จันทร์, 27 มี.ค. 2017
 
 

Resources

Login Form



Who's Online

เรามี 55 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
การนำเทคโนโลยีสารสนเทศที่เหมาะสมมาใช้ในการบริหารโซ่อุปทานอุตสาหกรรม
User Rating: / 3
แย่ดีที่สุด 
วันเสาร์ที่ 06 มีนาคม 2010 เวลา 08:04 น.
smaller text tool iconmedium text tool iconlarger text tool icon

โดย รศ.ดร.ดวงพรรณ กริชชาญชัย ศฤงคารินทร์ และ
ผศ.ดรเตือนใจ สมบูรณ์วิวัฒน์

       เป็นที่ยอมรับกันดีว่าในปัจจุบัน วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรม (Science Technology & Innovation) เป็นกลไกสำคัญในการก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง ซึ่งได้ทวีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ ในทุกด้านของประเทศต่างๆ ทั่วโลกอย่างเห็นได้ชัด ศักยภาพทางเทคโนโลยี(Technological Capability) ที่พัฒนาขึ้นคือ ปัจจัยเอื้อต่อการรักษาหรือเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของวิสาหกิจและของประเทศ (Corporate & National Competitiveness)
      แม้ว่าการพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศไทย กว่าสี่ทศวรรษที่ผ่านมา จะทำให้ศักยภาพในการใช้เทคโนโลยีของประเทศไทยเพิ่มมากขึ้นในระดับหนึ่งก็ตาม แต่ก็ไม่สามารถพัฒนาต่อยอดความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี อันเป็นผลให้เกิดนวัตกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งนวัตกรรมทางเทคโนโลยี (Technological innovation) ที่เป็นปัจจัยสำคัญในการแข่งขัน ด้วยเหตุนี้ไม่ว่าองค์กรขนาดเล็ก กลาง หรือ ใหญ่ วิสาหกิจด้านสายการผลิตหรือบริการ หรือแม้แต่องค์กรรัฐ จึงต้องพึ่งพาเทคโนโลยีมากขึ้นเป็นลำดับอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากต้องการรักษาสถานะทางธุรกิจ ในเวทีการค้าโลกที่แข่งขันกันด้วยทุนทางปัญญา (Intellectual capital)
บทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศ ใน โซ่อุปทาน
       ปัจจุบันจะเห็นว่าการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศได้แพร่ขยายอย่างมากในธุรกิจต่าง ๆ การใช้ เทคโนโลยีสารสนเทศ ในการบริหาร โซ่อุปทาน ต่องคำนึงถึง 4 ส่วนคือ 1) ฮาร์ดแวร์ 2) ซอฟต์แวร์ 3) การลงทุนด้านเครือข่าย และ 4) การออกแบบระบบ ทั้งการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่ดีจะทำให้สามารถเตรียมข้อมูลที่ถูกต้องเพื่อใช้ในสถานการณ์และสถานที่ที่ถูกต้องได้ และยังเป็นปัจจัยที่สำคัญที่ทำให้การทำงานของ โซ่อุปทาน เป็นไปอย่างโดยรวมได้ดี ตัวอย่างการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในโซ่อุปทาน ที่ชัดเจนคือการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางอิเลคทรอนิค(Electronic Data Interchange :EDI) ซึ่งเป็นการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่สำคัญที่ทำให้ระบบเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน องค์กรที่ใช้ EDI จะสามารถตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้ดีกว่า อย่างไรก็ตาม การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการเชื่อมโยงข้อมูลที่ดีต้องคำนึงถึงกลยุทธ์ขององค์กร ทั้งนี้ต้องพิจารณาไปถึงความสามารถของเทคโนโลยีสารสนเทศในแต่ละองค์กรอีกด้วย
       หลักการการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการบริหารจัดการโซ่อุปทานต้องคำนึงถึงลักษณะขององค์กรตั้งแต่กลยุทธ์ในการบริหาร จนถึงกลยุทธ์การดำเนินงานและสิ่งแวดล้อมในการนำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาใช้ในระบบ นอกจากนี้บทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศที่จะทำให้ห่วงโซ่อุปทานออกไปสู่ระดับโลก (Global Supply Chain) ประสบความสำเร็จในการบริหารคือ
           - ต้องสามารถสะท้อนให้เห็นวิสัยทัศน์ของผู้บริหารระดับสูงได้
           - เทคโนโลยีสารสนเทศ ต้องช่วยในการแปลวิสัยทัศน์มาเป็นหลักการที่ทำให้เกิดขึ้นจริงได้
           - เทคโนโลยีสารสนเทศต้องช่วยในการทำงานเป็นทีม และสามารถให้ข้อมูลเพื่อช่วยการตัดสินและประมวลความสามารถของระบบได้
           - เทคโนโลยีสารสนเทศต้องสามารถมีส่วนช่วยในการวางแผนและควบคุมการใช้ทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพถึงแม้ว่าการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศจะมีประโยชน์อย่างมากในการจัดการโซ่อุปทานสิ่งที่ต้องคำนึงถึงและต้องการการศึกษาวิจัยต่อเนื่องยังปรากฏอยู่ดังเช่น
           - การศึกษาถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากความคลาดเคลื่อนของเวลาระหว่างการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในโซ่อุปทาน
           - การศึกษาถึงจุดเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในโซ่อุปทาน และบทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศที่จะเข้ามาแก้ปัญหา
           - การศึกษาการวัดความสามารถของการเชื่อมโยงข้อมูลโดยเทคโนโลยีสารสนเทศรวมถึงการพัฒนาตัววัดความสามารถของเทคโนโลยีสารสนเทศใน โซ่อุปทาน
           - การศึกษาถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศช่วยในการตัดสินใจในโซ่อุปทานการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์
      ในการจัดการโซ่อุปทานนั้น หนึ่งในหลักการที่สำคัญที่สุดนั้นก็คือ การเชื่อมโยงกระบวนการในองค์กรหรือระหว่างองค์กรเข้าด้วยกัน การเชื่อมโยงกระบวนการนั้นทำได้โดยการเป็นพันธมิตรซึ่งกันและกัน ไม่มีการปกปิดการทำงานระหว่างกัน การทำให้กระบวนการแต่ละฝ่ายหรือแต่ละองค์กรเชื่อมโยงกันได้นั้น แต่ละฝ่ายต้องรับรู้สถานะการทำงานของอีกฝ่ายเสมอ นั่นก็คือการมองเห็นข้อมูลซึ่งแสดงสถานะของอีกฝ่ายได้ เรียกว่า การเปิดเผยและแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกัน (Data Interchange) ในการกระทำดังนี้จำต้องอาศัยเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาเป็นเครื่องมืออำนวยความสะดวกให้แก่การจัดการและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันได้ มีเครื่องมืออุปกรณ์ โปรแกรมคอมพิวเตอร์หลาย ๆ แบบ ถือกำเนิดขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์นี้ ยิ่งอุปกรณ์หรือโปรแกรมจำพวกนี้สร้างการแลกเปลี่ยนข้อมูลให้เป็นปัจจุบันได้มากเท่าไร ประสิทธิภาพของโซ่อุปทานก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น เพราะข้อมูลจะถูกส่งผ่านและไหลเวียนให้ทุกๆฝ่ายรู้สถานะของตน และฝ่ายอื่น ๆ โดยภาพรวมในโซ่อุปทานได้

เทคโนโลยีสารสนเทศในโซ่อุปทานในปัจจุบัน
      1. EDI (Electronic Data Interchange) เป็นเทคโนโลยีสารสนเทศที่เชื่อมโยงข้อมูลทางอิเลคทรอนิคส์ ระหว่าง 2 ฝ่าย EDI จะเปรียบเสมือน เป็นตู้ไปรษณีย์และบุรุษไปรษณีย์ไปสู่อีกฝ่าย EDI สามารถเชื่อมโยงข้อมูล 2 ฝ่ายที่มีฐานข้อมูลต่างกันให้ติดต่อสื่อสารกันได้

 


รูปที่ 1 การเชื่อมโยงข้อมูล 2 ฝ่ายที่มีฐานข้อมูลต่างกัน

      ข้อมูลจากฝ่าย A จะถูกแปลงเป็นภาษา EDI และส่งผ่านบุรุษไปรษณีย์ อิเล็กทรอนิคส์ของ EDI ผ่านเข้าตู้ไปรษณีย์ B แล้วถูกแปลงกลับเป็น ข้อมูลฝ่าย B เข้าไปในระบบการทำงานของ B ได้การนำ EDI มาใช้นี้จัดเป็นข้อตกลงระหว่าง 2 ฝ่ายในการสร้างระบบเชื่อมโยงร่วมกัน หรืออีกทางเลือกคือทั้ง 2 ฝ่ายจะใช้บริการ EDI ผ่านบุคคลที่ 3 ซึ่งเป็นตัวกลางบริการเชื่อมโยงข้อมูลให้ ซึ่งรียกว่า VAN (Value added Network) ซึ่งจะคิดค่าบริการเป็นการเช่าโครงสร้างพื้นฐาน ระบบติดต่อ และการส่งข้อมูลแต่ละครั้ง (per transaction) การทำงานในลักษณะนี้สามารถทำให้โซ่อุปทานเชื่อมโยงกันได้มาก รับทราบข้อมูล และรับรู้สถานการณ์และปัญหาได้ทันเวลา หากอุปสรรคที่สำคัญเกิดขึ้นก็คือ การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศชนิดนี้ต้องได้รับความยินยอมและเห็นด้วยจากทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งมีการลงทุนที่ค่อนข้างสูงมาก ถึงแม้ประสิทธิภาพการบริหารงานที่เป็นผลตามมาจะค่อนข้างสูงตามไปนั้น ความพร้อมของอุตสาหกรรมขนาดกลางและย่อมในประเทศไทย (SMEs) ยังมีน้อยเมื่อเทียบกับการลงทุนที่สูงเช่นนั้น จึงเกิดเป็นคำถามขึ้นว่า SMEs ไม่สามารถจะได้รับประโยชน์จากหลักการนี้
      ดังเช่นบริษัทใหญ่ ๆ ได้เชียวหรือ ? หากไม่มีเงินลงทุนใช้ EDI ในเหตุการณ์ปัจจุบันมีผู้คิดหาทางออกให้กับ SMEs หลายแนวทาง และมีหลายองค์กรที่ใช้แนวคิดประยุกต์นี้ได้สำเร็จ แนวคิดที่เกิดขึ้นคือ การนำหลักการของ EDI มาประยุกต์และพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์และแนวบริหารข้อมูลมาเอง ดังเช่นตัวอย่าง 2 องค์กรนี้
      ตัวอย่างที่1 ฝ่าย A และฝ่าย B ต้องการเชื่อมโยงข้อมูลซึ่งกันและกัน ฝ่าย B ต้องการนำข้อมูลของฝ่าย A เข้าสู่ระบบของตน แบบ real time แต่ 2 ฝ่ายนี้ยังไม่มีเทคโนโลยีสารสนเทศใดเชื่อมโยงอยู่


รูปที่ 2 ตัวอย่างที่1

      สิ่งที่บริษัทนี้ใช้แก้ปัญหานี้ คือ การพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์อย่างง่ายขึ้นมา เพื่อแปลงข้อมูล ชุด Aจากระบบฝ่าย A ให้อยู่ในรูปของตัวหนังสือ( text format) และส่งผ่านข้อมูลซึ่งอาจจะเป็นการคัดลอกลงแผ่นดิสก์ส่งมาให้ฝ่าย B ซึ่งฝ่าย B จะนำ รูปของตัวหนังสือ( text format) นี้เข้าโปรแกรมเดิมซึ่งสามารถแปลงข้อมูล ตัวหนังสือจาก A ให้เป็นรูปแบบ ที่เข้าสู่ระบบของ B ได้ โปรแกรมแปลงชนิดนี้อาจเป็นโปรแกรมง่าย ๆ ที่พัฒนาได้จากโปรแกรมที่มีใช้ทั่วไป เช่น Microsoft Excel หรือ Access และอื่นๆ

    ตัวอย่างที่2 องค์กร A ต้องการเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนข้อมูลองค์กร B


รูปที่ 3 ตัวอย่างที่2

      อาจจะใช้โปรแกรมลักษณะเดียวกับตัวอย่างที่1ได้ หากแต่การเชื่อมโยงข้อมูลจะใช้การส่งผ่านทางอินเตอร์เนต ในลักษณะของไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์หรือเวปเซอร์วิสก็ได้ ความสัมพันธ์ลักษณะนี้อาจเป็นแบบ ผู้จัดส่งวัตถุดิบ กับ ผู้ผลิต แลกเปลี่ยนปริมาณที่สามารถจัดส่ง และปริมาณที่ต้องการผลิตได้
      การแลกเปลี่ยนเชื่อมโยงข้อมูลลักษณะนี้นำหลักการคล้าย EDI มาใช้นั้น อาจจะไม่ได้ประสิทธิภาพ และความเร็วในการตอบสนอง แบบทันทีได้เท่ากับการลงทุนใช้ EDI ระดับความสามารถยังเป็นแบบการส่งผ่านข้อมูลเป็นชุด ๆ (batch transfer) ยังต้องถูกกำหนดจากคนควบคุม เช่น จำนวนครั้งต่อความถี่ในการส่ง ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์(e-mail) ในลักษณะนี้อาจต้องตรวจสอบ ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-mail) เพื่อนำข้อมูลเข้าระบบทุกๆ วัน หรือ ทุก 8 หรือ 12 ชั่วโมง หากแต่ระดับความต้องการอาจจะเหมาะสมกับขนาดของธุรกิจเพียงพออยู่แล้ว ดังตัวอย่างในบริษัทขนาดกลางซึ่งผลิตเครื่องจักรอุตสาหกรรม มีระบบจัดการความต้องการวัสดุ (Material Requirement Planning: MRP) บริษัทนี้ได้นำหลักการแบบ EDI มาใช้โดยที่มิได้ซื้อโปรแกรมใดๆมาจัดการ หากแต่ติดต่อกับผู้จัดส่งวัตถุดิบทุกๆ 12 ชั่วโมงผ่านทางอินเตอร์เนตโดยผู้จัดส่งวัตถุดิบจะส่งข้อมูลผ่านอินเตอร์เนตมาให้บริษัทนี้ทุกๆ 12 ชั่วโมงโดยรายงานถึงจำนวนวัตถุดิบที่จะจัดส่งให้ได้แน่นอน ข้อมูลทีส่งมาถึงบริษัทนี้นั้นจะถูกส่งเข้าโปรแกรมอัตโนมัติที่พัฒนาขึ้นเองผ่านไปยังระบบ MRP ของฝ่ายผลิตและปรับเปลี่ยนตารางการผลิตใหม่ตามจำนวนวัตถุดิบที่จะส่งเข้ามาได้ จากตัวอย่างนี้จะเห็นได้ว่าในการนำหลักการนี้มาใช้นั้น อุตสาหกรรมควรจะคำนึงถึงระดับความต้องการที่จะใช้กับระดับความเร็วที่จำเป็น มิใช่ว่า EDI แบบทันทีจะจำเป็นและเป็นคำตอบสำหรับทุก ๆปัญหาเสมอไป

      2. ระบบบาร์โค้ด
      ในปัจจุบันระบบบาร์โค้ดกลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับธุรกิจค้าปลีกเป็นอย่างมาก เพราะช่วยอำนวยความสะดวกตั้งแต่การบริหารสินค้าคงคลัง ไปจนถึงระบบการเก็บเงินที่รวดเร็วทำให้เกิดความสะดวกแก่ลูกค้าที่มาซื้อสินค้าไม่ต้องเสียเวลารอคอยนาน ประโยชน์หลักของ บาร์โค้ด คือ ช่วยทำให้การรวบรวมข้อมูลเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ภายในองค์กรเป็นไปได้อย่างสะดวก รวดเร็วและถูกต้อง

      3. เทคโนโลยี Radio Frequency identification (RFID)
      เป้าหมายหลักของเทคโนโลยี RFID จะมาทดแทนการใช้บาร์โค้ด โดยแผ่น RFID นั้นเป็นแผ่นชิพแผงวงจรรวมขนาดเล็กกับแผงวงจรวิทยุและฝังรหัสที่ระบุความเหมือนกันเข้าไว้รวมกัน สามารถใช้สแกนจากที่ห่างไกล และยังสามารถผ่านทะลุกำแพงได้อีกด้วย
      ปัจจุบันการนำเทคโนโลยี RFID เริ่มถูกนำมาใช้ในบางธุรกิจบ้างแล้ว โดยเฉพาะการติดตามสัตว์เลี้ยงในธุรกิจปศุสัตว์ การจ่ายค่าผ่านทางด่วน และในโรงงานผลิตสินค้าพรีเมียม เป็นต้น
      เทคโนโลยี RFID จะมาแทนบาร์โค้ด ก็เพราะสามารถตรวจสแกนสินค้าบนชั้นวางได้เลย ทันทีที่ลูกค้าเลือกหยิบสินค้าเสร็จและเดินผ่านเครื่องสแกนแผ่น RFID ตรงทางออกห้าง เครื่องจะคำนวณจำนวนเงินที่ลูกค้าจะต้องจ่ายทั้งหมดแบบอัตโนมัติลูกค้าไม่จำเป็นต้องเข้าแถวคอยจ่ายเงินกับพนักงานที่ยิงบาร์โค้ดสินค้าแต่ละชิ้นๆอีกต่อไป

     4. ERP (Enterprise Resource Planning)
      ERP หมายถึงหลักการในการวางแผนบริหาร จัดการ ทรัพยากรในองค์กร โดยอาศัยระบบสารสนเทศสนับสนุนการดำเนินงาน มีลักษณะการติดต่อสื่อสาร การทำงาน แบบเชื่อมโยงถึงกันหมดทุกกระบวนการทางธุรกิจ (ทุกฝ่าย ทุกแผนก) ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายการเงิน ฝ่ายบัญชี ฝ่ายการผลิต ฝ่ายจัดซื้อ ฝ่ายกระจายสินค้า ฝ่ายขายฝ่ายการตลาด รวมทั้งฝ่ายทรัพยากรบุคคล ด้วยการนำระบบทุกอย่างในองค์กรมาเชื่อมประสานเข้าด้วยกัน ใช้งานบนฐานข้อมูลเดียวกัน ทำให้แผนกต่าง ๆ ใช้ข้อมูลร่วมกันได้ เหมือนกับแกนกลางที่จะช่วยให้ทุกฝ่ายได้ข้อมูลที่เป็นภาพรวมสำหรับการติดตามควบคุมสถานะการปฏิบัติงานและการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่ครอบคลุมขอบข่ายโดยรวมขององค์กร มีคุณสมบัติเหมาะสมในการนำมาสนับสนุนการดำเนินงานขององค์กรในโซ่อุปทานและการจัดการโลจิสติกส์ ทำให้ได้ข้อมูลและสารสนเทศสำหรับการวางแผนในอนาคต และยังสามารถวิเคราะห์แนวโน้มการเปลี่ยนแปลง เพื่อนำผลลัพธ์มาใช้ปรับปรุงผลการปฏิบัติงานขององค์กรโดยรวมได้
      การนำ ERP ไปใช้ให้เกิดผลนั้น ไม่ได้อยู่ที่ปัจจัยทางด้านต้นทุนในการจัดสร้างหรือปัจจัยทางด้านเทคนิคเพียงอย่างเดียว แต่มีปัจจัยอื่น ๆ ที่จะต้องพิจารณาด้วย เช่น การปรับเปลี่ยนกระบวนการทางธุรกิจ การจัดเตรียมโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีสารสนเทศ การปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร และการปรับปรุงระบบการจัดการขององค์กร
      ERP เป็นซอฟต์แวร์สำหรับการวางแผนทรัพยากรองค์กรเป็นระบบซอฟแวร์ประยุกต์ที่ทั่วโลกใช้ในปัจจุบัน เป็นซอฟต์แวร์ประสิทธิภาพสูงที่ได้รวบรวมสารสนเทศและบูรณาการทรัพยากรองค์กรแบบเต็มระบบ มีความยืดหยุ่นสูงและโครง สร้างซอฟแวร์สามารถสนับสนุนทุกหน้าที่ในการจัดการดำเนินงานของธุรกิจให้สอดคล้องกับโมเดลอ้างอิงทางซัพพลายเชน (Supply Chain Reference Model) ระบบการบริหารทรัพยากรภายในองค์กรสำหรับโรงงานอุตสาหกรรม (Enterprise Resource Planning) เป็นระบบที่พัฒนาขึ้นเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลภายในองค์กรเข้าด้วยกัน และเพื่อให้ระบบงานภายในองค์กรไม่ว่าจะเป็นระบบการผลิต ระบบบัญชีและการเงินระบบการบริหารงานบุคคลสามารถเชื่อมโยงข้อมูลข่าวสารซึ่งกันและกันได้ ซึ่งระบบต่างๆ จะทำงานที่สัมพันธ์เพื่อให้ข้อมูลต่างๆมีความถูกต้อง, รวดเร็วที่สุด และใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าที่สุด
      ระบบการบริหารทรัพยากรภายในองค์กรสำหรับโรงงานอุตสาหกรรม (Enterprise Resource Planning for Industrial) จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับธุรกิจอุตสาหกรรม เพื่อให้การทำงานด้านการผลิต การเงิน การบัญชีและงานบุคคล มีประสิทธิภาพสูงสุดและมีต้นทุนที่ต่ำสุด
      ผู้ให้บริการERP ในประเทศ
      ปัจจุบันการนำ ERP ไปใช้ในองค์กรมีแนวโน้มสูงขึ้น การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ ซอฟแวร์ ERP นั้นขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของแต่ละองค์กร ซึ่งในปัจจุบันผู้ให้บริการERP สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทคือ
         1) ผู้ให้บริการที่เป็นเจ้าผลิตภัณฑ์โดยตรง
                 - ผลิตภัณฑ์ ซอฟแวร์ ที่ผลิตขึ้นในประเทศ
                 - ผลิตภัณฑ์ ซอฟแวร์ ที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ
         2) ผู้ให้บริการที่ไม่ได้เป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์แต่อยู่ในลักษณะบริษัทรับปรึกษาเกี่ยวกับ ERP (ERP consultant)

     5. WMS (Warehouse Management System)
         WMS เป็นซอฟแวร์ระบบการจัดการคลังสินค้า มีลักษณะเหมือนกับระบบบริหารการขนส่งที่ระบบบริหารคลังสินค้าบริหารแผนการจัดเก็บสินค้าคงคลังและประมวลผลการทำงานต่อวันของคลังสินค้า นอกจากนี้ ระบบ WMSยัง ช่วยตรวจและติดตามสินค้าคงคลังในคลังสินค้าด้วย
         WMS เป็นศูนย์กลางในการจัดการดำเนินการคำสั่งซื้อของลูกค้า และการจัดการคลังสินค้า ที่สามารถรวบรวมข้อมูลจากการจัดการคำสั่งซื้อลูกค้า การรับสินค้า การจัดทำสต็อค การเติมสินค้า การจัดเก็บ การเลือกหรือหยิบสินค้าตามคำสั่ง การจัดส่ง และการจ่ายสินค้าออกจากคลัง และกิจกรรมอื่นๆที่เกี่ยวข้อง

     6. TMS (Transportation Management System)
         โปรแกรมระบบบริหารงานขนส่งช่วยในด้านบริหารการกระจายสินค้า เช่น บริหารเส้นทางการจัดส่ง การจัดรวมสินค้า อัตราค่าขนส่ง ประเภทของรถและการบรรทุก การรับสินค้า

     7. GPS (Global Positioning System)
         ระบบบอกตำแหน่งบนพื้นผิวโลก โดยอาศัยการคำนวณพิกัด จากสัญญาณนาฬิกาที่ส่งมาจากดาวเทียมที่โคจรอยู่รอบโลก ซึ่งมีตำแหน่งที่แน่นอน ระบบนี้สามารถบอกตำแหน่ง ณ จุดที่สามารถรับสัญญาณได้ทั่วโลก โดยเครื่องรับสัญญาณจีพีเอส รุ่นใหม่ๆ จะสามารถคำนวณความเร็วและทิศทางนำมาใช้ร่วมกับโปรแกรมแผนที่ เพื่อใช้ในการนำทางได้ ใช้ในด้านการติดตามสถานการณ์จัดส่ง หรือ การติดตามรถบรรทุกด้วยดาวเทียม ลูกค้าสามารถที่จะตรวจสอบสถานะของสินค้า โดยนำบาร์โค้ดมาช่วยในการติดตามการจัดส่ง

     8. Electronic Commerce หรือ การพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
         Electronic Commerce หรือ การพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์หมายถึง การทำธุรกรรมทางเศรษฐกิจที่ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เช่น การซื้อขายสินค้าและบริหาร การโฆษณาสินค้า การโอนเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น จุดเด่นของ E-Commerce คือ ประหยัดค่าใช้จ่าย และเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ โดยลดความสำคัญขององค์ประกอบของธุรกิจที่มองเห็นจับต้องได้ เช่นอาคารที่ทำการ ห้องจัดแสดงสินค้า (show room) คลังสินค้า
        พนักงานขายและพนักงานให้บริการต้อนรับลูกค้า เป็นต้น ดังนั้นข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์คือ ระยะทางและเวลาทำการแตกต่างกัน จึงไม่เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจอีกต่อไป

     9. RosettaNet
         RosettaNet เป็นองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไรในเครือของ GS1 US(TM) ได้ทำให้มีภาษาในการทำธุรกรรม
        ด้านธุรกิจแบบอิเกทรอนิกส์ร่วมกัน และทำให้เกิดรากฐานสำหรับการรวมตัวกันของกระบวนการที่สำคัญระหว่างคู่ค้าภายในเครือข่ายจัดส่งสินค้าระดับโลก วัตถุประสงค์ในการทำ RosettaNet คือ สร้างกระบวนการมาตรฐาน การให้บริการเพื่อการแบ่งปันข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ทางธุรกิจของกลุ่มสมาชิก โดยเรียกว่า RosettaNet Partner Interface
        Processes (PIPs) โดยส่งผ่านข้อมูลผ่านทาง XML (Base on Internet) เป็นตัวที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน เช่น ในเรื่องของโซ่อุปทาน ช่วยลดต้นทุนในการผลิตสินค้า ทำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เป็นต้น ช่วยเพิ่มความสะดวกในเชิงการค้าบนเครือข่าย และยังช่วยเพิ่มโอกาสในการติดต่อกับลูกค้าในกลุ่มสมาชิกได้สะดวกขึ้นเพราะมีการใช้มาตรฐาน เป้าหมายหลักของ RosettaNet มุ่งเน้นในด้านการบริหารจัดการโซ่อุปทานให้มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยการพัฒนาประสิทธิภาพผลการดำเนินงานตั้งแต่ต้นน้ำตลอดจนถึงปลายน้ำ การดำเนินธุรกิจแบบอิเล็กทรอนิกส์ให้เป็นไปในมาตรฐานเดียวกันของ RosettaNet นั้น เพื่ออำนวยความสะดวกด้านความรวดเร็วด้านประสิทธิภาพ และความน่าเชื่อถือ ทำให้เกิดความร่วมมือและการติดต่อสื่อสารที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นระหว่างหุ้นส่วนทางการค้าระหว่างกัน


ที่มา หลักสูตรการพัฒนาผู้บริหารระดับกลาง
โครงการพัฒนาหลักสูตรและการฝึกอบรมโลจิสติกส์และซัพพลายเชน
โดยสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) และเครือข่ายนักวิจัยด้านการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทานในประเทศไทย (Thai VCML)


จำนวนผู้ชม 38295 ครั้ง

  กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบก่อนเขียนข้อความเสนอแนะความคิดเห็นของท่าน(Comments) หรือให้คะแนนความนิยม (Rating) ของข่าวและบทความ