ศุกร์, 28 เม.ย. 2017
 
 

Resources

Login Form



Who's Online

เรามี 568 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
การวิเคราะห์นโยบายควบคุมระดับวัตถุดิบคงคลังประเภทกาว กรณีศึกษา: อุตสาหกรรมการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์
User Rating: / 3
แย่ดีที่สุด 
วันอังคารที่ 08 มิถุนายน 2010 เวลา 23:25 น.
smaller text tool iconmedium text tool iconlarger text tool icon

Raw Material (Glue) Inventory Control Policy Analysis. A Case Study : Printing and Packaging Industry

โดย พลอยไพริน จุฑามณี
บัณฑิตวิทยาลัยการจัดการและนวัตกรรม
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
 
       การควบคุมวัตถุดิบคงคลังเป็นกิจกรรมที่บริษัทควรให้ความสนใจและเอาใจใส่เป็นอย่างมาก การประยุกต์ใช้เทคนิคต่างๆ เพื่อเป็นปัจจัยในการชี้วัดเรื่องผลกำไร-ขาดทุนของบริษัทอย่างเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมหลักโดยตรง นั่นก็คือต้นทุนและการสนองตอบความต้องการของลูกค้า การควบคุมวัตถุดิบคงคลังที่ดีจะช่วยให้ฝ่ายบริหารสามารถกำหนดเวลาและปริมาณการสั่งซื้อสินค้าได้อย่างเหมาะสมเพียงพอกับความต้องการในระยะเวลาที่กำหนด ทำให้ไม่ต้องใช้เงินทุนมูลค่าสูง เพื่อที่จะถือครองสินค้าคงคลัง วัตถุประสงค์ของการมีวัตถุดิบคงคลังอีกประการหนึ่งคือ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการขาดแคลนสินค้าและโอกาสในการขายสินค้า ดังนั้นวัตถุดิบคงคลังจึงเป็นหัวใจหลักของการดำเนินธุรกิจ  บริษัทกรณีศึกษา เป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจด้านอุตสาหกรรมการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ประเภทกล่องกระดาษสวยงาม (Paper Packaging) ลูกค้าเป้าหมายของบริษัทฯ คือ กลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมเครื่องอุปโภค และอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น การดำเนินงานในปัจจุบัน บริษัทฯมีอัตราการขยายตัวของยอดขายที่สูงขึ้นในแต่ละปี  แม้จะมีคู่แข่งทางการค้าเพิ่มขึ้นก็ตาม  เนื่องจากการบริการและคุณภาพที่ดีของสินค้า  การพยายามที่จะพัฒนาตัวเองให้เป็นบริษัทผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ติดอันดับต้นของประเทศและสามารถที่จะแข่งขันกับคู่แข่งได้ตลอดเวลา การพิจารณาถึงต้นทุนในการดำเนินงานของบริษัท  พบว่าต้นทุนส่วนใหญ่ของบริษัทอยู่ที่วัตถุดิบคงคลังซึ่งมากกว่าต้นทุนในส่วนอื่นๆ การดำเนินงานและการวางแผนควบคุมวัตถุดิบคงคลังมักจะใช้ประสบการณ์ของผู้ปฏิบัติงาน  แม้ว่าบริษัทฯจะมีโปรแกรมที่ช่วยในการเชื่อมโยงระบบงานต่างๆของบริษัทเข้าด้วยกัน แต่ยังไม่สามารถจัดการกับข้อมูลวัตถุดิบคงคลังที่มีเป็นจำนวนมากได้ เนื่องจากผู้ปฏิบัติงานยังทำตามระบบการทำงานแบบเดิมคือใช้เพียงประสบการณ์ในการตัดสินใจ ดังนั้นข้อมูลที่ได้จึงยังไม่ครบถ้วนเพียงพอเพื่อที่จะทำการสั่งซื้อวัตถุดิบคงคลัง ในอนาคตหากมีการพัฒนานำระบบการจัดการวัตถุดิบคงคลังมาใช้อย่างจริงจัง และมีนโยบายที่เหมาะสมแล้วก็จะช่วยลดเวลาในการวิเคราะห์ข้อมูลรวมทั้งมีประสิทธิภาพในการทำงานที่ดีขึ้น จากการเก็บข้อมูลปริมาณยอดการสั่งซื้อ ยอดการใช้งานและยอดการขายของบริษัทฯในปี 2552 แล้วนำมาวิเคราะห์ พบว่าวัตถุดิบคงคลังที่มียอดการใช้งานและราคาของวัตถุดิบคงคลังที่ค่อนข้างสูง อีกทั้งยังเป็นวัตถุดิบหลักและสำคัญในอุตสาหกรรมการผลิตบรรจุภัณฑ์กล่องกระดาษ วัตถุดิบนั้นก็คือกาว (Glue)
      ในปัจจุบันปัญหาที่เกิดขึ้นจากการควบคุมวัตถุดิบประเภทกาวแบ่งเป็น 2 หัวข้อ ดังนี้
           1)  ปัญหาด้านวิธีการสั่งซื้อ
           2)  ปัญหาวัตถุดิบคงคลังต่ำเกินไป
      นำข้อมูลวัตถุดิบคงคลังมา plot กราฟ
          - กาว Adhesin A1532 TH

         ภาพด้านบนแสดงให้เห็นถึงปริมาณวัตถุดิบถือครอง จากการวิเคราะห์กราฟพบว่าการเติมเต็มวัตถุดิบในแต่ละครั้งมีปริมาณที่ไม่แน่นอนมากน้อยแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับความต้องการใช้วัตถุดิบในแต่ละช่วงเวลา แต่การเติมเต็มวัตถุดิบนั้นหลายครั้งพบปัญหาว่าวัตถุดิบที่ถือครองอยู่นั้นไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้วัตถุดิบ จึงทำให้เกิดปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบที่จะนำมาใช้ในกระบวนการผลิตสินค้า  ผลกระทบที่ตามมา ได้แก่ การเกิดปัญหาสายการผลิตหยุดชะงัก หรือแม้กระทั่งการที่ต้องนำวัตถุดิบตัวอื่นมาใช้ทดแทนเพื่อให้ทันต่อการส่งสินค้าให้กับลูกค้าจนทำให้เกิดเป็นค่าใช้จ่ายในการขาดแคลนวัตถุดิบขึ้น
         - กาว National 2047

         ภาพด้านบนแสดงให้เห็นถึงปริมาณวัตถุดิบถือครอง จากการวิเคราะห์กราฟพบว่าช่วงหลังมีการเติมเต็มบ่อยครั้งและเติมเต็มในปริมาณมาก แต่ความต้องการในการใช้วัตถุดิบนั้นลดลง ทำให้ระดับสินค้าคงคลังสูง ส่งผลกระทบให้เกิดค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บสินค้าคงคลังสูงด้วยเช่นกัน
      จากการวิเคราะห์การสั่งซื้อวัตถุดิบคงคลังประเภทกาวของบริษัทกรณีศึกษา ยังไม่มีการกำหนดจุดสั่งซื้อใหม่ที่เหมาะสม ไม่มีการกำหนดระดับสินค้าคงคลังสำรองของวัตถุดิบในแต่ละชนิดไว้อย่างชัดเจน เนื่องจากทางบริษัทกรณีศึกษา มีการกำหนดปริมาณการสั่งซื้อ โดยอาศัยประสบการณ์ของพนักงาน ดังนั้นจึงต้องมีการกำหนดรูปแบบในการสั่งซื้อสินค้าที่เหมาะสมและจุดสั่งซื้อ รวมถึงนโยบายที่เหมาะสมในการจัดการและควบคุมวัตถุดิบ ที่นิยมใช้กันทั่วไปคือ นโยบายจุดสั่งซื้อ-ปริมาณสั่งซื้อ และ นโยบายจุดสั่งซื้อ-ระดับสั่งซื้อ สำหรับบริษัทกรณีศึกษาได้เลือกใช้ นโยบายจุดสั่งซื้อ-ระดับสั่งซื้อ หรือ ระบบจุดต่ำสุด-สูงสุด (Min-Max) ในการวิเคราะห์ สำหรับนโยบายจุดสั่งซื้อ-ระดับสั่งซื้อ จะต้องพิจารณาการแจกแจงของอัตราการใช้เพื่อนำไปสู่การคำนวณกำหนดปริมาณต่ำสุด-สูงสุด และ ระดับปริมาณคงคลังสำรอง
      สำหรับกรณีศึกษา ตัวอย่างกาว Adhesin A1532TH คำนวณค่า EOQ ได้เท่ากับ 40 ถังและจุดสั่งซื้อเท่ากับ 26 ถัง และกาว National 2047 คำนวณค่า EOQ ได้เท่ากับ 25 ถังและจุดสั่งซื้อเท่ากับ 9 ถังโดยมีระยะเวลานำในการสั่งซื้อเท่ากับ 15 วัน
      จากนั้นนำค่านโยบายทั้งสองไปทดสอบการใช้งาน โดยทดสอบด้วยโปรแกรม MS Excel โดยครั้งแรกให้ทดสอบประสิทธิภาพของค่าการสั่งซื้อคงที่ใหม่และจุดสั่งซื้อใหม่กับอุปสงค์จริง (Real demand) ย้อนหลังหนึ่งปี แล้วคำนวณหาต้นทุนรวมใหม่เพื่อนำไปเปรียบเทียบกับต้นทุนรวมเดิมว่าลดลงหรือไม่ ถ้าค่าต้นทุนรวมลดลงก็แสดงว่ามีประสิทธิภาพที่ดีขึ้น
      โดยหลักการการปรับค่าขึ้นลง คือ ค่าจุดสั่งซื้อที่ต่ำเกินไปจะทำให้เกิดการขาดสต๊อก ส่วนค่าที่สูงเกินไปส่งผลให้ต้นทุนการจัดเก็บสูงตามส่วนปริมาณในการสั่งที่น้อยเกินไปจะทำให้ต้องสั่งซื้อบ่อยๆ และมีผลต่อต้นทุนการสั่งซื้อและต้นทุนการจัดเก็บ รูปด้านล่างแสดงกราฟฟันปลาหลังการปรับปรุงค่าต่างๆ ของกรณีศึกษาตัวอย่างสำหรับกรณีศึกษาตัวอย่างนี้ แบบจำลองแสดงให้เห็นว่ากาว Adhesin A1532TH สามารถลดต้นทุนรวมเหลือ 11,198.67 บาท เป็นต้นทุนสั่งซื้อ 4,950.45 บาทและต้นทุนการจัดเก็บ 6,248.22 บาท กาว National 2047 สามารถลดต้นทุนรวมเหลือ 5,696.44 บาท เป็นต้นทุนสั่งซื้อ 2,640.24 บาทและต้นทุนการจัดเก็บ 3,056.20 บาท ดังนั้นบริษัทกรณีศึกษาควรพิจารณาใช้นโยบายการสั่งซื้อใหม่กับสินค้ารายการนี้ของบริษัทในอนาคต
      - กาว Adhesin A1532TH

      ภาพด้านบนแสดงผลที่ได้จากการทดลองจำลองสถานการณ์โดยมีการกำหนดจุด ROP เพิ่มจาก 26 ถังเป็น 30 ถัง หลังจากทำการเพิ่มจำนวนจุดสั่งซื้อใหม่แล้ว พบว่าปัญหาวัตถุดิบเกิดการขาดแคลนนั้นหายไป แสดงให้เห็นว่าการกำหนดจุด ROP ที่ 30 ถัง น่าจะเป็นจุดที่เหมาะสมสำหรับการทำงานของบริษัทกรณีศึกษา เนื่องจากไม่ทำให้เกิดปัญหาวัตถุดิบคงคลังขาดแคลน อีกทั้งยังทำให้ต้นทุนรวมของวัตถุดิบคงคลังประเภทกาวอยู่ในระดับต่ำอีกด้วย เพราะฉะนั้นการเพิ่มจุด ROP ใหม่ควรเพิ่มจาก 26 ถัง เป็น 30 ถัง
      - กาว National 2047

     มาถึงตรงนี้ ผู้เขียนขอเสนอแนะในการทำงานวิจัย ดังนี้
         1) เนื่องจากความจำกัดด้านข้อมูล ระยะเวลา ทำให้การศึกษาถึงข้อมูลปริมาณการใช้จริงของวัตถุดิบคงคลัง ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดความคลาดเคลื่อนในการคำนวณปริมาณการสั่งซื้อ จุดสั่งซื้อ และระดับสินค้าคงคลังสำรอง  ดังนั้นหากมีการเก็บรวบรวมข้อมูลได้อย่างเหมาะสมมากยิ่งขึ้น จะทำให้การคำนวณมีความแม่นยำมากยิ่งขึ้น
         2) ควรคำนึงถึงการกำหนดปริมาณสินค้าคงคลังสำรอง โดยสินค้าคงคลังสำรองมีผลต่อค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาสินค้าคงคลัง ซึ่งต้องมีการเปลี่ยนแปลงตามปริมาณการใช้ในแต่ละเดือนอยู่ตลอดเวลา หรือหากอัตราความต้องการมีความแปรปรวนมาก ก็จะทำให้ข้อสมมุติฐานต่าง ๆเปลี่ยนไป ดังนั้นจึงควรมีการติดตามข้อมูลอย่างต่อเนื่อง เพื่อใช้ในการหาอัตราการสั่งซื้อ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานใหม่ เพื่อนำไปคำนวณหาจุดสูงสด-ต่ำสุด ของปริมาณสินค้าคงคลังสำรองใหม่อย่างสม่ำเสมอ
         3) การกำหนดนโยบาย ที่เหมาะสมให้แก่วัตถุดิบคงคลังใด ๆ ก็ตามควรคำนึงถึงความเป็นไปได้ในการปฏิบัติด้วย ควรกำหนดให้เหมาะสมกับสภาพการทำงานของทางบริษัท เช่น การใช้ระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยในการควบคุมวัตถุดิบคงคลัง ความสามารถในการปรับปรุงข้อมูลให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง
         4) สามารถนำเอาแนวทางและรูปแบบการสั่งซื้อที่เหมาะสม ไปประยุกต์ใช้กับวัตถุดิบคงคลังประเภท อื่น ๆ ต่อไปได้ ซึ่งจะช่วยให้การบริหารจัดการวัตถุดิบคงคลังโดยรวมมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
         5) สำหรับกาวที่นำมาทดแทนกาวทั้ง 2 รายการหากเกิดการขาดแคลนสินค้าขึ้นนั้น เป็นกาวที่มีคุณสมบัติที่ดีกว่า ดังนั้นหากเกิดปัญหาการขาดแคลนสินค้าขึ้นกับกาวที่นำมาทดแทนกาวตัวอย่างทั้ง 2 รายการจะไม่สามารถใช้ทดแทนได้ เนื่องจากมีคุณสมบัติที่ต่ำกว่า แต่ในส่วนของบริษัทกรณีศึกษาแล้วนั้น กาวที่นำมาทดแทนเป็นกาวที่มีปริมาณการใช้น้อยและจะมีสำรองตลอดเวลาจึงไม่เกิดปัญหาดังกล่าว แต่หากนำวิธีการไปใช้กับวัตถุดิบคงคลังรายการอื่นจะต้องมีการมองย้อนกลับในปัญหาเดียวกันนี้ด้วย


เอกสารเผยแพร่โดย www.logisticscorner.com


จำนวนผู้ชม 13394 ครั้ง

  กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบก่อนเขียนข้อความเสนอแนะความคิดเห็นของท่าน(Comments) หรือให้คะแนนความนิยม (Rating) ของข่าวและบทความ