ศุกร์, 28 เม.ย. 2017
 
 

Resources

Login Form



Who's Online

เรามี 485 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
การหาปริมาณการสั่งซื้อแบบประหยัดสำหรับสินค้าคงคลังวัตถุดิบ กรณีศึกษา : บริษัทผู้ผลิตกระจกนิรภัย
User Rating: / 1
แย่ดีที่สุด 
วันศุกร์ที่ 23 เมษายน 2010 เวลา 22:14 น.
smaller text tool iconmedium text tool iconlarger text tool icon

Economic Order Quantity Determination for Raw Material : A Case Study of Safety Glass Manufacturer

โดย ฐิติมา  ศิริพันธุ์
บัณฑิตวิทยาลัยการจัดการและนวัตกรรม
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

      การแข่งขันทางธุรกิจในยุคโลกาภิวัฒน์เป็นไปอย่างรุนแรง ผู้บริโภคมีความต้องการที่หลากหลายและซับซ้อนมากขึ้น หากผู้ประกอบการมีมุมมองที่เน้นในเรื่องการขายสินค้าเพียงอย่างเดียวย่อมไม่เพียงพออีกต่อไป ดังนั้นการเร่งปรับตัวเพื่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจควรจะมุ่งเน้นในเรื่องการพัฒนาการจัดการด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชนเพื่อให้เกิดความได้เปรียบในการแข่งขันแบบยั่งยืน การจัดการโลจิสติกส์นั้นจะช่วยเพิ่มความสามารถขององค์กรได้อย่างไรนั้น ในบทความนี้จะนำเสนอประโยชน์ของการจัดการโลจิสติกส์ในประเด็นการลดต้นทุนการจัดการสินค้าคงคลังโดยใช้การหาปริมาณการสั่งซื้อที่ประหยัด (Economic Order Quantity, EOQ) ซึ่งผู้เขียนจะนำกรณีศึกษาจริงมาอ้างอิง และนำเสนอแนวทางผลลัพธ์ในการลดต้นทุนที่คาดว่าได้รับในบทความนี้ด้วย
      บริษัทกรณีศึกษาเป็นผู้ผลิตกระจกนิรภัยและกระจกชนิดพิเศษจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ โดยมีกลยุทธ์ที่เน้นทางด้านคุณภาพของผลิตภัณฑ์เป็นหลัก ทำให้วัตถุดิบที่เลือกใช้นั้นมีคุณภาพสูง บางชนิดต้องทำการซื้อจากต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศทางแถบยุโรป และสหรัฐอเมริกา ด้วยปัจจัยทางด้านคุณภาพของวัตถุดิบทำให้มีต้นทุนราคาวัตถุดิบที่สูง อีกทั้งปัจจัยในเรื่องแหล่งซื้อทำให้มีระยะเวลารอคอยวัตถุดิบที่ค่อนข้างยาวนานเพราะต้องขนส่งทางเรือ ปัญหาที่พบในปัจจุบันของบริษัทกรณีศึกษาคือมีปริมาณการการถือครองวัตถุดิบหลักที่สูงมากเกินความจำเป็น จึงได้ทดลองทำการศึกษาการจัดการสินค้าคงคลังของสารโพลีซัลไฟด์ ซึ่งเป็นวัตถุดิบในการผลิตกระจกฉนวนและกำลังประสบปัญหานี้อยู่ นอกจากนั้นวัตถุดิบสารเคมีชนิดนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งเพราะเมื่อทำการจัดอันดับมูลค่าการซื้อวัตถุดิบทั้งหมดของส่วนตลาดประเภทอุตสาหกรรมแล้วปรากฎว่ามีสัดส่วนค่าใช้จ่ายการซื้อที่สูงเป็นอันดับที่ 1 ดังพายกราฟแสดงสัดส่วนค่าใช้จ่ายดังนี้

      ก่อนอื่นได้ทำการสำรวจความเคลื่อนไหวของสต๊อกดังกล่าวตั้งแต่เดือน ม.ค.- ก.ย. 2552 หรือข้อมูลย้อนหลัง 9 เดือน โดยสามารถพล็อตกราฟได้ดังนี้

 
      จากกราฟเห็นได้ว่ามีการเติมเต็มสต๊อกในครั้งละจำนวนมากและมีการสั่งซื้อวัตถุดิบซ้ำในขณะที่ยังมีระดับปริมาณการถือครองที่สูงอีกด้วย จากการที่มีปริมาณสต๊อกสารเคมีที่ล้นมือคาดว่าเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดต้นทุนในการจัดการสินค้าคงคลังที่สูงตามไปด้วย
      จากการวิเคราะห์การสั่งซื้อวัตถุดิบคงคลังพบว่าสาเหตุคือการขาดระเบียบในการจัดซื้อในปริมาณที่เหมาะสมเพราะที่ผ่านมาพนักงานที่ทำการจัดซื้อจะสั่งซื้อในปริมาณที่เต็มตู้คอนเทนเนอร์เพื่อให้คุ้มค่าในการขนส่งต่อเที่ยว แม้ว่าปริมาณความต้องการจริงจะไม่ได้มีมากเท่าการซื้อครั้งละเต็มตู้คอนเทนเนอร์ก็ตาม  ทำให้เกิดการถือครองสินค้าสูงขึ้นอย่างมาก ผู้เขียนได้นำเสนอวิธีการหาปริมาณการสั่งซื้อที่ประหยัด (Economic Order Quantity, EOQ)มาทดลองในการแก้ไขปัญหาการสั่งซื้อของบริษัทกรณีศึกษา ซึ่งวิธีดังกล่าวนี้มีความเหมาะสมกับลักษณะของวัตถุดิบที่ทำการศึกษาอยู่นี้จากการทดสอบคุณสมบัติของข้อมูล ในแง่ของระดับความแปรปรวนของความต้องการที่มีความคงที่ จากนั้นได้ทำการคำนวณหาต้นทุนรวมของวัตถุดิบคงคลังที่ได้ทำการศึกษา เพื่อจะนำมาเป็นตัววัดประสิทธิภาพเพื่อเปรียบเทียบต้นทุนก่อนและภายหลังการใช้ปริมาณการสั่งซื้อที่ประหยัดในการแก้ปัญหา ต้นทุนนั้นมีอยู่ด้วยกัน 3 ประการ ได้แก่
          1. ต้นทุนในการเก็บรักษา ได้แก่ ค่าแรงงานของพนักงานที่รับผิดชอบ ค่าสาธารณูปโภค ค่าเบี้ยประกันภัย ค่าบำรุงรักษาพื้นที่จัดเก็บ และต้นทุนค่าเสียโอกาสของเงินลงทุน ซึ่งต้นทุนในการถือครองเหล่านี้ต้องนำมาคำนวณเป็นอัตราของค่าใช้จ่ายการจัดเก็บ บาท/หน่วย/วัน
          2. ต้นทุนในการสั่งซื้อได้แก่ ค่าแรงงานของพนักงานจัดซื้อ ค่าใช้จ่ายอินเตอร์เนตและค่าโทรศัพท์ที่ใช้ในการติดต่อประสานงานกับผู้ขาย เมื่อคำนวณแล้วค่าใช้จ่ายส่วนนี้จะเป็นค่าใช้จ่ายคงที่ โดยไม่ได้จำกัดปริมาณในการสั่งซื้อในแต่ละครั้ง เมื่อคำนวณออกมาแล้วจะเป็นอัตราค่าใช้จ่ายการสั่งซื้อ บาท/ครั้ง
          3. ต้นทุนเนื่องจากสินค้าขาดแคลน ค่าใช้จ่ายส่วนนี้จะคำนวณได้จากปริมาณหน่วยของสินค้าสำเร็จรูปที่คาดว่าจะสามารถผลิตได้จากการใช้วัตถุดิบใน 1 ถัง และนำกำไรต่อหน่วยของสินค้าสำเร็จรูปที่คาดว่าจะได้รับมาคำนวณร่วมกัน ค่าใช้จ่ายที่ได้จะเป็นต้นทุนที่เกิดจากการขาดแคลนวัตถุดิบทำให้เสียโอกาสในการขายสินค้า คำนวณออกมาเป็นอัตรา บาท/หน่วย/วัน
     ทางด้านเงื่อนไขในการสั่งซื้อวัตถุดิบประเภทนี้ต้องทำการสั่งซื้อจากประเทศเยอรมันนีซึ่งขนส่งโดยเรือ มีระยะเวลารอคอยหลังการออกใบสั่งซื้อจำนวน 90 วัน ผู้ขายมีเงื่อนไขให้ส่วนลดตามปริมาณ (Quantity Discount) ในกรณีนี้เป็นการให้ส่วนลดราคาแบบลดทุกหน่วย       (All Units Discount) นั่นคือผู้ขายจะกำหนดปริมาณการขายขึ้นมาเพื่อใช้เป็นเกณฑ์ของราคาขายในระดับต่างๆ
     ในกรณีศึกษานี้ได้ทำการคำนวณหาค่าปริมาณการสั่งซื้อที่เหมาะสมแบบทั่วไปได้คำตอบปริมาณการสั่งซื้อที่เหมาะสม (Q) เท่ากับสั่งซื้อครั้งละ20 ถัง และจากการคำนวณตามเงื่อนไขการได้รับส่วนลดทุกหน่วยคือปริมาณการสั่งซื้อ (Q) ครั้งละ 18 ถัง จากนั้นทำการคำนวณจุดสั่งซื้อใหม่ (ROP) โดยกำหนดให้มีระดับการให้บริการที่ 95%พบว่าจุดสั่งซื้อใหม่อยู่ที่ 26 ถัง นอกจากนั้นในกรณีศึกษานี้ได้มีการกำหนดกลไกการสั่งซื้อที่มีความซับซ้อนขึ้น โดยจะทำการสั่งซื้อเมื่อพิจารณาว่าขณะนั้นมีปริมาณสต๊อกที่ถือครองจริงที่เมื่อบวกกับปริมาณวัตถุดิบที่สั่งซื้อไปแล้ว (แต่ยังไม่ได้รับ) มีจำนวนรวมกันแล้วต่ำกว่าจุด ROP ค่อยทำการสั่งซื้อ แต่ถ้ารวมกันแล้วยังมีระดับที่สูงกว่าระดับ ROP ก็ยังไม่ต้องสั่งซื้อ
     จากนั้นนำค่าที่คำนวณได้มาทดสอบต้นทุนการจัดการสินค้าคงคลัง 3 ประการ ดังที่กล่าวไว้แล้วข้างต้น โดยทดสอบด้วยโปรแกรม MS Excel เพื่อดูแนวโน้มของประสิทธิภาพในการลดต้นทุน เริ่มจากการนำข้อมูลการดำเนินงานที่ผ่านมาจริงมาทำการทดสอบต้นทุนรวม ซึ่งจะนำข้อมูลความต้องการจริงรวมทั้งความเคลื่อนไหวการ  เบิก-รับวัตถุดิบในช่วงระยะเวลาเดียวกันมาทำการคำนวณข้อมูลความต้องการนี้จะถูกนำมาทดสอบการหาค่าปริมาณการซื้อที่ประหยัดด้วยเช่นกัน หลังจากที่ได้ทำการทดสอบด้วยโปรแกรม MS-Excel พบว่าต้นทุนส่วนใหญ่ที่บริษัทกรณีศึกษาต้องเสียไปคือต้นทุนการถือครองสินค้า จากนั้นผลการทดสอบต้นทุนจะนำมาเพื่อเปรียบเทียบค่า Q  ที่ดีที่สุดพบว่าการกำหนดค่า Q = 18 จะทำให้เกิดต้นทุนรวมที่ต่ำที่สุดโดยสามารถลดต้นทุนได้มากกว่าการสั่งซื้อในรูปแบบการทำงานเดิม (Q = 44)  ถึง 33.51%
     แสดงกราฟ Q = 18 , ROP = 26


 
      ในขณะที่การกำหนดค่า Q = 20 สามารถลดต้นทุนได้ลดต่ำลง 33.35%
      แสดงกราฟ Q = 20 , ROP = 26

 

      อย่างไรก็ตามผู้เขียนได้ทำการทดลองเพิ่มเติมโดยการกำหนดรูปแบบของ Q และ ROP ที่เพิ่มขึ้นและลดลง 10% และ 20% หลังจากที่ทำการทดสอบปรากฎว่าในรูปแบบที่กำหนดปรับค่า Q เพิ่มขึ้น 20% หรือ Q =  23, ROP = 26 แสดงต้นทุนที่ลดต่ำที่สุด โดยมีต้นทุนที่ลดต่ำกว่าการสั่งซื้อในรูปแบบเดิม (Q=44) ถึง 38.54%
      แสดงกราฟ Q = 23 , ROP = 26

      ดังนั้น  สรุปผลการศึกษาปริมาณการสั่งซื้อที่ประหยัด ( EOQ)  = 23  และ จุดในการสั่งซื้อใหม่  (ROP) = 26
      ในการนำข้อมูลชุดนี้มาทำการทดสอบในรูปแบบอื่นๆ จะส่งผลต่อต้นทุนที่เปลี่ยนแปลงไป ดังประเด็นที่พบต่อไปนี้
            1) เมื่อค่า Q และ ROP ที่นำมาทดสอบแล้วทำให้เกิดการสั่งซื้อที่ถี่ขึ้นเป็นผลให้เกิดต้นทุนในการสั่งซื้อที่เพิ่มมากขึ้นเช่นกัน
            2) ในการปรับเพิ่มค่า Q และ ROP จะส่งผลต่อต้นทุนการถือครองสินค้าที่เพิ่มมากขึ้นได้
            3) การปรับลดค่า ROP จากเดิม 26 ถัง จะส่งผลต่อการเกิดต้นทุนรวมที่สูงขึ้นมากขึ้นเป็นผลมาจากการเกิดต้นทุนการขาดแคลนสินค้า
      สาเหตุที่คาดว่าการทดลองปรับค่าข้อมูลนี้มีประสิทธิภาพในการลดต้นทุนได้มากกว่าการคำนวณโดยใช้ทฤษฎี เพราะว่าการคำนวณตามทฤษฎีจะได้ผลลัพธ์ที่เป็นแนวทางของคำตอบที่เหมาะสมเพียงเท่านั้น แต่ในสภาพการทำงานจริงข้อมูลต่างๆ มีความเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา และการทดสอบในรูปแบบนี้น่าจะมีความเหมาะสมที่สุดกับชุดข้อมูลนี้ ฉะนั้นการปรับใช้ดังกล่าวนี้อาจจะใช้ได้ผลดีเฉพาะในชุดข้อมูลนี้เท่านั้น ในการนำหลักการสั่งซื้อเช่นนี้ไปใช้กับข้อมูลชุดอื่นจำเป็นต้องพิจารณาปัจจัยอื่นๆด้วย เช่น ข้อมูลความต้องการ เงื่อนไขการซื้อวัตถุดิบ ข้อจำกัดอื่นๆ เป็นต้น
      ในส่วนของข้อเสนอแนะจากการทำการศึกษานั้นผู้เขียนได้มีข้อเสนอแนะไว้ดังนี้
            1. บริษัทกรณีศึกษาควรมีการจัดระเบียบการสั่งซื้อสินค้าเพื่อกำหนดปริมาณการสั่งซื้อที่เหมาะสมกับสภาพของความต้องการและเงื่อนไขของวัตถุดิบแต่ละประเภท
            2. พนักงานที่รับผิดชอบนั้นควรได้รับความรู้และส่งเสริมทักษะความสามารถอย่างเหมาะสม และควรมีการหยิบปัญหาจากการทำงานมาหารือกันระหว่างทีม
            3. ใช้เทคนิคการสั่งซื้อสินค้าจะแหล่งซื้อเดียวกันเพื่อประหยัดค่าขนส่งและต้นทุนในการสั่งซื้อ แต่ทั้งนี้ปริมาณของการซื้อวัตถุแต่ละประเภทต้องมีความเหมาะสมในเรื่องของต้นทุนด้วย
           4. การบริหารด้านโลจิสติกส์ ควรมีการคำนวณต้นทุนการจัดการสินค้าคงคลังในปัจจุบันอย่างจริงจังเพื่อกำหนดตัวชี้วัดประสิทธิภาพการทำงาน (KPI) เพื่อให้มีแนวทางที่ชัดเจนในการลดต้นทุนสินค้าคงคลังในอนาคต
           5. ลดความเสี่ยงในการซื้อวัตถุดิบ ดังนั้นควรมีการจัดหาผู้ขายเพิ่มเติมจากเดิมที่มีเพียงรายเดียวหรือน้อยราย
           6. ควรมีการสร้างความร่วมมือในการลดเวลานำการส่งมอบเพราะจะส่งผลต่อการลดต้นทุนการถือครองสินค้าได้
           7. มีการตรวจสอบข้อมูลความต้องการหรือในส่วนต้นทุนต่างๆที่มีการปรับอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้การคำนวณต้นทุนเกิดความแม่นยำและเพื่อคำนวณระดับการให้บริการให้เหมาะสมอยู่เสมอ
     จากข้อเสนอแนะข้างต้นนี้ ผู้เขียนพบว่าบริษัทกรณีศึกษาแม้ว่าจะมีความชำนาญในการทำการตลาด และชำนาญด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ แต่ยังขาดความชำนาญและประสิทธิภาพในการจัดการโลจิสติกส์ แนวทางการแก้ไขปรับปรุงการดำเนินงานที่น่าจะเป็นประโยชน์อีกทางหนึ่งนั้นคือการจ้างบุคคลภายนอก (Outsourcing) เข้ามาบริหารจัดการในการสั่งซื้อและการจัดเก็บรวมทั้งควบคุมวัตถุดิบ  เพื่อเป็นการผลักภาระค่าใช้จ่ายในการบริหารการจัดการ ค่าใช้จ่ายคลังสินค้า รวมทั้งป้องกันความเสี่ยงในการขาดแคลนวัตถุดิบอีกด้วย นอกจากนั้นผู้วิจัยคาดว่าการแก้ไขปัญหาโดยวิธีการว่าจ้างบุคคลภายนอกเข้ามาบริหารจัดการน่าจะเป็นวิธีการที่สามารถกระทำได้โดยใช้เวลาที่รวดเร็ว


ที่มา www.thaicostreduction.com

จำนวนผู้ชม 28497 ครั้ง

 

 

 

 


 

  กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบก่อนเขียนข้อความเสนอแนะความคิดเห็นของท่าน(Comments) หรือให้คะแนนความนิยม (Rating) ของข่าวและบทความ