พุธ, 29 มี.ค. 2017
 
 

Resources

Login Form



Who's Online

เรามี 146 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
Green Logistics กับการขนส่งสินค้าและวัสดุของอุตสาหกรรมยานยนต์
User Rating: / 25
แย่ดีที่สุด 
วันอาทิตย์ที่ 09 พฤษภาคม 2010 เวลา 22:17 น.
smaller text tool iconmedium text tool iconlarger text tool icon

โดย นัยเนตร  ปริชาตินนท์
บัณฑิตวิทยาลัยการจัดการและนวัตกรรม
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
 
     ในสภาวะเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน ประเด็นเรื่อง “สิ่งแวดล้อม” กำลังเป็นที่ได้รับความสนใจจากธุรกิจต่าง ๆทั้งนี้ในการกำหนดกลยุทธ์ เป้าหมาย ตลอดจนแผนงานต่างๆของธุรกิจล้วนแต่ต้องคำนึงถึงเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ ซึ่งแตกต่างจากแนวคิดในอดีตที่ธุรกิจมุ่งเน้นในเรื่องการเติบโตของธุรกิจและความสามารถในการทำกำไร (Growth & Profitability) นั่นก็เป็นเพราะกระแสแนวความคิดความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร (Corporate Social Responsibility : CSR) กำลังได้รับความสนใจในธุรกิจทุกประเภททำให้แทนที่ธุรกิจจะมุ่งเน้นการลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์เพื่อเพิ่มความสามารถทางการแข่งขัน หรือ มุ่งเน้นการทำกำไรแต่เพียงอย่างเดียว แต่ CSR ทำให้ธุรกิจหันมาคำนึงถึงการบริหารจัดการงานด้านโลจิสติกส์แบบ “Green Logistics” และผลกระทบต่อในระยะยาวจากการดำเนินธุรกิจที่จะส่งผลอย่างไรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น กล่าวคือ  “Green Logistics”  เป็นการบริหารจัดการ      โลจิสติกส์ด้วยมุมมองที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ ได้แก่ การลดมลภาวะจากการขนส่ง การประหยัดพลังงาน และการใช้วัสดุด้านบรรจุภัณฑ์ที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ (Recycle) รวมถึงการให้ความสำคัญต่อปัญหาอุบัติภัยที่จะมีต่อสังคมและการทำงานที่ปลอดภัย (Safety First) ของบุคคลที่เกี่ยวข้องในห่วงโซ่โลจิสติกส์ และที่สำคัญจะต้องคำนึงถึงศีลธรรมและบรรษัทภิบาล (Good Corporate) ด้วย
     ดร.สิทธิชัย  ฝรั่งทอง (2552) กล่าวไว้ว่า เหตุผลที่องค์กรธุรกิจจึงให้ความสนใจเรื่อง Green Logistics มากขึ้น มีเหตุผลหลัก ๆ อยู่ 4 ประการ คือ
        1.จากการที่รัฐบาลได้เซ็นข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับหลายประเทศในหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งผลของการลงนามนั้นได้ก่อให้เกิดการแข่งขันอย่างกว้างขวาง ทำให้บริษัทอุตสาหกรรมต่าง ๆ ต้องปรับตัวในการดำเนินธุรกิจที่สอดคล้องกับกติกาการค้าใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ISO 26000 ซึ่งเป็นมาตรฐานว่าด้วยความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมที่จะสมบูรณ์และเริ่มมีผลบังคับใช้ในปี 2553
        2.กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติในเรื่องของข้อจำกัดของน้ำหนักสินค้าที่สามารถจะบรรทุกหรือบรรจุตู้คอนเทนเนอร์ (Container) ซึ่งในแต่ละประเทศจะมีความแตกต่างกัน  รวมทั้งจะต้องให้ความสำคัญต่อปัญหาอุบัติภัยที่จะมีต่อสังคมและการทำงานที่ปลอดภัย (Safety First) ของบุคคลที่เกี่ยวข้องในห่วงโซ่โลจิสติกส์ นอกจากนี้ จะต้องเป็นการประกอบธุรกิจด้วยความเป็นธรรมหรือบรรษัทภิบาล (Good Corporate)
        3.จากผลการประชุมสุดยอดระดับโลกด้านสิ่งแวดล้อมที่เรียกร้องให้ธุรกิจทั่วโลกแสดงความเป็นพลเมืองที่ดี (Good Citizens) ต่อการดำเนินธุรกิจที่จะส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(Climate Change) ภาวะโลกร้อน (Global Warming) ปฏิกิริยาเรือนกระจก (Green-house Effect) รวมทั้งมลพิษทางอากาศอันเนื่องมาจากก๊าซ Carbon Dioxide (CO2)
        4.องค์กรเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาของกลุ่มประเทศ OECD  ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศที่พัฒนาแล้วได้ออกแนวปฏิบัติสำหรับบรรษัทข้ามชาติ หรือที่เรียกว่า OECD Guild lines for Multinational Enterprise ที่เสนอให้บรรษัทข้ามชาติในกลุ่มประเทศสมาชิกต้องมีการทำ CSR และติดต่อค้าขายเฉพาะคู่ค้าที่มี CSR เท่านั้น
     ดังนั้นจะเห็นได้ว่า  Green Logistics ได้เข้ามามีบทบาทในอุตสาหกรรมต่าง ๆ มากขึ้น ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในกิจกรรมด้านโลจิสติกส์ตลอดโซ่อุปทาน ตั้งแต่อุตสาหกรรมต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม ได้แก่ กิจกรรมตั้งแต่กระบวนการจัดซื้อจัดหา  กระบวนการผลิต กระบวนการจัดการคลังสินค้า และกระบวนการจัดการขนส่ง ดังจะกล่าวต่อไป
     กระบวนการจัดซื้อจัดหา ที่เน้น Green Logistics ได้ก็คือการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาเชื่อมโยงระหว่างองค์กร เช่น การออกใบสั่งซื้อผ่านระบบอินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นไปในลักษณะ B2B Business เพื่อลดขั้นตอนด้านเอกสาร (Paperless) และลดขั้นตอนความผิดพลาดของการสั่งซื้อได้อีกด้วย
     กระบวนการผลิต แบบ Green Logistics นั้น เน้นให้มีการปรับปรุงประสิทธิภาพของกระบวนการผลิตให้เกิดของเสียน้อยที่สุด มีการคำนึงถึงอายุของวัตถุดิบที่นำมาใช้ในการผลิต จนกระทั่งผลิตภัณฑ์นั้นหมดอายุ และมีการพิจารณาในเรื่องของการนำกลับมาใช้ใหม่  (Recycle)
     กระบวนการจัดการคลังสินค้า  เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมนั้นก็คือ มีการวางแผนรับ-ส่งสินค้า เพื่อการเคลื่อนย้ายสินค้า และการขนสินค้าภายในคลังสินค้า ทำอย่างไรไม่ให้ Fork Lift ต้องวิ่งรถเปล่า ทำอย่างไรจะสามารถลดจำนวนเที่ยววิ่ง เพื่อประหยัดน้ำมันและพลังงาน ซึ่งอาจมีการตั้งศูนย์กระจายสินค้าขึ้น เพื่อทดแทนคลังสินค้าย่อย ๆ ที่กระจายตัวกันอยู่

      กระบวนการจัดการขนส่ง สำหรับด้านการขนส่งนั้นได้ให้ความสำคัญเกี่ยวกับการจัดตารางเวลาและการวางแผนการขนส่งในแต่ละเที่ยวให้คุ้มค่ามากที่สุด สามารถใช้อรรถประโยชน์จากรถขนส่งในเรื่องของพื้นที่ในการจัดวางสินค้าให้ได้มากที่สุด ลดจำนวนการวิ่งเที่ยวเปล่า รวมถึงมีการบำรุงดูแลรักษารถขนส่งให้ดีอยู่เสมอ

Green Logistics กับอุตสาหกรรมยานยนต์
     จากการที่ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งมีมูลค่าการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป และชิ้นส่วนยานยนต์  เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ดังแสดงไว้ในภาพที่ 1 และ 2  ทำให้กลุ่มบริษัทประกอบรถยนต์ มีความตื่นตัวและพยายามปรับตัวเองให้เข้ากับสถานการณ์ที่เป็นอยู่ เพื่อให้ได้มาซึ่งความได้เปรียบได้เชิงการแข่งขัน (Competitive Advantages) ส่งผลทำให้การบริหารจัดการด้านโลจิสติกส์ (Logistics Management) เข้ามามีส่วนสำคัญในทุก ๆ กระบวนการบริหารงาน ตั้งแต่ กระบวนการนำชิ้นส่วนเข้าสู่ระบบการผลิต ผ่านกระบวนการต่าง ๆ ไปจนถึงกระบวนการสุดท้ายจนเป็นรถยนต์ออกมา โดยใช้กลยุทธ์ การบริหารห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Management) ในการร่วมมือกันระหว่างบริษัทผู้ประกอบรถยนต์ และบริษัทผู้ถูกว่าจ้างให้ทำการผลิตชิ้นส่วน (Supplier) ตลอดจนบริษัทผู้ผลิตวัตถุดิบเพื่อใช้ในการผลิตชิ้นส่วน ซึ่งเป็นสมาชิกในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมการประกอบรถยนต์ ซึ่งพยายามที่จะตอบสนองความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้าแต่ละรายซึ่งเป็นจุดสุดท้ายของห่วงโซ่อุปทาน


ภาพที่ 1 : แสดงยอดการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปตั้งแต่ปี 2543 – 2551

 


ภาพที่ 2 : แสดงยอดการส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์ ตั้งแต่ปี 2543 - 2551

    ทั้งนี้รวมถึงประเด็นของสิ่งแวดล้อมก็เช่นเดียวกันซึ่งผู้ประกอบรถยนต์หลายรายได้พัฒนาและปรับปรุงการทำบริหารงานในการบริหารงานจัดการโลจิสติกส์ที่เกี่ยวข้องกับ Green Logicstics ในรูปแบบของการจัดการขนส่งสินค้าและวัสดุของอุตสาหกรรมยานยนต์ ที่เห็นได้ชัด ก็คือ
     บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ใช้ระบบ Milk Run System โดยจัดเส้นทางเดินรถแยกเป็นแบบ A, B, C และ D ซึ่งเป็นการบริหารการขนส่งสินค้าและชิ้นงานเอง เนื่องจากโตโยต้ามีจำนวนซัพพลายเออร์มากถึง 224 โรงงาน  ซึ่งต้องพึ่งรถขนส่งมาก ถ้าหากต่างคนต่างทำจะเสียเวลาและค่าใช้จ่ายมาก เช่น การจราจรภายในบริษัท หรือ การจัดส่งล่าช้าของซัพพลายเออร์  ยิ่งมีจำนวนซัพพลายเออร์จำนวนมากก็ส่งผลให้จำนวนรถขนส่งสินค้าที่มาถึงโตโยต้าก็มีจำนวนมากขึ้นด้วยเช่นเดียวกันทำให้เกิดความยากลำบากในการบริหารจัดการ ต้นทุนราคาชิ้นส่วน ความเหมาะสมและความสัมพันธ์ในการขนส่งการผลิต ดังนั้นโตโยต้า จึงเริ่มมีการสำรวจและเก็บรวบรวมข้อมูลพื้นฐานจากทางซัพพลายเออร์ เช่น ข้อมูลการผลิต , เวลาการทำงาน, ข้อมูลการจัดส่ง รวมถึงข้อจำกัดต่างๆ  เพื่อนำระบบ Milk Run เข้ามาบริหารจัดการงานจัดส่ง     โดยโตโยต้าจะจัดวางกลุ่มซัพพลายเออร์ ตามแต่ละพื้นที่ตั้งที่อยู่ใกล้เคียงกัน หลังจากนั้นจะเตรียมตารางการเดินทาง อาทิเช่น รถจะต้องออกจากโตโยต้า กี่โมงต้องไปรับชิ้นส่วนที่ไหนบ้าง กี่โมง ซึ่งตารางนี้จะปรับเปลี่ยนทุกเดือนตามความเหมาะสมตามการผลิต ผลที่ได้รับคือสามารถลดจำนวนรถขนส่งจากจำนวนซัพพลายเออร์หลาย ๆ รายลงทำให้ลดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์และรักษาสิ่งแวดล้อม ในขณะที่โตโยต้าก็สามารถสั่งซื้อชิ้นส่วนในราคาลดลง เนื่องจากปกติแล้วราคาชิ้นส่วนได้รวมค่าขนส่งไปแล้ว ซึ่งระบบ Milk Run ทำให้ซัพพลายเออร์ไม่ต้องจัดเตรียมรถขนส่งชิ้นส่วนไปให้โตโยต้า     แต่ให้โตโยต้ามารับเอง ทำให้มีความคล่องตัวและสามารถแก้ปัญหาการจัดส่งชิ้นส่วนไม่ตรงเวลาของซัพพลายเออร์ได้
     ซึ่งปัจจุบันโตโยต้าได้ส่งเสริมกิจกรรมลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่บรรยากาศอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นในส่วนการผลิตและในหน่วยงานขนส่ง ซึ่งในส่วนของขนส่งนั้น มีการปรับเปลี่ยนเส้นทางขนส่งหลายเส้นทางให้สั้นลง เช่น การดำเนินการเปลี่ยนแปลงเส้นทางการขนส่งในพื้นที่ภาคอีสานเพื่อย่นระยะทางในการขนส่งไปได้ถึง 35,222 กิโลเมตรต่อเดือน  ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่บรรยากาศได้ถึง 27.8 ตันต่อเดือน
     ส่วนระบบขนส่งภายในประเทศ โตโยต้าได้พัฒนาระบบ Vehicles Logistics เป็นคลัสเตอร์ดีลิเวอรี่ กล่าวคือ เดิมใช้รถบรรทุก 1 คัน ขนรถยนต์ได้ 3 คันใหญ่ 6 คันเล็ก ปัจจุบันปรับจนสามารถใช้รถบรรทุก 1 คัน ขนรถยนต์  4 คันใหญ่ 8 คันเล็ก แต่ยังต่างจากประเทศญี่ปุ่นที่สามารถขนได้ถึง 12 คันเล็ก ซึ่งสามารถช่วยลดการใช้รถบรรทุกขนส่งสินค้า ก็เท่ากับเป็นการลดคาร์บอนไดออกไซด์และรักษาสิ่งแวดล้อมในระยะยาวไปพร้อมกัน โดยโตโยต้าได้พยายามถ่ายทอดเทคโนโลยีโลจิสติกส์ให้พันธมิตรกลุ่มซัพพลายเออร์และดีลเลอร์ เพื่อให้ทั้งระบบของโตโยต้าเดินไปในแนวทางเดียวกัน นอกจากนี้หลายบริษัทได้ทยอยนำรถบรรทุกที่มีอยู่เปลี่ยนมาใช้ก๊าซเอ็นจีวี การใช้เอ็นจีวีแทนน้ำมันจึงน่าจะเป็นคำตอบที่เหมาะสมที่ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมและหยัดต้นทุน
     บริษัทผู้ผลิตรถกระบะแห่งหนึ่งในประเทศไทย ได้นำระบบ Milk Run System โดยเป็นการบริหารการขนส่งสินค้าและชิ้นงานเองทั้งโรงงานที่สำโรง โรงงานที่จังหวัดระยอง บริษัทฯ ในเครือ รวมถึงการประยุกต์ใช้กับบริษัทผู้ผลิตรถยนต์และรถกระบะค่ายอเมริกัน ด้วย ทั้งนี้ทางบริษัทฯ ได้ตระหนังถึงการพัฒนาและปรับปรุงประสิทธิภาพในการทำงาน โดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม จึงเริ่มมีการบริหารการจัดส่งสินค้าและชิ้นงานกับซัพพลายเออร์จำนวน 200 ราย เพื่อประโยชน์ในการใช้พื้นที่ของรถขนส่งสินค้า โดยว่าจ้างบริษัทขนส่งเพื่อมารับผิดชอบในการรับสินค้าและชิ้นงานเข้ามายังโรงงานและมีแบ่งโซนในการบริหารงานดังนี้  ได้แก่ กลุ่มที่ 1 รับสินค้าและชิ้นงานจากซัพพลายเออร์ในจังหวัด อยุธยา ปทุมธานี สระบุรี   กลุ่มที่ 2 รับสินค้าและชิ้นงานจากซัพพลายเออร์ในนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร และ นิคมอุตสาหกรรมเวลล์โกร์ และกลุ่มที่ 3 รับชิ้นส่วนตัวถัง (Body Part) ในจังหวัดสมุทรปราการ
     ในการใช้ระบบ Milk Run นี้เองทำให้ บริษัทฯ สามารถจัดส่งสินค้าและชิ้นงานเข้าไปในสายการผลิตของบริษัทผู้ผลิตรถยนต์และรถกระบะค่ายอเมริกัน เนื่องจากปัจจุบันระบบการจัดส่งชิ้นงานของบริษัทผู้ผลิตรถยนต์และรถกระบะค่ายอเมริกันนั้นใช้วิธีจัดส่งชิ้นงานแบบ SIL (Supply in line sequence) หมายความว่า มีการจัดเรียงชิ้นส่วนที่จะป้อมเข้าสู่สายการผลิตให้ถูกต้องแม่นยำเพื่อให้กระบวนการประกอบรถยนต์เป็นไปตามรุ่นที่กำหนด ซึ่งมีความแตกต่างการผลิตแบบ Batch ที่กำหนดว่าจะผลิตรถยนต์แต่ละรุ่น เป็นต้นว่า จำนวน 30 คัน เป็นรถรุ่นเดียวกัน
     นอกจากนี้ ทางบริษัทฯ  ได้ใช้ระบบ Supply Kit ในสายการผลิต กล่าวคือ จะมีการจัดชุดชิ้นส่วนเพื่อรอการประกอบในแต่ละกระบวนการผลิต โดยชุดชิ้นส่วนดังกล่าวจะถูกจัดไว้ตั้งแต่ต้นทาง และชุดชิ้นส่วนจะไหลไปพร้อม  ๆ กับชิ้นส่วนที่ได้รับการประกอบแล้ว ทำให้พนักงานในสายการผลิตสามารถประหยัดเวลาในการหยิบชิ้นส่วนมาประกอบในแต่ละกระบวนการ เนื่องจากในการไปหยิบชิ้นส่วนมาประกอบบางครั้งต้องใช้รถขนาดเล็กวิ่งไปหยิบหรือลากชิ้นส่วนมาประกอบ ซึ่งทำให้เสียกำลังคนและเสียพลังงานทำให้เกิดมลพิษในสายการผลิต แต่จากการนำระบบ Supply Kit มาใช้ ทำให้บริษัทฯ มีสภาพแวดล้อมในสายการผลิตที่ดีเพื่อให้เป็นโรงงานที่เน้นในเรื่องของ Green Logistics นอกจากนี้ยังเป็นเครื่องมือในการตรวจสอบคุณภาพในการทำงานเบื้องต้นว่ามีการประกอบชิ้นงานผิดพลาด ณ จุด หรือตำแหน่งใดหรือไม่ โดยดูจากปริมาณชิ้นงานที่เหลืออยู่ กล่าวคือ ชิ้นงานยังเหลืออยู่ในแต่ละขั้นตอนการผลิต แสดงให้เห็นว่ามีปัญหาการประกอบชิ้นงานไม่ครบในลำดับการผลิตก่อนหน้า
     สิ่งที่ทางบริษัทฯ ปรับปรุงอยู่สม่ำเสมอนั่นก็คือ เรื่องการพัฒนาประสิทธิภาพของบรรจุภัณฑ์สำหรับบรรจุชิ้นงาน เนื่องจากบรรจุภัณฑ์เหล่านี้มีผลโดยตรงต่อปริมาณการขนส่ง เช่น การจัดส่งชิ้นงานไปต่างประเทศ เดิมเคยใช้บรรจุภัณฑ์แบบ A เปลี่ยนมาใช้บรรจุภัณฑ์แบบ B ส่งผลให้ลดจำนวนปริมาณการใช้ตู้คอนเทนเนอร์ 20 ฟุตลงจำนวน 1 ตู้ ทำให้ปริมาณเที่ยวรถในการขนตู้คอนเทนเนอร์เข้าและออกจากท่าเรือได้ คิดเป็นรายจ่ายที่ทางบริษัทสามารถประหยัดได้ถึง 10 % ต่อปี
    จากการสัมภาษณ์ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านโลจิสติกส์ ของบริษัทผู้ผลิตรถกระบะแห่งหนึ่งในประเทศไทย  ได้ให้แนวคิดในเรื่องการสนับสนุนด้านการบริหารงานแบบ Green Logistics ที่ทุกองค์กรควรมองถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญเพื่อสร้างความสามารถทางการแข่งขันในระดับกลยุทธ์ของบริษัทฯ  อย่างไรก็ตามกิจกรรมที่เห็นอย่างเด่นชัดที่บริษัทฯ ดำเนินการเพื่อคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม นั่นก็คือ การนำระบบ Milk Run System มาประยุกต์ใช้ในโรงงานนั้น แน่นอนว่า ประโยชน์ที่ได้รับก็คือ เป็นโอกาสในการตอบสนองความต้องการจากกระแสสังคมภายนอก เพิ่มศักยภาพทางการแข่งขันกับต่างประเทศ รวมถึงสามารถประหยัดต้นทุนการสั่งซื้อชิ้นงานต่อชิ้นลดลง (ปกติแล้วซัพพลายเออร์ได้บวกราคาค่าขนส่งเข้าไปในราคาชิ้นงานอยู่แล้ว) นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างทางบริษัทฯ ซัพพลายเออร์ และบริษัทรถขนส่ง  นั่นก็คือ บางครั้งซัพพลายเออร์อาจมีการว่าจ้างบริษัทรับขนส่งไปส่งสินค้าและชิ้นงานให้ลูกค้ารายอื่นได้ด้วย เพราะมีความสัมพันธ์ที่คุ้นเคยและแน่นแฟ้นกันอยู่แล้ว
     อย่างไรก็ตามการประยุกต์ใช้ Milk Run System ในบริษัทฯ นั้น ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ซึ่งสามารถสรุปปัญหาได้ดังนี้
        1) ความพร้อมของซัพพลายเออร์แต่ละรายไม่เท่ากัน ทำให้บางบริษัทยังต้องใช้วิธีการขนส่งแบบเดิม นั่นก็คือ ขนส่งมาจากโรงงานซัพพลายเออร์ มายังบริษัทฯ
        2) ชิ้นงานบางชนิด ไม่สามารถใช้ระบบ Milk Run หรือ JIT ได้เนื่องจากสภาพของชิ้นงานเอง เช่น
            2.1) ชิ้นงานที่เป็นส่วนประกอบของเครื่องยนต์ ได้แก่ เสื้อสูบ(Cylinder Box) ซึ่งปกติแล้วจะต้องบรรจุด้วย ลูกสูบ (Piston) ถึงแม้จะมีการผลิตที่ออกจะได้มาตรฐานแล้ว แต่ก็ยังมีค่าผิดพลาดอยู่ ทำให้ ลูกสูบ ไม่สามารถถูกบรรจุใส่ในเสื้อสูบได้พอดี ดังนั้น ถ้ามีการส่งชิ้นงานแบบ JIT หรือระบบ Milk Run อาจทำให้เกิดปัญหาดังกล่าว ดังนั้น ทางบริษัทจึงมีความจำเป็นต้องมีการสั่งมาเป็นสินค้าคงคลังไว้ เพื่อเวลาประกอบเสื้อสูบ และลูกสูบจะได้ไม่มีปัญหา เพราะจะมีการคัดขนาดของเสื้อสูบ และลูกสูบให้เหมาะสมกันในแต่ละกระบวนการผลิต
            2.2) ลักษณะชิ้นงานที่มีความเสี่ยงสูง ถ้าต้องใช้ระบบ Milk Run เช่น กระจก  ก่อให้เกิดปัญหาด้านคุณภาพมาก เนื่องจากเมื่อกระจกออกจากโรงงานซัพพลายเออร์แล้ว มีการเช็คคุณภาพ 100% แต่ชิ้นงานกลับมีรอยในระหว่างการขนส่งมากับชิ้นงานตัวอื่น ทำให้เมื่อมาถึงโรงงานทำให้กระจกเป็นริ้วรอยเนื่องจากต้องใช้เทคนิคพิเศษในการดูแลชิ้นงานที่เป็นกระจก ทำให้บริษัทประสบปัญหาเรื่องการส่งชิ้นงานเข้าสายการผลิตไม่ทัน เพราะต้องรอกระจกรอบใหม่มา ดังนั้น เพื่อตัดปัญหาดังกล่าวจึงให้ซัพพลายเออร์ รับผิดชอบด้านการจัดส่ง และคุณภาพเพื่อให้มาถึงบริษัทฯ ได้ทันเวลาตามที่ตกลงไว้
            2.3) ลักษณะชิ้นงานที่เป็นชิ้นงานที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย (Part Safety) ได้แก่ ถุงลมนิรภัย (Air bag) เฟือง (Gear)  ซึ่งในการจัดส่งต้องให้ผู้ชำนาญและดูแลเป็นพิเศษเป็นผู้จัดการ ซึ่งก็คือซัพพลายเออร์เอง เพราะเนื่องจากเป็นชิ้นงานที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของผู้โดยสารเพราะฉะนั้น เรื่องคุณภาพจะต้องได้รับการรับรองจากซัพพลายเออร์ 100% ก่อนที่จะมาเข้ากระบวนการผลิตของบริษัทฯ
      3) การกระจายตัวของซัพพลายเออร์ เนื่องจากในประเทศญี่ปุ่น ระบบ Milk Run ใช้ได้เต็มประสิทธิภาพนั้น ก็เนื่องจากว่า ซัพพลายเออร์ที่ส่งชิ้นงานในกับโรงงานนั้น มีสถานที่ตั้งอยู่ใกล้เคียงกัน หรือมักจะอยู่ในนิคมเดียวกัน แต่การประยุกต์ใช้ในเมืองไทยนั้นไม่สามารถบริหารเต็มประสิทธิภาพได้ เนื่องจากระยะทางจากซัพพลายเออร์รายนึง ไปยังซัพพลายเออร์อีกรายนั้น มีระยะทางไกล ทำให้ในระหว่างวันรถขนส่งบางเส้นทางใช้เวลาวิ่งโดยไม่มีการรับชิ้นงานจากพลายเออร์เป็นเวลานานซึ่งทำให้การใช้ประโยชน์ของรถขนส่งได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ดังแสดงไว้ในภาพที่ 3 ซึ่งแสดงให้เห็นว่า รถขนส่งของบริษัทส่วนใหญ่เสียเวลาไปกับการเดินทางจากซัพพลายเออร์รายหนึ่งไปยังซัพพลายเออร์ในรายถัดไป รวมถึงระยะเวลาเดินทางจากจุดที่จอดรถของ Milk Run มายังโรงงานนั้นใช้เวลาถึง 20 ชั่วโมง 45 นาที ในขณะที่เวลารับ-ส่งชิ้นงานจริง ๆ นั้นเพียง 3 ชั่วโมง 15 นาที  แสดงให้เห็นว่าบริษัทสูญเสียประโยชน์ด้านเวลาไปมากนั่นเอง


ภาพที่ 3 : ตารางเวลาการวิ่งรับสินค้าและชิ้นงาน ในระบบ Milk Run ของรถขนส่งจากบริษัทกรณีศึกษา

บทสรุป
    จากที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ผู้เขียนได้กล่าวถึงแรงกดดันทางสภาพสังคมในปัจจุบันที่เปลี่ยนไป เนื่องจากธุรกิจไม่สามารถมุ่งเน้นในด้านการทำกำไรให้กับองค์กรแต่เพียงอย่างเดียว แต่สังคมเน้นในด้านการรักษาสิ่งแวดล้อมเพื่อการแข่งขันอย่างยั่งยืน จึงทำให้ธุรกิจต่าง  ๆ รวมถึงเหตุผลต่าง ๆ ที่ทำให้ธุรกิจต่าง ๆ ต้องปรับตัว ไม้เว้นแม้แต่อุตสาหกรรมยานยนต์ ที่ได้มุ่งเน้นกระบวนการบริหารแบบ Green Logistics อย่างต่อเนื่องมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงประสิทธิภาพในการจัดรับและส่งชิ้นงาน หรือสินค้าจากซัพพลายเออร์ โรงงานผู้ผลิต รวมถึงลูกค้า  ดังนั้นในบทความนี้จึงเน้นในด้านกิจกรรม Green Logistics ในเชิงการจัดการการขนส่งสินค้าและวัสดุ รวมถึงมีการกล่าวถึงตัวอย่างกิจกรรมที่อุตสาหกรรมยานยนต์ปฏิบัติอยู่ เพื่อให้ผู้อ่านได้เข้าใจคำว่า Green Logistics มากขึ้น และผู้เขียนหวังว่าบทความนี้น่าจะก่อให้เกิดประโยชน์กับผู้อ่านในการนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป
 
บรรณานุกรม
   [1] ผู้เชี่ยวชาญทางด้านโลจิสติกส์ ของบริษัทผู้ผลิตรถกระบะแห่งหนึ่งในประเทศไทย.  2552.  สัมภาษณ์, 12  มิถุนายน 2552 
   [2] “กรีนโลจิสติกส์ "ค่ายรถ-SCG" ลดต้นทุนขนส่ง.” [ออนไลน์].   เข้าถึงได้จาก http://www.ildlogistics.com/news_detail.asp?nID=187.  สืบค้น 10 มิถุนายน 2552.
   [3] “รายงานการพัฒนาเพื่อความยั่งยืน 2551  บริษัทโตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด.” [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : http://www.toyota.co.th/environment/th/a_home.asp., 27-28, 43.  สืบค้น 9 มิถุนายน 2552. 
   [4] สิทธิชัย  ฝรั่งทอง, วิทยาลัยเซาธ์อีสท์บางกอก. “Green Logistics มิติใหม่แห่งการจัดการโลจิสติกส์.” [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : http://www.thailogistics.in.th/V157/index.php/a/69-greenlogis.html. สืบค้น 20 มิถุนายน  2552.
   [5] เศรษฐ์สัณห์ อมรบวรชัย.  “สถิติอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน.”    [ออนไลน์].   เข้าถึงได้จาก : http://www.fti.or.th/2008/thai/ftitechnicalsubdetail.aspx?id=10.  สืบค้น 5 มิถุนายน 2552.


เอกสารเผยแพร่โดย http://www.logisticscorner.com


จำนวนผู้ชม 30422 ครั้ง

  กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบก่อนเขียนข้อความเสนอแนะความคิดเห็นของท่าน(Comments) หรือให้คะแนนความนิยม (Rating) ของข่าวและบทความ