ศุกร์, 28 เม.ย. 2017
 
 

Resources

Login Form



Who's Online

เรามี 684 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
ความสำคัญของการบริหารสินค้าคงคลัง
User Rating: / 13
แย่ดีที่สุด 
วันเสาร์ที่ 06 มีนาคม 2010 เวลา 23:56 น.
smaller text tool iconmedium text tool iconlarger text tool icon

 

โดย ผศ.ดร.ธนัญญา วสุศรี และรศ.ดร.วลัยลักษณ์ อัตธีรวงศ์

1. ความสำคัญของการบริหารสินค้าคงคลัง
       ในสภาพการแข่งขันทางธุรกิจในปัจจุบันที่ตลาดเป็นของผู้บริโภค ความต้องการสินค้าและบริการมีความหลากหลาย เทคโนโลยีสารสนเทศ เช่น ระบบอินเตอร์เน็ต และเทคโนโลยีสื่อสารไร้สายต่าง ๆ ทำให้ผู้ผลิตและลูกค้าสามารถติดต่อสื่อสารกันได้อย่างรวดเร็วอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ประกอบกับเงื่อนไขการลงทุนและการค้าระหว่างประเทศได้เปลี่ยนแปลงไปเป็นการเปิดเสรีทางการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ ภายใต้กรอบการค้าต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น กรอบความร่วมมือสามเหลี่ยมเศรษฐกิจระหว่าง อินโดนีเซีย – มาเลเซีย – ไทย (Indonesia–Malaysia–Thailand-Growth Triangle : IMT - GT), กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง 6 ประเทศ (Greater Mekong Subregional Cooperation : GMS), กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจ อิระวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (Ayeyawady - Chao Phraya - Makong Economic Cooperation Strategy : ACMECS) เป็นต้น การจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทานจึงได้เข้ามามีส่วนสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อให้มีสินค้าหรือบริการในปริมาณ เวลา คุณภาพ ราคา และสถานที่ ตรงตามที่ลูกค้าต้องการขอยกตัวอย่างของปัญหาการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทานที่เกิดขึ้นจริงในธุรกิจจาก Cachoen and Terwiesch (2006) คือ
             - โซนี่ ได้ออกเกม Playstation 2 ในปี 2000 ได้มีนักเล่นเกมต้องการซื้อ Playstation 2 ซึ่งจะต้องรอหลายสัปดาห์กว่าที่จะได้รับสินค้า เพราะมีสินค้าน้อยกว่าความต้องการของลูกค้า
             - ในขณะที่ Microsoft ออกเกม X-box แต่ปรากฎว่าร้านค้าปลีกจะต้องลดราคา X-box ลงกล่องละกว่า100 เหรียญสหรัฐฯ เพื่อเป็นการล้างสต๊อกสินค้าที่เหลือกว่า 100,000 ชิ้น
      ดังจะเห็นได้ว่า หากองค์กรหรือธุรกิจไม่สามารถบริหารให้มีสินค้าหรือบริการตามความต้องการของลูกค้าได้ สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ การขาดโอกาสในการขายสินค้า เช่น กรณีของบริษัทโซนี่ ที่มีสินค้าไม่เพียงพอกับความต้องการของลูกค้า (หากมีคู่แข่งมีสามารถออกเกม ได้ในลักษณะเดียวกันกับโซนี่ คิดว่าลูกค้าจะยอมรอสินค้จากโซนี่ไหม) แต่ในทางตรงกันข้าม ต้นทุนที่เกิดขึ้นกับ X-box คือ ต้นทุนที่จะต้องลดราคาสินค้ากว่า 100 เหรียญสหรัฐฯ ที่เกิดขึ้นจากการที่มีสินค้าคงคลังมากกว่าความต้องการของลูกค้า ดังนั้นการบริหารสินค้าคงคลัง จึงเป็นส่วนสำคัญของแต่ละองค์กรรวมทั้งโซ่อุปทาน ที่จะจัดการให้อุปทาน (Supply) สอดคล้องกับอุปสงค์ (Demand) ให้ได้มากที่สุด
      เราจึงสามารถสรุปได้ว่าการบริหารสินค้าคงคลังเป็นหนึ่งในวิธีการจัดการกับอุปทาน (Supply) ให้สอดคล้องกับความแปรปรวนของอุปสงค์(Demand) เพื่อให้เกิดความมั่นใจได้ว่าจะมีสินค้าเพียงพอในการรักษา
      ระดับการให้บริการ (Service Level) ที่มีต่อลูกค้าได้ และจัดเป็นวัตถุประสงค์หลักข้อหนึ่งของการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน อย่างไรก็ตามการมีต้นทุนในการดำเนินงานในระดับที่เหมาะสมก็เป็นวัตถุประสงค์อีกข้อหนึ่งของการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน ทั้งสองวัตถุประสงค์นี้เป็นเป้าหมายที่ขัดแย้งกัน แต่บริษัทหรือองค์กรรวมทั้งโซ่อุปทานต้องมีการปรับเพื่อให้สามารถบรรลุทั้งสองเป้าหมายนี้ได้พร้อมๆ กัน เพื่อรักษาขีดความสามารถทางการแข่งขัน

2. ประเภทของสินค้าคงคลัง
      โซ่อุปทานในอุดมคติ เป็นโซ่อุปทานที่มีปริมาณสินค้า หรือ อุปทาน (Supply) ที่เหมาะสมพอดีกับปริมาณความต้องการสินค้าหรือ อุปสงค์ (Demand) โดยไม่จำเป็นต้องเก็บสำรองสินค้า แต่ภายใต้สถานการณ์ และเงื่อนไขของระหว่างระยะเวลาที่ใช้ในการผลิต (Production time) และระยะเวลาในการกระจายสินค้า (Distribution time) ทำให้จำเป็นที่จะต้องมีสินค้าคงคลัง โดยสินค้าคงคลังที่อยู่ภายในโซ่อุปทาน อาจอยู่ในรูปต่างๆ ดังนี้
            1) สินค้าคงคลังที่อยู่ในรูปวัตถุดิบ (Raw Material Inventory) เป็นวัตถุดิบเพื่อแปลงสภาพเป็นสินค้าระหว่างการผลิต หรือ สินค้ากึ่งสำเร็จรูป และสินค้าสำเร็จรูปในที่สุด เช่น แผ่นเหล็ก สับปะรดสด ยางแผ่นรมควันผ้า กระดุม ด้าย เป็นต้น
            2) สินค้าคงคลังที่อยู่ในรูปของสินค้าที่อยู่ระหว่างการผลิต (Work-in-process Inventory) เป็นสินค้าที่อยู่ในระหว่างกระบวนการผลิต เช่น เหล็กที่ขึ้นรูปเป็นกระป๋อง สับปะรดที่หั่นเป็นชิ้น ๆ ที่รอเข้ากระบวนการบรรจุ ยางที่ผสมสูตรต่าง ๆ (Vulcanized rubber) ผ้าที่ตัดพร้อมสำหรับการเย็บ เป็นต้น
            3) สินค้าคงคลังที่อยู่ในรูปของสินค้าสำเร็จรูป (Finished Goods Inventory) เป็นสินค้าที่ผลิตเป็นสินค้าสำเร็จรูปที่พร้อมจำหน่ายให้แก่ลูกค้าได้ เช่น กระป๋องสำหรับบรรจุอาหาร สับปะรดกระป๋อง ยางรถยนต์และเสื้อผ้าสำเร็จรูป เป็นต้น
            4) สินค้าคงคลังที่อยู่ในระหว่างการกระจายสินค้า (Distribution Inventory) เป็นสินค้าคงคลังที่อยู่ในกระบวนการกระจายสินค้าจากผู้ผลิตไปยังลูกค้า ซึ่งอาจจะเป็นผู้บริโภคขั้นสุดท้าย หรือ โรงงานที่จะนำเอาสินค้าคงคลังนั้นไปแปรรูปต่อได้ เช่น ดอกทิวลิปจากเนเธอร์แลนด์ สินค้าแฟชั่นจากอิตาลี หรือ เหล็กเส้น จากรัสเซีย เป็นต้น
            5) สินค้าคงคลังสำหรับการซ่อมบำรุง (Maintenance and Repair Operation Inventory) เป็นสินค้าคงคลังที่สำรองในการซ่อมบำรุงรักษาอุปกรณ์และเครื่องจักร เพื่อรักษากระบวนการรับคำสั่งซื้อ กระบวนการผลิตกระบวนการจัดส่งสินค้าในโซ่อุปทาน เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น สายพาน น็อต สกรู เป็นต้น
      โดยทั่วไปเหตุผลที่ทำให้ต้องมีสินค้าคงคลังประกอบด้วย
            1) เพื่อให้มีอัตราที่ประหยัด (Economies of Scale)
                 โดยปกติแล้วการสั่งซื้อสินค้าครั้งละจำนวนมาก หรือเป็นล็อตขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นทั้งวัตถุดิบเพื่อนำเข้าสู่กระบวนการผลิตหรือสินค้าสำเร็จรูปเพื่อนำไปจำหน่ายต่อ จะทำให้ผู้สั่งซื้อได้รับส่วนลดตามปริมาณที่สั่งซื้อพร้อมกันนั้น และส่งผลให้ต้นทุนค่าขนส่งสินค้าต่อหน่วยลดลง เนื่องจากเป็นการขนส่งสินค้าที่มีจำนวนมากหรืออาจจะเต็มคันรถหรือเต็มตู้คอนเทนเนอร์
                  การมีสินค้าคงคลังสำเร็จรูปเพื่อประโยชน์ในด้านต้นทุนต่อหน่วย ยังรวมถึงการผลิตสินค้าสำเร็จรูปครั้งละจำนวนมาก เพื่อให้ได้ต้นทุนการผลิตต่อหน่วยที่ต่ำ แต่อย่างไรก็ตามการสั่งซื้อหรือสั่งผลิตสินค้าครั้งละจำนวนมากแต่ไม่สามารถนำไปผลิตหรือไปขายต่อได้หมดในระยะเวลาอันเหมาะสม จะทำให้ต้นทุนสินค้าคงคลังมีมากเกินไปดังนั้นจึงควรเปรียบเทียบระหว่างต้นทุนการสั่งซื้อ ต้นทุนการสั่งผลิต และต้นทุนการเก็บสินค้าคงคลัง เพื่อพิจารณาหาระดับการผลิตและปริมาณสินค้าคงคลังที่เหมาะสมควรว่าเป็นเท่าใด
            2) เพื่อป้องกันความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต (Protection from Uncertainties)
                เนื่องจากความสามารถในการส่งสินค้าที่ได้คุณภาพและตรงเวลาของผู้ส่งมอบในโซ่อุปทานไม่แน่นอนปริมาณความต้องการสินค้าของลูกค้าไม่แน่นอน และบางครั้งยังรวมถึงกระบวนการผลิตขององค์กรหรือบริษัทเอง ที่ไม่แน่นอนจึงยังคงจำเป็นที่ต้องมีสินค้าคงคลังที่เป็นวัตถุดิบ สินค้ากึ่งสำเร็จรูป และสินค้าสำเร็จรูป ในระดับที่เหมาะสม เพื่อให้มีความสมดุลต่ออุปสงค์ รวมทั้งเป็นการจัดเก็บสินค้าคงคลังเพื่อที่จะตอบสนองความต้องการอย่างทันท่วงทีและสร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้า รวมถึงรักษาระดับการให้บริการแก่ลูกค้า
            3) เพื่อปรับความต้องการที่เป็นตามฤดูกาล (Smooth Seasonal of Cyclical Demand)
                ในกรณีที่ปริมาณความต้องการสินค้าที่เป็นไปตามฤดูกาล เช่น ความต้องการเครื่องปรับอากาศในช่วงฤดูร้อน หรือ ความต้องการเสื้อผ้าป้องกันหนาวในช่วงฤดูหนาว เป็นต้น การมีสินค้าคงคลังเพื่อสำรองไว้ในช่วงฤดูกาลขาย อาจจำเป็นเนื่องจากความสามารถหรือกำลังการผลิตมีไม่เพียงพอกับปริมาณความต้องการในช่วงฤดูกาลดังนั้นการผลิตแบบรักษาระดับการผลิตให้คงที่ (Level) จึงเกิดขึ้น เพื่อเป็นการสำรองสินค้าสำหรับความต้องการในช่วงฤดูกาล และในบางกรณีเราอาจจำเป็นต้องมีสินค้าคงคลังสำหรับวัตถุดิบที่มีผลผลิตออกในช่วงฤดูกาลเท่านั้นเช่น ผลิตผลทางการเกษตรต่าง ๆ เป็นต้น
            4) เพื่อการเก็งกำไร (Speculation)
                สินค้าคงคลังที่เก็บไว้เพื่อเก็งกำไร เป็นการเก็บที่มากกว่าสำหรับความต้องการในปัจจุบัน เช่น การสั่งซื้อวัตถุดิบจำนวนมากกว่าปกติเนื่องจากทราบว่าวัตถุดิบหรือสินค้าจะขึ้นราคาหรือขาดแคลนในอนาคต

3. ประเภทของต้นทุนสินค้าคงคลัง
        ในการบริหารสินค้าคงคลังเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าและรักษาระดับการให้บริการ มีต้นทุนเกิดขึ้นจากการบริหารสินค้าคงคลัง และเราสามารถแบ่งประเภทของต้นทุนสินค้าคงคลังได้เป็น 4 ประเภท ดังนี้
             1) ต้นทุนในการสั่งซื้อ (Ordering Costs) เป็นต้นทุนที่เกิดขึ้นเพื่อให้ได้วัตถุดิบ ชิ้นส่วนประกอบ หรือสินค้าสำเร็จรูปต่างๆ ต้นทุนประเภทนี้จะเกิดขึ้นเมื่อมีการสั่งซื้อ และคำนวณออกมาในรูปของจำนวนเงินต่อการสั่งซื้อต่อครั้ง (บาท/จำนวนครั้งในการสั่งซื้อ) และต้นทุนนี้จะกำหนดให้เป็นค่าคงที่ ไม่ว่าจะมีการสั่งซื้อเป็นปริมาณเท่าใดแต่จะแปรผันตามจำนวนครั้งในการสั่งซื้อ ดังนั้นการสั่งซื้อด้วยปริมาณครั้งละมากๆ จะทำให้ต้นทุนสินค้าต่อหน่วยต่ำ
                 การพิจารณาต้นทุนเหล่านี้ เราสามารถนำเอาหลักการของต้นทุนฐานกิจกรรม (Activity based Costing) เข้ามาประยุกต์ใช้ โดยการวิเคราะห์หาทรัพยากร วัสดุ เงินเดือนหรือ แรงงาน ต่าง ๆ ที่ใช้ในการบริหารกิจกรรมการสั่งซื้อ เพื่อคำนวณหาต้นทุนมาตรฐานของการสั่งซื้อต่อครั้ง ดังนั้นต้นทุนการสั่งซื้อประกอบด้วย เงินเดือนและวัสดุสิ้นเปลืองต่างๆในสำนักงาน เช่น เงินเดือนของผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ ผู้จัดซื้อ ผู้ช่วยผู้จัดซื้อ ผู้ติดตามงาน เป็นต้น ส่วนวัสดุสิ้นเปลืองประกอบไปด้วย วัสดุสิ้นเปลืองในการตรวจรับ วัสดุสิ้นเปลืองแผนกบัญชี เป็นต้น
             2) ต้นทุนในการสั่งผลิต (Set up Costs) มีลักษณะเหมือนกับต้นทุนในการสั่งซื้อ แต่เป็นต้นทุนที่เกิดขึ้นทุกครั้งที่มีการสั่งผลิตใหม่ และเช่นเดียวกัน เราสามารถประยุกต์ใช้ต้นทุนฐานกิจกรรมในการวิเคราะห์หาต้นทุนในการสั่งผลิตที่ถูกต้อง โดยต้นทุนในการสั่งผลิตนี้ประกอบด้วย ต้นทุนในการจัดตารางการผลิต ต้นทุนในการจัดเตรียมเอกสารเกี่ยวกับคำสั่งงาน การอนุมัติการผลิต และต้นทุนในการปรับตั้งเครื่องจักร เช่น เครื่องทอผ้าที่ต้องวางเข็มการทอใหม่ หรือ การทำความสะอาดท่อและหัวจ่ายน้ำมันหล่อลื่น เพื่อป้องกันการเจือปนของน้ำมันหล่อลื่นของกระบวนการบรรจุก่อนหน้านี้ในกระบวนการบรรจุใหม่ เป็นต้น
             3) ต้นทุนในการเก็บรักษาสินค้าคงคลัง (Holding Costs) คือต้นทุนที่เกิดจากบริษัทจัดหาสินค้าคงคลังเข้ามาเก็บไว้ ต้นทุนประเภทนี้จะแปรผันโดยตรงต่อขนาดของสินค้าคงคลัง ซึ่งประกอบด้วยค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับเครื่องมือและสิ่งอำนวยความสะดวกในการจัดให้มีสินค้าคงคลัง ค่าประกันภัย ค่าของเสียหาย ค่าสูญเสียจากการที่สินค้าล้าสมัย ค่าเสื่อมคลังสินค้า และต้นทุนในการสูญเสียโอกาสของเงินทุนที่จมอยู่กับสินค้าคงคลัง เป็นต้น ดังนั้นการมีสินค้าคงคลังอยู่ในระดับต่ำเท่าใด ก็จะยิ่งทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในการจัดให้มีของคงคลังมากขึ้นเท่านั้นซึ่งจะตรงกันข้ามกับต้นทุนในการสั่งซื้อหรือต้นทุนในการสั่งผลิตที่จะมีต้นทุนต่อหน่วยต่ำเมื่อมีการสั่งซื้อหรือสั่งผลิตเป็นจำนวนมาก
             4) ต้นทุนที่เกิดจากของขาดแคลน (Shortage Costs) เป็นต้นทุนที่เกิดขึ้นในกรณีที่มีสินค้าไม่เพียงพอสำหรับขายหรือจำหน่าย ทำให้บริษัทขาดรายได้ที่ควรจะได้จากการขายสินค้านั้น และยิ่งกว่านั้นอาจจะทำให้ขาดความเชื่อถือจากลูกค้าจนทำให้สูญเสียลูกค้าให้กับคู่แข่งไป และในส่วนของวัตถุดิบนั้น ถ้ามีไม่เพียงพอสายการผลิตอาจจะหยุดชะงักถ้าหากไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ทัน

4. วัตถุประสงค์ของการบริหารสินค้าคงคลัง
       แนวทางการบริหารสินค้าคงคลังนั้น บริษัทหรือองค์กรต้องตอบคำถามใน 2 ประเด็นหลัก คือ จะต้องสั่งซื้อหรือสั่งผลิตจำนวนเท่าไร (How much) และ เมื่อไรที่จะต้องสั่งซื้อหรือสั่งผลิต (When) เพื่อที่จะบรรลุตาม
       วัตถุประสงค์ของการบริหารสินค้าคงคลัง คือ
             1) เพื่อตอบสนองและรักษาระดับการให้บริการแก่ลูกค้า (Satisfy Service Level)
             2) เพื่อควบคุมต้นทุนบริหารสินค้าคงคลังให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม (Inventory Cost)

5. แนวทางในการบริหารสินค้าคงคลัง
      ในการบริหารสินค้าคงคลัง เราจะต้องทราบถึงลักษณะของข้อมูลความต้องการสินค้า เนื่องจากแนวทางการบริหารสินค้าคงคลังมีแนวทางแตกต่างกันใน 2 ลักษณะตามประเภทของข้อมูล คือ กรณีความต้องการเป็นอิสระ(Independent Demand) และกรณีความต้องการไม่เป็นอิสระ (Dependent Demand)
       สำหรับกรณีข้อมูลความต้องการเป็นอิสระ (Independent Demand) จะเกิดขึ้นในลักษณะเราสั่งซื้อสินค้ามาเป็นชิ้น ๆ เช่น เก้าอี้ทั้งตัว หรือ โทรทัศน์ ดังนั้น ความต้องการเป็นอิสระจะเกิดขึ้นในลักษณะการซื้อมาขายไปหรือ ในธุรกิจค้าปลีกและค้าส่งเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นวิธีการบริหารสินค้าคงคลังในกรณีความต้องการเป็นอิสระ จึงเป็นการตัดสินใจสั่งซื้อและเวลาที่จะสั่งซื้อของสินค้าแต่ละชนิด โดยจะพยากรณ์ความต้องการสินค้าของสินค้าแต่ละชนิด
      ในทางตรงกันข้ามกรณีข้อมูลความต้องการไม่เป็นอิสระ (Dependent Demand) จะเกิดขึ้นในกรณีที่เราผลิตสินค้าเป็นส่วนใหญ่ เช่น หากเรามีธุรกิจผลิตโต๊ะ โต๊ะจะเป็นความต้องการอิสระ (Independent Demand) แต่ขาโต๊ะ และแผ่นไม้ จะเป็นความต้องการไม่เป็นอิสระ (Dependent Demand) เพราะจำนวนขาโต๊ะและแผ่นไม้จะขึ้นอยู่กับจำนวนความต้องการของโต๊ะ ดังแสดงในรูปที่ 1.1 ซึ่งในการบริหารสินค้าคงคลังกรณีความต้องการไม่เป็นอิสระจะพยากรณ์ปริมาณความต้องการของระดับสินค้าที่เป็นความต้องการเป็นอิสระ จากนั้นจะแตกเป็นความต้องการชิ้นส่วนต่าง ๆ ที่เป็นความต้องการไม่เป็นอิสระตามใบรายการวัสดุ (Bill of Material, BOM) และทำการสั่งซื้อชิ้นส่วนตามแผนความต้องการวัสดุ (Material Requirement Planning, MRP) เพื่อให้สอดคล้องกับตารางการผลิตทั้งนี้การบริหารสินค้าคงคลังในกรณีความต้องการไม่เป็นอิสระจะกล่าวต่อไป


รูปที่ 1.1 ลักษณะของความต้องการอิสระและความต้องการไม่เป็นอิสระ


      นอกจากเราสามารถแบ่งสินค้าตามความต้องการอิสระ และความต้องการไม่อิสระแล้ว ในกรณีของความต้องการสินค้าเป็นอิสระ ยังสามารถแบ่งประเภทได้อีก 2 ประเภท คือ (1) กรณีความต้องการเป็นอิสระและค่อนข้างแน่นอนหรือคงที่ (Independent with Static Deterministic Demand) และ (2) กรณีความต้องการเป็นอิสระและไม่คงที่ (Independent with Vary Demand)
      ดังนั้นแนวทางการบริหารสินค้าคงคลัง จึงเริ่มต้นจากการพยาการณ์ความต้องการสินค้า ซึ่งจะพยากรณ์ สำหรับสินค้าที่เป็นความต้องการอิสระ จากนั้นจึงดำเนินการจัดลำดับความสำคัญของสินค้าด้วยหลักการ ABC (ABC Analysis) ทั้งนี้สินค้าที่มีความสำคัญลำดับ A จะต้องควบคุมลงในรายละเอียดแต่ละชิ้นหรือรายการ และคัดเลือกวิธีการที่จะใช้ในการจัดการสินค้าคงคลังที่เหมาะสม ซึ่งขึ้นอยู่กับประเภทของความต้องการที่แบ่งเป็น 2 กรณีข้างต้น คือ กรณีความต้องการเป็นอิสระและค่อนข้างแน่นอนหรือคงที่ และกรณีความต้องการเป็นอิสระและไม่คงที่ ในการวิเคราะห์หาจุดสั่งซื้อ ปริมาณการสั่งซื้อ และปริมาณสินค้าคงคลังสำรองเพื่อความปลอดภัย ทั้งนี้สินค้ากลุ่ม A จะตรวจนับตามช่วงเวลา (Periodic Review System) เพื่อเติมเต็มสินค้าคงคลัง
      ในขณะที่ สินค้ากลุ่ม B และ C เราจะคัดเลือกวิธีการบริหารสินค้าคงคลังต่าง ๆ เหมือนกลุ่ม A แต่ระบบที่ใช้การตรวจนับ จะเป็นในลักษณะติดตามสถานภาพสินค้าคงคลังอย่างต่อเนื่อง (Continuous review) และดูโดยรวมทั้งหมดของสินค้า B และ C ในลักษณะ Mass Control ซึ่งจะเป็นการติดตามโดยใช้คอมพิวเตอร์ในการเตือนเมื่อระดับสินค้าคงคลังลดลงถึงจุดสั่งซื้อ ในหัวข้อถัดไปเป็นการอธิบายวิธีการจัดลำดับความสำคัญของรายการสินค้าคงคลัง

6. การจัดลำดับความสำคัญของสินค้าคงคลัง
       การบริหารสินค้าคงคลังมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในการจัดการสินค้าคงคลังต่ำที่สุด แต่อย่างไรก็ตามแต่ละบริษัทมีสินค้าคงคลังมากมายหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นวัตถุดิบ ชิ้นส่วนประกอบหรือสินค้าสำเร็จรูป การที่เราสนใจการควบคุมต้นทุนของสินค้าคงคลังเหล่านั้นทั้งหมดอย่างใกล้ชิดจะทำให้สิ้นเปลืองทั้งค่าใช้จ่ายและเสียเวลา การให้ความสำคัญกับสินค้าคงคลังบางชนิดที่ถึงแม้ว่าจะมีการใช้ในปริมาณที่มาก แต่มีมูลค่าต่ำจะไม่คุ้มกับส่วนที่ประหยัดได้ แต่ในทางกลับกัน สินค้าคงคลังบางอย่างถึงแม้จะมีปริมาณการใช้น้อย แต่มูลค่าสูง ดังนั้นทางที่ดีที่สุดจึงควรจะจำแนกประเภทของสินค้าคงคลังตามลำดับความสำคัญจากมากไปหาน้อย

 


รูปที่ 1.2 แนวทางการบริหารจัดการสินค้าคงคลัง (ดัดแปลงจาก Sipper and Bulfin (1997))


      การแบ่งประเภทสินค้าคงคลังด้วยระบบ ABC ( ABC Classification ) เป็นวิธีการจัดกลุ่มสินค้าคงคลังที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย โดยแบ่งสินค้าคงคลังออกเป็น 3 ชนิด คือ A , B และ C โดยวิธีนี้อาศัยหลักการของพาเรโต ( Pareto ) ที่มุ่งให้ความสำคัญในสินค้าจำนวนน้อยแต่มีมูลค่ามาก สำหรับความหมายของสินค้าคงคลังทั้ง 3 ชนิดคือ สินค้ากลุ่ม A เป็นสินค้าคงคลังที่มีมูลค่าในการสั่งซื้อสูงหรือหมุนเวียนสูงที่สุด โดยปกติจะมีจำนวนประมาณ20% ของรายการสินค้าคงคลังทั้งหมด ส่วนสินค้าคงคลังกลุ่ม B นั้น เป็นสินค้าคงคลังที่มีมูลค่าในการสั่งซื้อหรือหมุนเวียนสูงปานกลาง และสินค้าคงคลังกลุ่ม C เป็นสินค้าคงคลังที่มีมูลค่าในการสั่งซื้อหรือหมุนเวียนต่ำที่สุด แต่มีจำนวนมากที่สุด แนวทางในการจัดลำดับสินค้าคงคลังสามารถสรุปได้ดังตารางที่ 1.1

ตารางที่ 1.1 การแบ่งประเภทสินค้าคงคลังด้วยระบบ ABC


      รูปที่ 1.3 แสดงความสัมพันธ์ระหว่างเปอร์เซ็นต์สะสมของปริมาณสินค้าคงคลังและเปอร์เซ็นต์สะสมของมูลค่าของสินค้าคงคลังทั้งหมดที่หมุนเวียนในรอบปี โดยแบ่งประเภทของสินค้าคงคลังออกเป็น 3 ประเภทตามเปอร์เซ็นต์ดังกล่าวข้างต้น โดยแกนนอนแสดงถึงจำนวนเปอร์เซ็นต์สะสมของปริมาณสินค้าคงคลัง แกนตั้งแสดงเปอร์เซ็นต์สะสมของมูลค่าของสินค้าคงคลัง เมื่อพิจารณาจากกราฟจะเห็นว่า สินค้าคงคลังที่มีเปอร์เซ็นต์สะสมของปริมาณสินค้าคงคลังน้อยแต่มีมูลค่าสูงจะเป็นประเภท A ในทางตรงกันข้าม สินค้าคงคลังที่มีเปอร์เซ็นต์สะสมของปริมาณสินค้าคงคลังสูงแต่มีมูลค่าต่ำจะเป็นประเภท C ส่วนประเภท B จะมีเปอร์เซ็นต์สะสมของปริมาณของคงคลังและเปอร์เซ็นต์ของมูลค่าสินค้าคงคลังใกล้เคียงกัน

 


รูปที่ 1.3 การแบ่งประเภทของสินค้าคงคลังโดยใช้ระบบ ABC (พิภพ, 2543)

ขั้นตอนในการจำแนกสินค้าคงคลังประเภทวัตถุดิบด้วยระบบ ABC
         1) จัดทำข้อมูลสินค้าคงคลังโดยมีรายละเอียดเป็นจำนวนที่สั่งซื้อต่อปีและราคาต่อหน่วยของสินค้าคงคลังแต่ละชนิด
         2) คำนวณหามูลค่าในการซื้อสินค้าคงคลังแต่ละชนิดที่หมุนเวียนในรอบปีนั้น
         3) จัดเรียงลำดับข้อมูลตามลำดับของมูลค่าในการซื้อสินค้าคงคลังจากมากไปหาน้อย
         4) หาค่าเปอร์เซ็นต์ของจำนวนหน่วยสะสมในแต่ละชนิดของสินค้าคงคลังจำนวนมูลค่าการซื้อสะสม
         5) นำเอาค่าเปอร์เซ็นต์ในข้อ 4 มาเขียนกราฟ แล้วแบ่งชนิดของสินค้าคงคลังเป็นชนิด A B และ C ตามความเหมาะสม
         6) สำหรับสินค้าหรือวัสดุที่มีความสำคัญ เช่น หากไม่สินค้าและวัสดุรายการนั้นแล้ว อาจจะทำให้กระบวนการผลิตหยุดชะงัก จะต้องกำหนดความสำคัญให้เป็นกลุ่ม A

      ตัวอย่างที่ 1.1 บริษัทค้าปลีกแห่งหนึ่ง ได้รวบรวมข้อมูลของรายการสินค้าที่มีการหมุนเวียนในปี 2550 ดังแสดงในตารางที่ 1.2 จึงดำเนินการวิเคราะห์ลำดับความสำคัญของสินค้าคงคลัง เพื่อจะเป็นแนวทางการในจัดระบบบริหารสินค้าคงคลังต่อไป

 

ตารางที่ 1.2 ข้อมูลการหมุนเวียนของรายการสินค้า

     เมื่อได้จัดทำข้อมูลสินค้าคงคลังโดยมีรายละเอียดเป็นจำนวนที่สั่งซื้อต่อปีและราคาต่อหน่วยของสินค้าคงคลังแต่ละชนิด และคำนวณหามูลค่าในการซื้อสินค้าคงคลังแต่ละชนิดที่หมุนเวียนในรอบปีนั้น ให้จัดเรียงลำดับข้อมูลตามลำดับของมูลค่าในการซื้อสินค้าคงคลังจากมากไปหาน้อย ดังแสดงในตารางที่ 1.3

ตารางที่ 1.3 การเรียงลำดับจากมูลค่าในการซื้อสินค้าคงคลังจากมากไปหาน้อย

      จากนั้นหาค่าเปอร์เซ็นต์ของจำนวนหน่วยสะสมในแต่ละชนิดของสินค้าคงคลังจำนวนมูลค่าการซื้อสะสมและนำเอาค่าเปอร์เซ็นต์สะสมมาแบ่งชนิดของสินค้าคงคลังเป็นชนิด A B และ C ตามความเหมาะสม แสดงในตารางที่ 1.4 และรูปที่ 1.4

ตารางที่ 1.4 ผลการจัดกลุ่มสินค้าคงคลังแบบ ABC

 


รูปที่ 1.4 การแบ่งกลุ่มสินค้าคงคลัง

7. นโยบายการเติมเต็มสินค้า (Replenishment policies)
      นโยบายการเติมเต็มสินค้าเป็นการตัดสินใจว่า จะสั่งซื้อเมื่อไร และจำนวนเท่าไร การตัดสินใจทางด้านปริมาณจะขึ้นอยู่กับการวิเคราะห์ตามหัวข้อที่จะเรียนในบทถัดไป เช่น รูปแบบการสั่งซื้อแบบประหยัด รูปแบบการผลิตอย่างประหยัด และปริมาณสินค้าคงคลังสำรองเพื่อความปลอดภัย แนวทางการตัดสินใจเติมเต็มสินค้า ประกอบด้วย 2 รูปแบบหลัก (Chopra and Meindl, 2007) คือ
           1) การทบทวนหรือเติมเต็มสินค้าอย่างต่อเนื่อง (Continuous review)
               เป็นการติดตามสถานภาพสินค้าคงคลังอย่างต่อเนื่อง และทำการสั่งซื้อปริมาณเท่ากับค่าใดค่าหนึ่ง ซึ่งเป็น
               ปริมาณที่ทำให้ต้นทุนสินค้าคงคลังต่ำสุดภายใต้ความสามารถในการให้บริการลูกค้าเท่าเดิม ในที่นี้สมมติว่าเป็นปริมาณการสั่งซื้อเท่ากับ Q เมื่อระดับสินค้าคงคลังลดลงเท่ากับปริมาณจุดสั่งซื้อ (Reorder point) เช่น บริษัท เจมส์ จำกัด ตรวจสอบปริมาณสินค้าคงคลังของโทรศัพท์มือถืออย่างต่อเนื่อง และเขาจะสั่งซื้อเท่ากับจำนวน 200 เครื่อง (Q = 200) เมื่อปริมาณสินค้าคงคลังลดเหลือ 50 เครื่อง ในรูปแบบนี้ปริมาณการสั่งซื้อในแต่ละช่วงเวลาจะไม่แตกต่างกัน คือเท่ากับ 200 เครื่อง แต่ระยะเวลาในการสั่งซื้อแต่ละครั้งอาจจะไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับความแปรปรวนของปริมาณความต้องการสินค้า
           2) การทบทวนหรือเติมเต็มสินค้าคงคลังตามช่วงเวลา (Periodic review)
               เป็นการตรวจสอบหรือเติมเต็มปริมาณสินค้าคงคลัง ณ ทุกช่วงเวลาที่กำหนด เช่น ทุก 1 สัปดาห์ หรือ 1 เดือน เป็นต้น เพื่อเติมเต็มระดับสินค้าคงคลังภายใต้ระบบที่กำหนด จากตัวอย่างของบริษัท เจมส์ จำกัด ได้กำหนดให้ตรวจสอบสินค้าคงคลังทุกสัปดาห์ และจะสั่งซื้อเมื่อสินค้าคงคลังเหลือหรือต่ำกว่า 50 เครื่อง และเติมเต็มสินค้าคงคลังให้ได้เท่ากับ 200 เครื่อง ดังนั้น ปริมาณการสั่งซื้อในแต่ละครั้งจะไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับปริมาณสินค้าคงคลังที่เหลืออยู่ในคลังสินค้า แต่ระยะเวลาที่สั่งซื้อในแต่ละครั้งจะคงที่


ที่มา หลักสูตรการพัฒนาผู้บริหารระดับกลาง
โครงการพัฒนาหลักสูตรและการฝึกอบรมโลจิสติกส์และซัพพลายเชน
โดยสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) และเครือข่ายนักวิจัยด้านการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทานในประเทศไทย (Thai VCML)


จำนวนผู้ชม 70755 ครั้ง

  กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบก่อนเขียนข้อความเสนอแนะความคิดเห็นของท่าน(Comments) หรือให้คะแนนความนิยม (Rating) ของข่าวและบทความ