอย่างมีอายุอยู่ระหว่าง 21 – 30 ปี จำนวน 85 คนคิดเป็นร้อยละ 42.50 รองลงมามีอายุระหว่าง 31 – 40 ปี คิดเป็นร้อยละ 37.50 และมีอายุระหว่าง 26 – 30 ปี และ 51 ปีขึ้นไป จำนวน 35, และ 5 คนคิดเป็นร้อยละ 17.50 และ 2.50 ตามลำดับ
     ส่วนในด้านระดับการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรี จำนวน 128 คน คิดเป็นร้อยละ 64.00 และสำเร็จการศึกษาในระดับสูงกว่าปริญญาตรี จำนวน 58 คนคิดเป็นร้อยละ 29.00 และมีผู้สำเร็จการศึกษาต่ำกว่าระดับปริญญาตรี จำนวน 14 คน คิดเป็นร้อยละ 7.00
     กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีตำแหน่งผู้จัดการ จำนวน 121 คน คิดเป็นร้อยละ 60.50 รองลงมาเป็นพนักงาน จำนวน 55 คน คิดเป็นร้อยละ 27.50 และต่อมาเป็นเจ้าของกิจการ จำนวน 24 คน คิดเป็นร้อยละ 12.00
     กลุ่มตัวอย่างผู้ตอบแบบสอบถามมีรูปแบบกิจการเป็นบริษัทจำกัด จำนวน 153 ราย คิดเป็นร้อยละ 76.50 รองลงมาคือ ห้างหุ้นส่วนจำกัด จำนวน 44 รายคิดเป็นร้อยละ 22.00 และเป็นกิจการเจ้าของคนเดียวจำนวน 10 ราย คิดเป็นร้อยละ 5.00
     ส่วนใหญ่กิจการของกลุ่มตัวอย่างมีทุนจดทะเบียนอยู่ระหว่าง 1 – 5 ล้านบาท จำนวน 140 ราย คิดเป็นร้อยละ 70.00 รองลงมามีทุนจดทะเบียนต่ำกว่า 1 ล้านบาท จำนวน 49 ราย คิดเป็นร้อยละ 24.50 และกลุ่มตัวอย่างที่มีทุนจดทะเบียนมากกว่า 5 ล้านบาท มีจำนวน 11 ราย คิดเป็นร้อยละ 5.50
     ส่วนในด้านสินค้าที่ส่งออกพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ส่งออกผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร จำนวน 91 ราย คิดเป็นร้อยละ 45.50 รองลงมาส่งออกผลิตภัณฑ์จากไม้ ของขวัญและของตกแต่งบ้าน จำนวน 40 ราย คิดเป็นร้อยละ 20.00 รองลงมาเป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์เซรามิค และเครื่องใช้ในบ้าน จำนวน 32 ราย คิดเป็นร้อยละ 16.00 และเป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์จากผ้าฝ่าย ผ้าไหม และสิ่งทอ และผู้ส่งออกเครื่องประดับและอัญมณี จำนวน 27 และ 10 ราย คิดเป็นร้อยละ 13.50 และ 5.00 ตามลำดับ
     กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีรายได้ต่อเดือนของกิจการระหว่าง 500,001 – 1,000,000 บาท จำนวน 119 ราย คิดเป็นร้อยละ 59.50 รองลงมามีรายได้ต่อเดือนของกิจการระหว่าง 100,001 – 500,000 บาท จำนวน 57 ราย คิดเป็นร้อยละ 28.50 และต่อมามีรายได้ต่อเดือนของกิจการน้อยกว่า 100,000 บาท จำนวน 17 ราย คิดเป็นร้อยละ 8.50 และมีรายได้ต่อเดือนของกิจการระหว่าง 1,000,001 – 1,500,000 บาท จำนวน 7 ราย คิดเป็นร้อยละ 3.50
     กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีค่าใช้จ่ายต่อเดือนของกิจการระหว่าง 150,001 – 300,000 บาทจำนวน 123 ราย คิดเป็นร้อยละ 61.50 รองลงมามีค่าใช้จ่ายต่อเดือนของกิจการระหว่าง 30,001 – 150,000 บาท จำนวน 58 ราย คิดเป็นร้อยละ 29.00 และต่อมามีค่าใช้จ่ายต่อเดือนของกิจการน้อยกว่า 30,000 บาท จำนวน 10 ราย คิดเป็นร้อยละ 5.00 และมีค่าใช้จ่ายต่อเดือนของกิจการระหว่าง 300,001 – 450,000 บาท จำนวน 9 ราย คิดเป็นร้อยละ 4.50
     กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีระยะเวลาตั้งแต่เริ่มดำเนินการน้อยกว่า 5 ปี จำนวน 149 ราย คิดเป็นร้อยละ 74.50 รองลงมามีระยะเวลาตั้งแต่เริ่มดำเนินการระหว่าง 5 – 10 ปี จำนวน 42 ราย คิดเป็นร้อยละ 21.00 และต่อมามีระยะเวลาตั้งแต่เริ่มดำเนินการระหว่าง 10 – 15 ปี จำนวน 9 ราย คิดเป็นร้อยละ 4.50
     และกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีเหตุผลในการเลือกใช้บริการเพราะมีความสะดวกมากกว่าการติดต่อกับผู้ขนส่งเองโดยตรง จำนวน 180 ราย คิดเป็นร้อยละ 90.00 และมีเหตุผลในการเลือกใช้บริการเพราะลดต้นทุนการจ้างพนักงานเฉพาะทางเข้ามาดูแลในบริษัท จำนวน 20 ราย คิดเป็นร้อยละ 10.00 

     ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้ตัวแทนรับจัดการขนส่งทางทะเลระหว่างประเทศของผู้ส่งออกในเขตนิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง และในจังหวัดสมุทรสาคร เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านราคา ด้านผลิตภัณฑ์และบริการ ด้านสถานที่ตั้ง และด้านการส่งเสริมการตลาด ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของ สุนีย์ เตชประสพชัย (2549) ซึ่งศึกษาปัจจัยในการเลือกบริษัทขนส่งสินค้าทางทะเลของผู้ประกอบการธุรกิจส่งออกสินค้าไปประเทศจีน พบว่าปัจจัยด้านบุคลากรมีความสำคัญเป็นอันดับแรก รองลงมาคือ ปัจจัยด้านราคา ปัจจัยด้านกระบวนการให้บริการ ปัจจัยด้านผลิตภัณฑ์และบริการ ปัจจัยด้านลักษณะทางกายภาพ ปัจจัยด้านสถานที่ให้บริการ ปัจจัยอื่น ๆ และปัจจัยด้านการส่งเสริมการตลาด ตามลำดับ
     จากการศึกษาในครั้งนี้มีข้อเสนอแนะที่ได้จากการศึกษา ดังต่อไปนี้
         1. ด้านราคา ต้องเน้นในเรื่อง ความสามารถในการต่อรองราคาได้ และการให้ระยะเวลาในการชำระเงิน และถ้าเป็นไปได้ควรกำหนดราคาให้ต่ำกว่าบริษัทตัวแทนอื่น ๆ
         2. ด้านผลิตภัณฑ์และบริการ ต้องเน้นในเรื่อง มาตรฐานของการให้บริการบรรจุหีบห่อ การขนส่งสินค้าถึงที่หมายตรงตามเวลาที่กำหนด และมีการให้บริการประกันภัยสินค้า และการรับผิดชอบกรณีสินค้าสูญหาย
         3. ด้านการส่งเสริมการตลาด ต้องเน้นในเรื่อง ความสามารถในการแก้ไขปัญหาและจัดทำเอกสารประกอบการส่งออกได้อย่างถูกต้องทำให้การจัดส่งสินค้าไม่ล่าช้าของพนักงานเดินพิธีการทางศุลกากร และความน่าเชื่อถือของพนักงาน
        4. ด้านสถานที่ตั้ง ต้องเน้นในเรื่อง สถานที่ตั้งของบริษัทขนสินค้าในด้านความสะดวกในการติดต่อ เช่น มีที่จอดรถของผู้มาติดต่อสะดวกและเพียงพอ หรืออยู่ใกล้บริษัทของผู้ส่งออก
     จากผลงานวิจัยดังกล่าวจะเห็นได้ว่าหากผู้ประกอบการทำการแข่งขันกันด้านราคาเพียงอย่างเดียว ทำให้ตลาดเกิดการแข่งขันสูงจะเกิดผลเสียต่อตัวผู้ประกอบการเอง ดังนั้นควรจัดให้มีการรวมกลุ่มกันของผู้ประกอบการเพื่อสร้างศักยภาพทางการแข่งขัน เพื่อปรับตัวให้เข้ากับสภาวะทางเศรษฐกิจ ณ เวลานี้ ที่ผู้ส่งออกมักเน้นไปในการลดต้นทุน


ที่มา www.thaicostreduction.com
เผยแพร่โดย www.logisticscorner.com

จำนวนผู้ชม 15116 ครั้ง

  กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบก่อนเขียนข้อความเสนอแนะความคิดเห็นของท่าน(Comments) หรือให้คะแนนความนิยม (Rating) ของข่าวและบทความ