พุธ, 29 มี.ค. 2017
 
 

Resources

Login Form



Who's Online

เรามี 150 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
Supply Chain Management Issues in Book Publishing (1)
User Rating: / 5
แย่ดีที่สุด 
วันจันทร์ที่ 26 เมษายน 2010 เวลา 21:13 น.
smaller text tool iconmedium text tool iconlarger text tool icon

โดย ดร.วิทยา สุหฤทดำรง
ผู้อำนวยการสถาบันวิทยาการโซ่อุปทาน
มหาวิทยาลัยศรีปทุม อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน

โซ่อุปทานของสิ่งพิมพ์ขาดประสิทธิภาพ เพราะขาดการรับรู้ข้อมูล (Visibility) และสถานะของการจัดเก็บ
      ผมอยู่ในธุรกิจหนังสือ เป็นทั้งผู้เขียน ผู้แปล บรรณาธิการ และเจ้าของสำนักพิมพ์ ผมได้เห็นสมรรถนะเชิงลอจิสติกส์และโซ่อุปทานของธุรกิจนี้จากประสบการณ์ตรง มีโอกาสนำความรู้เรื่องโลจิสติกส์และโซ่อุปทานไปแบ่งปันให้เพื่อนๆ สำนักพิมพ์ ผู้จัดจำหน่าย และร้านหนังสือหลายครั้ง...ยังไม่เกิดผลครับ แต่ก็กำลังพยายามต่อไป เนื่องจากเรื่องโลจิสติกส์และโซ่อุปทานเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง องค์กรใดองค์กรหนึ่งเดี่ยวๆ (และเล็กๆ อย่างสำนักพิมพ์ของผม) มิอาจแก้ปัญหาได้ด้วยตนเอง อย่างเก่ง ก็ทำได้แบบเป็นจุดๆ เฉพาะส่วน (Sub-optimized) 
      ธุรกิจหนังสือเทียบเคียงได้กับธุรกิจค้าปลีก (Retail) แต่มีคุณลักษณะของสินค้าที่แตกต่างออกไป กล่าวคือ จะไม่มีการซื้อหนังสือเล่มเดิมซ้ำโดยลูกค้าคนสุดท้ายในขณะที่สินค้าอุปโภคบริโภคทั้งหลายจะมีการบริโภคซ้ำเสมอ อย่างน้อยก็ภายในวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ (Product Life Cycle) นั้นๆ สำนักพิมพ์ในฐานะผู้ผลิต ต้องมีหนังสือใหม่ออกมาสู่ตลาดเสมอเพื่อคงรักษาระดับยอดขายและสร้างการเติบโต ทำให้มีจำนวนรายการชื่อเรื่องหนังสือ (Item/SKU) เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วมาก ในปี 2551 ในประเทศไทยมีหนังสือออกใหม่เฉลี่ย 36.6 ชื่อเรื่องต่อวัน หรือ 13,000 ชื่อเรื่องต่อปี เมื่อเทียบกับขนาดของร้านหนังสือทั่วไปที่สามารถบรรจุหนังสือได้ราวๆ 10,000 เล่มเท่านั้น เป็นที่ชัดเจนว่าพื้นที่วางในร้านหนังสือไม่เพียงพอ หน้าร้านจึงจำเป็นต้องขายหนังสือที่ขายเร็ว โดยเป็นไปได้ว่าอายุของหนังสือมีเพียง 2 สัปดาห์แรกของการวางขายเท่านั้น
      วัฏจักรชีวิตของหนังสือแต่ละประเภทนั้นไม่เท่ากัน ยากที่จะระบุได้ชัดเจนว่าหนังสือชื่อเรื่องใดจะมีระยะเวลาอยู่ในตลาดนานเท่าใด ขึ้นอยู่กับลักษณะเนื้อหาของหนังสือชื่อเรื่องนั้นๆ (เช่น หนังสือท่องเที่ยว หนังสือสารคดี และหนังสือธรรมะส่วนใหญ่ จะมีวัฏจักรชีวิตที่ยาวกว่าหนังสือที่อยู่ในกระแส เช่น หนังสือการเมือง) ผู้แต่งหนังสือ (เช่นหนังสือที่ประพันธ์โดยผู้เขียนที่มีชื่อเสียง จะมีวัฏจักรชีวิตที่ยาวกว่าหนังสือที่ผู้เขียนไม่เป็นที่รู้จัก) หนังสือที่ได้รับรางวัลหรือหนังสือที่ได้รับการทำการตลาดอย่างมาก ก็จะมีวัฏจักรชีวิตที่แตกต่างกันไป ยังไม่รวมถึงปัจจัยอื่นๆ อีกมาก  ทำให้ทั้งการพยากรณ์ความต้องการรายชื่อเรื่องและการคำนวณการจุดเติมสินค้าซ้ำ (Reorder Point) ทำได้ยาก อีกทั้งระยะเวลาจากนำส่งสู่ตลาด (Time-to-market) สำหรับหนังสือบางประเภทจึงมีความสำคัญขั้นวิกฤต
      ผลที่พบเห็นในอุตสาหกรรมหนังสือไทยไม่ได้แตกต่างจากต่างประเทศซึ่งผมได้ค้นคว้าหาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตเลย (เพียงแต่ว่าในไทยไม่มีตัวเลขที่ศึกษาอย่างเป็นทางการเท่านั้น) กล่าวคือ มีระดับสินค้าคงคลังสูงมาก เฉลี่ยอยู่ที่ 60 สัปดาห์ (UK, 1998) 43 สัปดาห์ (USA, 2001) มีอัตราการคืน (Return Rate) ที่ประมาณ 40 % ซึ่งเป็นเรื่องปกติของอุตสาหกรรมหนังสือ (USA, 2001) ระดับสินค้าคงคลังที่มากเกินไปเป็นผลให้มีต้นทุนในการดำเนินงานมาก หนังสือล้าสมัย มีการชำรุด เสื่อมค่า โซ่อุปทานของหนังสือและสิ่งพิมพ์ขาดประสิทธิภาพ อันเนื่องมาจากขาดความสามารถเห็นและรับรู้ข้อมูล (Visibility) ของอุปสงค์ และสถานะของการจัดเก็บแบบวันต่อวัน
      ประเด็นปัญหาและความท้าทายดังกล่าวข้างต้น ล้วนเป็นประเด็นหลักๆ ของการจัดการโซ่อุปทาน (Supply Chain Management) และสาเหตุที่ทำให้ไม่สามารถจัดการได้อย่างมีประสิทธิผล ก็เนื่องจากองค์กรต่างๆ ในโซ่อุปทานหนังสือ ล้วนไม่ได้มองว่าลูกค้าของพวกเขา คือ คนๆ เดียวกัน นั่นคือ ผู้อ่าน (End-user) ความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรในโซ่อุปทานที่มีความสัมพันธ์เชิงปรปักษ์ ขาดความไว้วางใจ เชื่อใจ และเคารพในความเห็น ไม่ได้แบ่งปันข้อมูลระหว่างกัน ไม่มีการวางแผนร่วมกัน ไม่มีการประสานงานระหว่างระบบงาน แต่กลับต่างคนต่างทำ ซึ่งก่อให้เกิดความไม่มีประสิทธิผลและประสิทธิภาพในโซ่อุปทาน
      บางตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนจากเงื่อนไขการค้าและข้อปฏิบัติในการทำธุรกรรมของร้านหนังสือและผู้จัดจำหน่ายในไทยก็คือ เงื่อนไขการค้าและข้อปฏิบัติต่างๆ ที่ไม่มีมาตรฐานและมีขั้นตอนซับซ้อนเยิ่นเยื้อ และยังคงทำด้วยมือ (Manual) หรือต้องบันทึกข้อมูลซ้ำ และแทบไม่มีการใช้เทคโนโลยีในการส่งต่อหรือแบ่งปันข้อมูลระหว่างกัน (EDI) การรายงานยอดการขายมีวัตถุประสงค์เพื่อการชำระเงินตามเงื่อนไขการค้า มิใช่เพื่อวางแผนการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน ที่สำคัญคือ การที่เงื่อนไขการค้าส่วนใหญ่เป็นการฝากขาย (Consignment) การแจ้งยอดขายยิ่งล่าช้า หมายถึงการชำระเงินค่าหนังสือล่าช้าด้วย เป็นประโยชน์แก่ผู้ขายซึ่งได้รับเงินสดไปหมุนเวียน เหล่านี้เป็นประเด็นที่ทำให้ไม่สามารถวางแผนได้อย่างมีประสิทธิผล เกิดปรากฏการณ์แส้ม้า (Bullwhip Effect) มีสินค้าคืนและระดับสินค้าคงคลังสูง
      แล้วเราจะทำอย่างไรให้ความสัมพันธ์ระหว่างหุ้นส่วนการค้าในโซ่อุปทานนั้นเปิดเผยแก่กันมากขึ้นจะเริ่มอย่างไรเพื่อแบ่งปันความรับผิดชอบในความมี (หรือไร้) ประสิทธิภาพของโซ่อุปทาน จะแบ่งปันต้นทุนและผลประโยชน์ต่างๆ กันอย่างไร จะแบ่งปันข้อมูลสารสนเทศ หรือแม้กระทั่ง ขายข้อมูลสารสนเทศระหว่างกันอย่างไร จะเปิดเผยว่าขณะนี้สินค้าคงคลังอยู่ที่จุดใดบ้าง อัตราหมุนเวียนของสินค้าคงคลังเป็นอย่างไร และค่าใช้จ่ายในการบริการต่างๆ ระหว่างหุ้นส่วนต่างๆ ในโซ่อุปทานเป็นอย่างไร ได้อย่างไร และผมก็ได้เห็นจากการค้นคว้าหาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตเช่นกันว่า บรรดาประเทศต่างๆ ที่ประสบปัญหาในธุรกิจหนังสือเช่นเดียวกับไทยนั้น ล้วนเริ่มด้วยความต้องการแก้ไขปัญหาจากบรรดาหุ้นส่วนในโซ่อุปทาน และพยายามค้นคว้าวิจัยอย่างเป็นทางการ ผ่านการสนับสนุนจากภาครัฐบ้าง จากสมาคมเอกชนบ้าง เพื่อให้ได้ทางออกในภาพใหญ่อย่างเป็นทางการและได้รับการยอมรับจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหลาย และผลจากการศึกษาวิจัยของบรรดาต่างประเทศ (เช่น แคนาดา สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย อเมริกา แอฟริกาใต้ ฯลฯ) ก็สรุปออกมาในแนวทางที่คล้ายคลึงกัน คือ
         • มีโครงการริเริ่ม (Initiatives) ซึ่งอยู่บนพื้นฐานของการเป็น “หุ้นส่วน” (Partner) และ “การทำงานร่วมกัน” (Collaboration) ในโซ่อุปทาน
         • ทดแทนสินค้าคงคลัง ด้วยข้อมูลสารสนเทศ (Replace Inventory with Information)
         • สร้างประสิทธิภาพจากการทำให้เป็นมาตรฐาน ทั้งมาตรฐานการส่งข้อมูล มาตรฐานกระบวนการ มาตรฐานการทำกิจกรรมต่างๆ (Gain Efficiency through Standardization) และ
         • ใช้เทคโนโลยีเป็นตัวช่วย (Use Technology as an Enabler) จากนั้น พวกเขาก็ร่วมมือร่วมใจกันพัฒนาปรับปรุง โดยการจัดตั้งหน่วยงานกลางขึ้นมา และมีโครงการริเริ่มเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพของโซ่อุปทานหนังสือ อาทิ
         • ในสหราชอาณาจักร มีการจัดตั้ง BIC – Book Industry Communication (www.bic.org.uk) โดยสมาคมสำนักพิมพ์ สมาคมผู้จำหน่ายหนังสือ สมาคมห้องสมุดของสหราชอาณาจักร เพื่อสร้างโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมหนังสือที่มีประสิทธิภาพ
         • ในสหรัฐอเมริกา มีการจัดตั้ง BISG – Book Industry Study Group (www.bisg.org) ซึ่งเป็นสมาคมการค้าหนังสือแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกาที่ตั้งขึ้นเพื่อเป็นตัวกลางในการจัดทำมาตรฐานโซ่อุปทาน งานวิจัย และข้อปฏิบัติที่ดีที่สุด (Best Practices) สำหรับอุตสาหกรรมหนังสือ • ในแคนาดามีการจัดตั้ง BNC – BookNet Canada (www.booknetcanada.ca) ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร สนับสนุนโดยกระทรวงวัฒนธรรม ผ่านทาง The Book Publishing Industry Development Program (BPIDP) เพื่อผลักดันนวัตกรรมเทคโนโลยีแก่สำนักพิมพ์ ผู้กระจายสินค้า และผู้จำหน่ายหนังสือในประเทศแคนาดา
     ต่างประเทศที่เขาประสบปัญหาเช่นเดียวกับเรา เขาทำกันเช่นที่กล่าวไปครับ และในประเทศไทยจะทำได้อย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับว่าบรรดาองค์กรในโซ่อุปทานหนังสือจะมีวุฒิภาวะและเริ่มตระหนักกันในเรื่องโซ่อุปทานหรือยัง ในตอนต้นที่ผมได้เกริ่นไว้ว่า ความพยายามในการปรับปรุงโซ่อุปทานหนังสือของไทยของผมยังไม่เกิดผลที่เด่นชัดนัก และกำลังพยายามต่อไปอยู่นั้น ผมหมายถึงความพยายามในขั้นพื้นฐานที่ทำให้บรรดาองค์กรในโซ่อุปทานหนังสือตระหนักว่า ต้นทุนและความไม่มีประสิทธิภาพที่เกิดขึ้นในโซ่อุปทาน เป็นความสูญเสียของโซ่ทั้งสาย ความตระหนักในความสำคัญของโซ่อุปทานเป็นเรื่องสำคัญในการแก้ปัญหาในระดับอุตสาหกรรมเช่นนี้ ผู้ดำเนินธุรกิจในอุตสาหกรรมเหล่านี้ไม่เคยรู้หรือเข้าใจว่าการจัดการลอจิสติกส์และโซ่อุปทานคืออะไร และสำคัญอย่างไร ทั้งๆ ที่ปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่ทุกวันนี้เกิดจากการจัดการลอจิสติกส์และโซ่อุปทานอย่างไม่ถูกต้อง ความเข้าใจในปัญหาเชิงลอจิสติกส์และโซ่อุปทานจะเป็นแนวทางพื้นฐานที่สำคัญในการแก้ปัญหามากกว่าการนำเครื่องมือทางด้านเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาใช้


ที่มา http://www.logisticsdigest.com 26 เม.ย. 53

http://www.logisticsdigest.com/article/opinion/item/4140-supply-chain-management.html


จำนวนผู้ชม 8265 ครั้ง

  กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบก่อนเขียนข้อความเสนอแนะความคิดเห็นของท่าน(Comments) หรือให้คะแนนความนิยม (Rating) ของข่าวและบทความ