จันทร์, 27 มี.ค. 2017
 
 

Resources

Login Form



Who's Online

เรามี 87 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
การจัดการสินค้าคงคลังในรูปแบบคัมบัง
User Rating: / 9
แย่ดีที่สุด 
วันอังคารที่ 15 มิถุนายน 2010 เวลา 21:32 น.
smaller text tool iconmedium text tool iconlarger text tool icon

โดย นคร บรมคุณากร( อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน )
สาขาการจัดการโลจิสติกส์
คณะบัณฑิตวิทยาลัยการจัดการและนวัตกรรม 
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

     จากการที่อุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไทยมีศักยภาพในด้านต่างๆสูง เช่น ทักษะทางด้านแรงงาน ต้นทุนด้านแรงงานและมาตรฐานของผลิตภัณฑ์ เป็นต้น ทำให้บริษัทผลิตรถยนต์จากญี่ปุ่นมีความสนใจและจัดตั้งให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ในภูมิภาคอาเซียน นอกจากนี้ก็ยังมีการเข้ามาลงทุนเพื่อทำการวิจัยและพัฒนา จัดตั้งศูนย์ทดสอบชิ้นส่วนรถยนต์มากขึ้นส่งผลให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางในการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ที่ได้รับมาตรฐานสากลอีกด้วย ทำให้อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ก็เป็นอีกอุตสาหกรรมหนึ่งที่เกี่ยวข้องที่ได้รับการสนับสนุนและพัฒนาไปพร้อมกับอุตสาหกรรมยานยนต์ด้วย สิ่งหนึ่งที่อุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ในประเทศต้องคำนึงถึง คือ การบริหารจัดการด้านซัพพลายเชนและการจัดการด้านโลจิสติกส์เพราะว่าโลจิสติกส์นั้นเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนในการดำเนินงานของบริษัท ซึ่งถ้ามีระบบการบริหารจัดการโลจิสติกส์ที่ดีนั้นก็จะสามารถช่วยลดต้นทุนรวมของบริษัทรวมถึงส่งผลให้เกิดประโยชน์ทางด้านเวลาที่ใช้น้อยลง เป็นการเพิ่มมูลค่าและคุณค่าให้กับผลิตภัณฑ์ด้วย ในด้านของปัญหาที่จะนำมาศึกษานั้นเป็นปัญหาด้านการจัดการสินค้าคงคลัง ซึ่งปัจจุบันพบปัญหาว่ายังมีจำนวนของสินค้าคงคลังที่ยังสูงอยู่ในคลังสินค้า และเพื่อให้การดำเนินการของกิจการดำเนินไปอย่างราบรื่น จะต้องมีการผ่านการวางแผนและกำหนดปริมาณสินค้าคงคลังที่เหมาะสม สำหรับการควบคุมสินค้าคงคลังนั้นนับเป็นสิ่งสำคัญในการดำเนินธุรกิจในปัจจุบัน ธุรกิจเกือบทุกประเภทจะต้องมีการเกี่ยวข้องกับการจัดการสินค้าคงคลัง จึงเป็นเหตุให้บริษัทจำเป็นต้องมีการติดตามถึงระดับของสินค้าคงคลังอยู่เสมอและจัดหาสินค้าเหล่านั้นเข้ามาให้มีเพียงพอต่อการจำหน่ายให้กับลูกค้า อย่างไรก็ตามการที่มีสินค้าคงคลังอยู่ในระดับที่ต่ำนั้นย่อมเป็นสิ่งที่ผู้บริหารต้องการเพราะมีผลต่อเงินที่จะนำไปลงทุนอย่างอื่นด้วย ตรงกันข้ามหากมีสินค้าคงคลังในปริมาณสูงจะมีผลทำให้ผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) น้อยลง การที่มีสินค้าคงคลังต่ำเกินไปอาจส่งผลให้มีสินค้าคงคลังขาดมือและทำให้ประสิทธิภาพในการทำธุรกิจลดลง ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการมีสินค้าคงคลังต่ำหรือสูงเกินไปนั้น ย่อมจะไม่ก่อให้เกิดผลดีต่อการดำเนินงานของธุรกิจ ดังนั้นผู้วิจัยจึงได้เสนอวิธีการสั่งซื้อแบบคัมบังเข้ามาใช้ในธุรกิจเพื่อพัฒนาการจัดการสินค้าคงคลังให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยการทำให้มีสินค้าคงคลังต่ำที่สุดและจะต้องไม่สูญเสียโอกาสในการขายด้วย

การจัดการควบคุมสินค้าคงคลังแบบทันเวลพอดี
      ระบบการผลิตที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดในช่วงประมาณปี ค.ศ.1980 ที่มีกระบวนการในการปรับปรุงการเพิ่มผลิตภาพการผลิตโดยการเน้นคุณภาพสูงและต้นทุนต่ำ ก็คือ ระบบการผลิตแบบทันเวลาพอดี หรือ JUST IN TIME (JIT) การผลิตแบบทันเวลาพอดี หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า ระบบการผลิตแบบ JIT เป็นระบบการผลิตที่ได้รับการพัฒนาและส่งเสริมโดยกลุ่มของบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ในประเทศญี่ปุ่นและต่อมาได้ถูกนำไปใช้ในหลาย ๆ บริษัทในญี่ปุ่นและแพร่หลายไปทั่วโลก และได้ถูกเรียกชื่อแตกต่างกันไป เช่น บริษัท GE เรียกว่า การบริหารตามสิ่งที่มองเห็น (Management by sight) บริษัท IBM การผลิตแบบไหลต่อเนื่อง (Continuous-flow Manufacturing) บริษัท Hewlett Packard เรียกว่า การผลิตแบบไร้สต๊อก (Stockless Production) และการผลิตแบบซ้ำ (Repetitive Manufacturing System) บริษัท General Motors เรียกว่าการผลิตแบบสอดคล้อง (Synchronized Production) และบริษัทในญี่ปุ่นหลาย ๆ บริษัทเรียกว่า ระบบการผลิตแบบโตโยต้า (Toyota Production System) ปัจจุบันแนวความคิดเกี่ยวกับระบบการผลิตแบบญี่ปุ่น (Japanese Manufacturing System) ได้รับความสนใจและยอมรับจากผู้ประกอบการทั่วโลก เนื่องจากระบบการดำเนินงานแบบญี่ปุ่นได้รับการพิสูจน์ว่ามีประสิทธิภาพ เสริมสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันแก่ธุรกิจ และช่วยสร้างความมั่งคั่งแก่ประเทศ ระบบทันเวลาพอดี (Just-in-time) เป็นหนึ่งในเทคนิคการผลิตของญี่ปุ่นที่พัฒนาโดยผู้บริหารของกลุ่ม Toyota ซึ่งได้รับการยอมรับและนำไปใช้งานในหลายธุรกิจ

ระบบคัมบัง (Kanban System)
      ระบบคัมบังถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการการผลิตแบบ JIT โดยใช้ระบบดึงและถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการสื่อสารเพื่อให้การผลิตในแต่ละขั้นมีจังหวะความเร็วในการผลิตที่สอดคล้องกัน เป็นการควบคุมการไหลของงาน  คัมบังเป็นภาษาญี่ปุ่น แปลว่า บัตร หรือสัญญาณที่บ่งบอกให้รู้ถึงความต้องการว่าให้ทำอะไร จำนวนเท่าไร โดยทั่วไปจะมีลักษณะเหมือนบัตรที่บรรจุสารสนเทศต่างๆที่จำเป็นต่อการผลิต (แต่ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นบัตรเสมอไป อาจเป็นภาชนะ หรือพื้นที่ทำงาน หรือสัญญาณไฟ  ทั้งนี้แล้วแต่ความเหมาะสมกับการใช้งาน โดยจุดเริ่มต้นของการดึงมาจากความต้องการของลูกค้าซึ่งเป็นผู้ดึงผลิตภัณฑ์จากโรงงานออกไป ทางโรงงานก็จะเริ่มทำการผลิตผลิตภัณฑ์เข้ามาทดแทน หลังจากนั้นกระบวนการถัดไปทางต้นน้ำก็จะถูกดึงให้ทำการผลิตตามๆกันมาตั้งแต่กระบวนการสุดท้ายจนกระทั่งถึงการดึงวัตถุดิบจากผู้ส่งมอบ  ซึ่งระบบคัมบังนั้นจะมีรอบของคัมบังไว้บอกรายละเอียดต่างๆ โดยรอบเวลาของคัมบังนั้น หมายถึง รอบของการจัดส่งผลิตภัณฑ์ ซึ่งจะบ่งบอกถึงความถี่ในการจัดส่งและจำนวนรอบในการจัดส่ง สำหรับการจัดเตรียมสินค้าเพื่อจัดส่งหลังจากได้รับคัมบัง ซึ่งในการกำหนดรอบของเวลาของคัมบังจะแสดงด้วยเลข 3 ชุด คือ A : B : C โดยตัวเลขแต่ละชุดจะมีความหมายดังนี้
         A หมายถึง รอบระยะเวลาในการส่งสินค้า เช่น ทุกๆกี่วัน
         B หมายถึง จำนวนความถี่หรือรอบในการจัดส่งสินค้า เช่น กี่รอบคัมบังต่อวัน
         C หมายถึง จำนวนรอบของคัมบังที่ต้องจัดส่งสินค้าในครั้งต่อไปหลังจากที่จัดส่งไปครั้งล่าสุด เช่น ทุกๆ 2 รอบคัมบังต้องส่งสินค้าในครั้งต่อไป

   อนึ่ง พัฒนกฤษนัน จายารมัน (2524) ทำการศึกษาเรื่องการประยุกต์ใช้พัสดุคงคลังแบบเติมเต็มตามปริมาณที่กำหนดของห้างสรรพสินค้า โดยประยุกต์ใช้การควบคุมจำนวนหนังสือในร้านโดยออกใบสั่งซื้อเติมเต็มตามปริมาณที่กำหนด โดยใช้นโยบายในการกำหนดพัสดุคงคลังสูงสุด จุดที่สามารถสั่งซื้อได้และจุดที่ต้องสั่งซื้อ สมมติปริมาณที่ต้องการเป็นการกระจายแบบพัวซองและระยะเวลานำคงที่ วิธีนี้เหมาะกับกรณีที่มีการสั่งซื้อจากซัพพลายเออร์หลายๆบริษัทและสั่งคราวละมากๆ ผู้วิจัยได้เขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อใช้ในการคำนวณตามวิธีที่ประยุกต์ใช้ เมื่อนำค้าใช้จ่ายมาเปรียบเทียบกันระหว่างวิธีที่ประยุกต์ใช้กับวิธีเดิมสามารถลดค่าใช้จ่ายได้ร้อยละ 18.95

วิธีการสั่งซื้อแบบคัมบัง
โครงสร้างการคำนวณโดยนำระบบคัมบังมาใช้ในการสั่งซื้อ

      ในการแก้ปัญหาของสินค้าคงคลังที่มีมากเกินไปในการสั่งซื้อแบบรายเดือนนั้น ทางผู้วิจัยขอเสนอการประยุกต์วิธีการสั่งซื้อแบบใหม่โดยการนำระบบคัมบังมาใช้เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว โดยมีวิธีการและขั้นตอนการทำงานดังนี้
         1) คำนวณหาค่าเฉลี่ยความต้องการลูกค้า
             ในขั้นตอนการเริ่มต้นนี้ จะต้องนำยอดขายของสินค้าย้อนหลัง 6 เดือนมาหาค่าเฉลี่ยของความต้องการ (MAD) ก่อน โดยนำตัวเลขที่ได้ไปใส่ในตารางในช่องจำนวน (ชิ้น) หลังจากนั้นก็มาคำนวณต่อเพื่อให้ทราบถึงความต้องการรายวันของลูกค้าเพื่อนำตัวเลขไปใช้ในการคำนวณจำนวนคัมบังทั้งหมดในระบบต่อไป
             สูตรการคำนวณ
                  1.1) MAD = Sum (ค่าของความต้องการก่อนหน้าช่วงระยะเวลา (6 เดือน)) / จำนวนช่วงระยะเวลา (6)
                  1.2) DAD = MAD / จำนวนวันที่ทำงานในเดือนนั้นๆ

ตารางที่  1 ตัวอย่างตัวเลขแสดงตัวเลขยอดขายเฉลี่ยรายเดือนและรายวัน

 


         2) คำนวณหาจำนวนคัมบังทั้งหมดในระบบ (TKQ)
              สำหรับการคำนวณหาจำนวนคัมบังทั้งหมดในระบบนั้น ทางบริษัทกรณีศึกษาจะทำการคำนวณหาเป็นรายเดือน เพื่อต้องการทำให้จำนวนสินค้าคงคลังหรือคัมบังในระบบมีความเหมาะสมมากที่สุด ซึ่งการคำนวณในตอนเริ่มแรกนั้นจะต้องทำการกำหนดรอบของการสั่งซื้อ โดยรอบของการจากซื้อนี้จะกำหนดตัวเลขไว้ที่ 1:1:3 ซึ่งเป็นรอบการสั่งซื้อมาตรฐานของระบบคัมบังของบริษัทกรณีศึกษา เพราะว่าการที่จะเปลี่ยนจากการสั่งซื้อแบบเดิมหรือการสั่งซื้อแบบรายเดือนมาเป็นการสั่งด้วยระบบคัมบังนั้นจะต้องใช้มาตรฐานของรอบการสั่งซื้อระบบคัมบังก่อนในขั้นต้น จากนั้นก็มากำหนดสินค้าคงคลังเพื่อความปลอดภัย (Safety Stock) ซึ่งโดยมาตรฐานแล้วจะกำหนดไว้ที่ 6.5 วัน แต่ถ้าความต้องการของลูกค้าไม่แน่นอนก็สามารถปรับเปลี่ยนสินค้าคงคลังเพื่อความปลอดภัยตามความเหมาะสมได้ ในส่วนของเวลานำในการรับสินค้า (Binning L/T) จะกำหนดเวลานำมาตรฐานการรับสินค้าไว้ที่ 1 วัน จากนั้นก็มาหาค่าความต้องการของลูกค้าเฉลี่ยย้อนหลัง 6 เดือน (MAD) เพื่อดูว่าลูกค้ามีความต้องการที่ผ่านเป็นอย่างไร เพื่อใช้เป็นแนวทางในการสั่งซื้อ จากนั้นก็มาหาค่าของความต้องการของลูกค้าเฉลี่ยรายวัน (DAD) โดยการนำข้อมูลของ MAD มาเฉลี่ยตามวันทำงานในเดือนนั้นๆ ก็จะได้ค่าของ DAD ออกมา จากนั้นก็หาค่าจำนวนที่กำหนดการสั่งสูงสุดในแต่ละวัน (DUL) หมายความว่าใน 1 วัน จะต้องสั่งซื้อภายใต้จำนวนที่คำนวณออกมา ห้ามสั่งซื้อเกินจาก DUL เพราะจะทำให้มีสินค้าคงคลังมากเกินไป ซึ่งการคำนวณ DUL นั้นมาจาก DAD * 150% ที่กำหนดไว้ 150% ก็เพราะว่า เป็นตัวเลขมาตรฐานของบริษัทกรณีศึกษาที่ระบบกำหนดเอาไว้สำหรับประมาณการความไม่แน่นอนของความต้องการของลูกค้า จากนั้นก็มาดูว่าบรรจุภัณฑ์ที่สั่งไปนั้นติดบัตรคัมบังกี่ใบ (DUQ) ซึ่งโดยมาตรฐานของระบบแล้วจะอยู่ที่ 1 บัตรคัมบังต่อ 1 บรรจุภัณฑ์ โดยในที่นี้กำหนดให้ DUQ เป็น 1 จากนั้นก็มาหาค่าของตัวแปรที่ใช้คำนวณหาคัมบังทั้งหมดในระบบโดยคำนวณจากข้อมูลที่มีตามสูตรที่กล่าวไว้ข้างต้น และเมื่อรู้ตัวแปรที่ต้องการทั้งหมดแล้ว ก็นำตัวแปรทั้งหมดมาแทนค่าเพื่อหาจำนวนคัมบังทั้งหมดในระบบ (TKQ)


ตารางที่ 2 ตัวอย่างตัวเลขแสดงการคำนวณหา TKQ

 


             รายละเอียดสูตรการคำนวณ TKQ ของหัวข้อต่างๆ ดังนี้
                2.1) A หมายถึง รอบระยะเวลาในการสั่งสินค้า เช่น ทุกๆกี่วัน แต่โดยมาตรฐานของบริษัทกรณีศึกษาจะกำหนดให้สั่งซื้ออะไหล่ทุกวันไปที่ผู้ขาย เนื่องจากบริษัทกรณีศึกษามีรถบรรทุก Milk Run ไปรับอะไหล่ที่บริษัทของผู้ขายทุกวัน
                2.2) B หมายถึง จำนวนความถี่หรือรอบในการจัดส่งสินค้า เช่น กี่รอบคัมบังต่อวัน สำหรับผู้ขายที่เริ่มนำระบบการสั่งซื้อแบบคัมบังมาประยุกต์ใช้นั้น จะกำหนดมาตรฐานให้จัดส่งสินค้า 1 เที่ยวต่อวัน
                2.3) C หมายถึง จำนวนรอบของคัมบังที่ต้องจัดส่งสินค้าในครั้งต่อไปหลังจากที่จัดส่งไปครั้งล่าสุดหรือที่เรียกว่า เวลานำ เช่น ทุกๆ รอบคัมบังต้องส่งสินค้าในครั้งต่อไป สำหรับผู้ขายที่เริ่มนำระบบการสั่งซื้อแบบคัมบังมาประยุกต์ใช้นั้น จะกำหนดมาตรฐานให้มีเวลานำอยู่ที่ 3 วันตั้งแต่วันที่สั่งสินค้าจนถึงวันรับสินค้า
                2.4) สินค้าคงคลังเพื่อความปลอดภัย (Safety stock) โดยมาตรฐานการสั่งซื้อแบบคัมบังของบริษัทกรณีศึกษาจะกำหนดมีสินค้าคงคลังเพื่อความปลอดภัยไว้ที่ 6.5 วัน ซึ่งสินค้าคงคลังเพื่อความปลอดภัยนี้สามารถปรับเปลี่ยนไปได้ตามความต้องการของลูกค้า เช่น ถ้าลูกค้ามีความต้องการเข้ามามาก ก็จะปรับสินค้าคงคลังเพื่อความปลอดภัยเพิ่มขึ้นเพื่อความเหมาะสม เป็นต้น
                2.5) เวลานำที่ใช้สำหรับรับวัสดุเข้าระบบ (Binning L/T) โดยมาตรฐานของบริษัทกรณีศึกษาแล้วจะใช้เวลานำในการรับสินค้าคงคลังเข้าระบบประมาณ 1 วันก่อนที่จะรับสินค้าจริง
                2.6) ความต้องการเฉลี่ยย้อนหลัง 6 เดือน (MAD) = Sum (ค่าของความต้องการก่อนหน้าช่วงระยะเวลา (6 เดือน)) / จำนวนช่วงระยะเวลา (6)
                2.7) ความต้องการเฉลี่ยรายวัน (DAD) = MAD / จำนวนวันที่ทำงานในเดือนนั้นๆ
                2.8) จำนวนที่กำหนดการสั่งสูงสุดในแต่ละวัน (DUL) = DAD * 150%
                2.9) ความต้องการที่ผิดปกติ (Abnormal Demand) = DAD * 200%
                2.10) ตัวแปรที่ใช้คำนวณหาคัมบังทั้งหมดในระบบ (Kanban Factor) = [A x C] / B + [A/B] + Bin L/T + Safety Stock
                2.11) จำนวนคัมบังทั้งหมดที่มีในระบบ (TKQ) = [DAD x Kanban Factor] / DUQ

       3) นำตัวแปรที่คำนวณได้ไปใส่ในตาราง
            จากการที่ได้ทำการคำนวณหาค่าจำนวนคัมบังทั้งหมดในระบบออกมาแล้ว ก็จะนำตัวเลขที่ได้จากการคำนวณมาใส่ในตารางที่สร้างขึ้นมาเพื่อให้ง่ายแก่การคำนวณและตรวจสอบตัวเลขจำนวนการสั่งซื้อที่แท้จริงก่อนที่จะสั่งซื้อออกไป โดยกระบวนการในขั้นตอนนี้ จะมีการนำตัวเลขยอดยกมาในส่วนของสินค้าคงคลัง ณ สินเดือนที่แล้ว (On Hand N-1) ยอดการสั่งซื้อสะสมจากเดือนที่แล้ว (Pool Kanban Order N-1) ตัวแปรที่นำไปคำนวณหาจำนวนคัมบังทั้งหมดในระบบ (TKQ) และตัวแปรที่ได้จากการคำนวณจำนวนคัมบังทั้งหมดในระบบมาใส่ในตารางก่อน เพื่อเอาไว้เป็นตัวกำหนดและควบคุมเงื่อนไขต่างในการสั่งซื้อ โดยตัวแปรที่นำมาใส่ในตารางนั้นประกอบไปด้วย
                3.1) การสั่งซื้อสูงสุดต่อวัน (DUL)
                3.2) จำนวนบัตรคัมบังที่ติดกล่อง (DUQ)
                3.3) สินค้าคงคลังเพื่อความปลอดภัย (วัน) (Safety Stock: Day)
                3.4) สินค้าคงคลังเพื่อความปลอดภัย (ชิ้น) (Safety Stock: Piece)
                3.5) ตัวแปรที่ใช้คำนวณหา TKQ (Kanban Factor)
                3.6) จำนวนคัมบังทั้งหมดในระบบ (TKQ)
                3.7) สินค้าคงคลังที่มีอยู่เดิม (On Hand)
                3.8) ยอดการสั่งซื้อแบบคัมบังสะสม (Pool Kanban Pending)
           โดยตัวแปรที่นำมาใส่นั้น จะนำมาใส่ในแถวของยอดยกมา ซึ่งในทุกๆเดือนตัวแปรเหล่านี้ก็จะเปลี่ยนไปตามการคำนวณ สาเหตุที่ต้องมีการคำนวณทุกเดือนนั้นก็เพื่อต้องการทำให้จำนวนคัมบังทั้งหมดในระบบมีความเหมาะสมมากที่สุด หลังจากนำตัวแปรมาใส่ในตารางในแถวของยอดยกมาแล้ว ตัวเลขต่างๆเหล่านั้นก็จะไปแสดงตามวันต่างๆในตารางด้วย

ตารางที่ 3 ตารางที่ใช้การคำนวณการสั่งซื้อ

 

 
       4) นำข้อมูลความต้องการลูกค้ารายวันมาใส่ในตารางและพิจารณาเลือกรูปแบบการสั่งซื้อ
            ในขั้นตอนนี้ทางผู้สั่งก็จะรวบรวมความต้องการของลูกค้าจากทั้งในและต่างประเทศทั้งหมดและนำตัวเลขที่ได้มาใส่ในช่องสั่งซื้อ (Demand) เพื่อนำมาใช้เป็นตัวเลขในการวิเคราะห์เพื่อเป็นแนวทางในการตัดสินใจว่าจะสั่งซื้อแบบคัมบัง (Kanban Order) หรือการสั่งซื้อแบบพิเศษ (Special Order) ว่าแบบไหนมีความเหมาะสมที่สุดกับความต้องการของวันนั้นๆ จากนั้นก็ส่งสินค้าตามจำนวนคำสั่งซื้อจากลูกค้าโดยจะตัดยอดสินค้าคงคลังออกไป กล่าวคือ ลูกค้าสั่งมาเท่าไรก็ขายไปจำนวนเท่านั้น เมื่อขายไปแล้วจำนวนสินค้าคงเหลือ (On Hand) ก็จะลดลงและจำนวนสินค้าคงคลังจะเพิ่มขึ้นก็ต่อเมื่อมีการรับสินค้าจากผู้ขายเข้ามา (Receiving) ซึ่งโดยปกติแล้วจะมีเวลานำประมาณ 3 วันสำหรับการสั่งซื้อแบบคัมบังและ 5 วัน สำหรับการสั่งซื้อแบบพิเศษโดยนับตั้งแต่วันที่สั่งซื้อจนถึงวันที่รับสินค้า โดยกระบวนการก่อนที่จะรับสินค้าเข้าคลังสินค้านั้นทางบริษัทกรณีศึกษาก็จะมีกระบวนการรับสินค้าเข้าระบบ (Binning) ก่อนหน้าที่จะรับจริง 1 วัน กล่าวคือ ทางผู้ขายจะต้องส่งใบกำกับภาษีมาก่อนล่วงหน้า 1 วันก่อนที่จะส่งสินค้าจริง โดยทางบริษัทกรณีศึกษานั้นจะใช้เวลานำในการรับสินค้าเข้าระบบ 1 วัน และในขณะเดียวกันถ้าสินค้าคงคลังมีไม่เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า ตัวเลขก็จะแสดงในค่าติดลบในช่องสินค้าคงคลังค้างจ่าย (Back Order)
            โดยหลังจากที่ทราบความต้องการของลูกค้าและนำตัวเลขดังกล่าวใส่ในตารางแล้ว ก็จะมาพิจารณาว่าความต้องการของลูกค้า (Demand) ที่เกิดขึ้นนั้น จะใช้การสั่งซื้อแบบไหนจึงจะเหมาะสมที่สุดเพื่อไม่ให้เกิดสินค้าคงคลังค้างจ่ายและทำให้สินค้าคงคลังมีจำนวนที่ต่ำที่สุด ซึ่งทางบริษัทกรณีศึกษาได้แบ่งการสั่งซื้อออกเป็น 2 ประเภท คือ
                4.1) การสั่งซื้อแบบคัมบัง (Kanban Order) โดยที่การที่จะใช้การสั่งซื้อแบบคัมบังนั้นจะมีเงื่อนไขของการสั่งซื้อ คือ จะใช้ตัวเลขของการสั่งซื้อสูงสุดต่อวัน (DUL) และจำนวนคัมบังทั้งหมดในระบบมาเป็นสิ่งที่กำหนดจำนวนการสั่งซื้อ ซึ่งการสั่งซื้อแบบคัมบังนี้จะต้องสั่งซื้อเท่ากับจำนวนความต้องการของลูกค้า (Demand) ที่เข้ามาแต่ต้องไม่เกินตัวเลขของการสั่งซื้อสูงสุดต่อวัน (DUL) ในส่วนที่เกินของตัวเลขของการสั่งซื้อสูงสุดต่อวัน (DUL) ก็จะนำตัวเลขส่วนที่เกินไปรวมเก็บไว้ที่ยอดการสั่งซื้อแบบคัมบังสะสม (Pool Kanban Pending) แต่ถ้าวันไหนความต้องการของลูกค้า (Demand) ไม่เกินตัวเลขของการสั่งซื้อสูงสุดต่อวัน (DUL) ก็สั่งเท่ากับจำนวนความต้องการของลูกค้ารวมกับยอดการสั่งซื้อแบบคัมบังสะสม (Pool Kanban Pending) ที่มีอยู่ แต่ต้องไม่เกินตัวเลขของการสั่งซื้อสูงสุดต่อวัน (DUL)
                4.2) การสั่งซื้อแบบพิเศษ (Special Order) สำหรับการสั่งซื้อแบบพิเศษนี้มีเงื่อนไขของการสั่งซื้อ คือ ความต้องการของลูกค้าที่เข้ามาต่อวัน (Demand) จะต้องมีค่ามากกว่าค่าความต้องการเฉลี่ยรายวัน (DAD) ที่ 200% เท่านั้นจึงจะใช้วิธีการสั่งซื้อประเภทนี้ โดยที่จำนวนของการสั่งซื้อแบบพิเศษนั้นจะสั่งซื้อเท่ากับจำนวนของความต้องการที่ผิดปกติของวันนั้นๆรวมกับยอดการสั่งซื้อแบบคัมบังสะสม (Pool Kanban Pending) ที่มีอยู่
                4.3) หลังจากที่ตัดสินใจได้แล้วว่าจะเลือกวิธีการสั่งซื้อประเภทใด จากนั้นก็มาพิจารณาต่อว่าการสั่งซื้อในวันนั้นๆเมื่อรวมกับสินค้าคงคลังปัจจุบันมีค่ามากกว่าจำนวนสินค้าคงคลังในระบบที่คำนวณออกมาหรือไม่ ถ้ามีตัวเลขมากกว่าเงื่อนไขข้างต้น จะต้องหยุดสั่งซื้อในวันนั้น (Stop Order) แต่ถ้าตัวเลขน้อยกว่าก็สั่งซื้อไปตามปกติ


ตารางที่ 4 ตัวอย่างแสดงการสั่งซื้อของแบบคัมบังและแบบพิเศษ

 


     เมื่อได้ทำการเปรียบเทียบผลลัพธ์ของการดำเนินงานการสั่งซื้อแบบรายเดือนและการสั่งซื้อแบบคัมบัง ได้ผลของการศึกษาดังนี้ ถ้านำวิธีการสั่งซื้อแบบคัมบังไปประยุกต์ใช้แทนแบบรายเดือน ซึ่งจำนวนสินค้าคงคลังที่สั่งแบบรายเดือนเฉลี่ยจากเดือนมกราคม 2552  ถึงพฤศจิกายน 2552 เท่ากับ 172 ชิ้น และค่าเฉลี่ยของจำนวนสินค้าคงคลังที่สั่งแบบคัมบังในเดือนธันวาคม 2552 และเดือนมกราคม 2553 เท่ากับ 58 ชิ้น โดยผลที่ออกมานั้นจะทำให้จำนวนสินค้าคงคลังลดลงเฉลี่ยเท่ากับ 172 – 58 = 114 ชิ้น และถ้าเปรียบเทียบแบบสินค้าคงคลัง ณ สิ้นงวดของเดือนพฤศจิกายน 2552 ที่เป็นแบบรายเดือนเท่ากับ 83 ชิ้น กับสินค้าคงคลัง ณ สิ้นงวดของเดือนมกราคม 2553 ที่เป็นการสั่งซื้อแบบคัมบังเท่ากับ 42 ชิ้น ผลที่ได้คือจำนวนสินค้าคงคลังลดลงจากเดือนพฤศจิกายน 2552 (เดือนสุดท้ายที่สั่งรายเดือน) เท่ากับ 83-42 = 41 ชิ้น หรือคิดเป็นร้อยละ 49.39 นอกจากนี้ยังได้ทำการทดลองเก็บข้อมูลของการสั่งสินค้าแบบรายเดือนในเดือนธันวาคม 2552 และเดือนมกราคม 2553 กับการสั่งซื้อแบบคัมบังที่เริ่มนำไปทดลองใช้จริงแล้วพบว่าถ้าใช้การสั่งซื้อแบบรายเดือนต่อไปในเดือนธันวาคม 2552 พบว่ามีสินค้าคงคลังค้างจ่ายเท่ากับ 28 ชิ้น และเดือนมกราคม 2553 จะมีสินค้าคงคลังเท่ากับ 122 ชิ้น และเมื่อได้ทำการเปลี่ยนวิธีการสั่งซื้อจากการสั่งซื้อแบบรายเดือนเป็นวิธีการสั่งซื้อแบบคัมบังในเดือนธันวาคม 2552 และเดือนมกราคม 2553 พบว่าไม่มีสินค้าคงคลังค้างจ่าย โดยมีสินค้าคงคลังอยู่จำนวน 73 และ 42 ชิ้นตามลำดับ สามารถดูได้จากรูปที่ ข.1
 


รูปที่ 1 แสดงการเปรียบการผลของสั่งซื้อแบบรายเดือนและการสั่งซื้อแบบคัมบัง


เอกสารเผยแพร่โดย www.logisticscorner.com


จำนวนผู้ชม 49297 ครั้ง

  กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบก่อนเขียนข้อความเสนอแนะความคิดเห็นของท่าน(Comments) หรือให้คะแนนความนิยม (Rating) ของข่าวและบทความ