อาทิตย์, 30 เม.ย. 2017
 
 

Resources

Login Form



Who's Online

เรามี 127 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
โซ่อุปทานภายในองค์กรและโซ่อุปทานภายนอกองค์กร (Internal supply chain VS External supply chain)
User Rating: / 2
แย่ดีที่สุด 
วันเสาร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2010 เวลา 09:58 น.
smaller text tool iconmedium text tool iconlarger text tool icon

โดยนายบางมด

       ในการเชื่อมโยงการทำงานของธุรกิจต่าง ๆ เข้าด้วยกันนั้น เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งในการบริหารโซ่อุปทาน (Supply Chain Management) นั่นคือ ความร่วมมือระหว่างกัน ซึ่งหมายความรวมไปถึงความร่วมมือทั้งภายในและภายนอกองค์กร ความร่วมมือภายในองค์กรนั้นได้แก่การเชื่อมโยงของการไหลของวัสดุข้อมูล และข้อมูลทางการเงินระหว่างฝ่าย ส่วนความร่วมมือภายนอกองค์กรได้แก่ การรวมกันของพันธมิตรทางธุรกิจ เช่น ผู้จำหน่ายวัตถุดิบในการผลิต ลูกค้า และส่วนของโลจิสติกส์ เป็นต้น ซึ่งถ้ามีการร่วมมือกันทั้งภายในองค์กรและนอกองค์กรแล้ว จะทำให้เกิดความสามารถทางการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์มากการการดำเนินการเพียงลำพัง ซึ่งจะทำให้การดำเนินงานของบริษัทจะเป็นไปอย่างราบรื่น ความล่าช้าและความไม่แน่นอนลดน้อยลง การไหลของผลิตภัณฑ์ในโซ่อุปทานก็เป็นไปได้รวดเร็วมากขึ้น ดังนั้นการที่จะบริหารโซ่อุปทาน และกิจกรรมโลจิสติกส์ของบริษัทให้มีประสิทธิภาพ และประสิทธิผลมากขึ้น ควรเริ่มจัดการโซ่อุปทานจากหน่วยย่อยในองค์กรตั้งแต่ระดับเล็กสุด ซึ่งได้แก่
             - โซ่อุปทานในแผนก กล่าวคือ ในแผนกเดียวกันในองค์กรนั้นมีการเชื่อมโยงหรือแบ่งปันข้อมูลซึ่งกันและกันหรือไม่
             - โซ่อุปทานระหว่างแผนก กล่าวคือ ระหว่างฝ่ายนั้นมีการแบ่งปันข้อมูลที่ควรทราบถึงกันหรือไม่
             - โซ่อุปทานระหว่างองค์กร เป็นโซ่อุปทานที่มีการจับมือกันอย่างยั่งยืนระหว่างซัพพลายเออร์ ผู้ผลิต ผู้กระจายสินค้าและลูกค้าเป็นความเชื่อมต่อแบบเนื้อเดียวของกิจกรรมโลจิสติกส์ทั้งภายในและระหว่างองค์กร (Synchronized Activities)
       จากที่กล่าวมาข้างต้น สรุปได้ว่า Internal Supply Chain เป็นองค์ประกอบส่วนกลางของห่วงโซ่อุปทานเริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการรับวัตถุดิบจากผู้ค้า ขั้นตอนการผลิต ไปจนถึงการบรรจุหีบห่อ และจัดเก็บในคลังสินค้า ส่วน External Supply Chain จะประกอบด้วย 2 ส่วนคือ Upstream เป็นองค์ประกอบแรกสุดของห่วงโซ่อุปทาน เกี่ยวข้องกับวัตถุดิบ รวมถึงการเคลื่อนที่ของวัตถุดิบ จนเป็นวัตถุดิบในการผลิตและเข้าสู่กระบวนการผลิตขององค์กร และ Downstream เป็น องค์ประกอบส่วนท้ายของห่วงโซ่ จะเริ่มต้นที่ผู้กระจายสินค้า ผู้ค้าปลีก ผู้ขายตรง จนถึงผู้บริโภคคนสุดท้าย
       ตัวอย่างในการจำแนก Internal Supply Chain และ External Supply Chain ของบริษัท ผลิตสินค้าเครื่องสำอางค์ ให้กับโมเดรินเทรด และส่งออกต่างประเทศ
       Internal Supply Chain: เป็นส่วนที่เริ่มตั้งแต่ หลังจากที่ได้รับคำสั่งซื้อจากลูกค้าแล้ว ทางฝ่ายขายและฝ่ายการตลาด จะส่งข้อมูลให้ฝ่ายวางแผนการผลิตหลัก (Master Production Scheduling – MPS) และจัดประชุมการผลิคสินค้าใหม่(New Products ) เพื่อเตรียมแผนการผลิตว่าจะผลิต “อะไร” “เมื่อไร” “เท่าไร” จากนั้นทำการแตกโครงสร้างผลิตภัณฑ์ (Bill of Materials – BOM) เพื่อคำนวณแผนความต้องการวัสดุ (Material Requirement Planning – MRP) และพิจารณากำลังการผลิตเพื่อออกแบบแผนกำลังการผลิต (Capacity Requirement Planning – CRP) เมื่อพร้อมที่จะผลิตแล้วจึงทำการจัดลำดับการผลิต (Scheduling) เพื่อเป็นการกำหนดว่าจะลงสายการผลิตหรือเครื่องจักรใด “เมื่อไร” “เท่าไร”
       หลังจากนั้นฝ่ายวางแผนจะแจ้งความต้องการวัตถุดิบไปยังแผนกจัดซื้อ เพื่อทำการสั่งซื้อวัตถุดิบ (Purchase Order) โดยมีการตรวจสอบปริมาณวัตถุดิบคงคลัง รวมถึง lead time ของ Supplier เมื่อ Supplier มาส่งวัตถุดิบ ทางคลังสินค้าก็จะทำการรับวัตถุดิบเข้าคลังสินค้า โดยมีการ Key ข้อมูลเข้าในระบบ Express เป็นระบบ IT ที่เชื่อมโยงภายในองค์กร เพื่อให้ทุกฝ่ายได้รับทราบข้อมูล
       ในระหว่างการผลิตจะมีการควบคุมและตรวจสอบสถานของของการผลิต พร้อมทั้งมีการแจ้งปัญหาด้านการผลิต หรือ การขาดแคลนวัตถุดิบไปยังฝ่ายวางแผนการผลิต ตลอดจนสถานะสินค้าสำเร็จรูปที่มีการผลิตเสร็จแล้ว
       หลังจากที่ผลิตเป็นสินค้าสำเร็จรูปแล้ว จะมีการตรวจสอบคุณภาพสินค้าในพื้นที่ตรวจสอบ ซึ่งถ้าสินค้าไม่มีปัญหาคุณภาพ ก็จะถูกนำไปเก็บไว้ยังคลังสินค้าสำเร็จรูป รอการจัดส่งไปยังลูกค้าต่อไป
       External Supply Chain: ในส่วนของ External Supply Chain นั้น จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนที่ติดต่อกับซัพพลายเออร์ และส่วนที่ติดต่อกับลูกค้า
       ส่วนที่ติดต่อกับลูกค้า คือ เมื่อได้รับคำสั่งซื้อแล้วจะมีการพิจารณาว่าจะลงแผนการผลิตว่าจะผลิต“เมื่อไร” และ “เท่าไร” หรือจะใช้เครื่องจักรใดผลิต หลังจากนั้นจะมีการยืนยันคำสั่งซื้อไปยังลูกค้า เมื่อให้ลูกค้ามั่นใจได้ว่า จะได้รับสินค้าสำเร็จรูปภายในเวลาที่ลูกค้าต้องการ และหลังจากที่มีการผลิตสินค้าสำเร็จรูปแล้วจะมีการจัดส่งสินค้าให้ลูกค้าต่อไป
       ด้านที่ติดต่อกับซัพพลายเออร์  คือ เมื่อมีการคำนวณแผนความต้องการวัสดุ (Material Requirement Planning – MRP) และ ทำการจัดลำดับการผลิต (Scheduling) แล้วจะมีการส่งคำสั่งซื้อไปยัง Supplier และคอยติดตามจนกระทั่ง Supplier ส่งสินค้าเข้าโรงงาน
       บริษัทผลิตเครื่องสำอางข้างต้น ได้สร้างความสัมพันธ์อันดีกับ Supplier โดยดำเนินกิจกรรม SRM (Supplier Relationship Management) โดยเน้นเข้าไปมีส่วนร่วมและจัดการกับกระบวนการต่าง ๆ เพื่อให้ Supplier มีความพร้อมในการเตรียมและจัดส่งวัตถุดิบได้ทันตามความต้องการของบริษัทได้ตลอดเวลา โดยมีการแบ่งปันข้อมูลของซัพพลายเออร์ร่วมกันดังนี้
            - การออกแบบและวิศวกรรม
            - การปรับปรุงกระบวนการทำงาน
            - ระบบจัดซื้อ
            - โลจิสติกส์ในองค์กร และการวัดประเมินผล
            - การคัดเลือกและจัดหาซัพพลายเออร์
       ในขณะที่ ซัพพลายเออร์ก็สามารถทราบถึงข้อมูลของบริษัทได้คือ
            - ข้อมูลการจัดการคำสั่งลูกค้าแบบ Real Time
           - การ update ระดับสินค้าคงคลังทั้งในส่วนวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป
           - การพยากรณ์ยอดขาย
           - การตั้งราคาและโปรแกรมการลดราคาสินค้า
        อย่างไรก็ดี การจะพัฒนาโซ่อุปทานให้เกิดขึ้นมิใช่แค่การจับมือกันเฉย ๆ หากข้อมูลต้องมีการแบ่งปันกันและเชื่อมต่อกันให้เป็นเนื้อเดียวกันระหว่างองค์กร และด้วยสภาพการแข่งขันทางการตลาดที่สูงขึ้น องค์กรก็ควรมีระบบการตัดสินใจที่ดี เพื่อให้ได้เปรียบกับคู่แข่งขันและเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องและเพียงพอ ควรมีการจัดการทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีความสัมพันธ์กันตลอดสายโซ่ เริ่มตั้งแต่ ลูกค้า ผู้ผลิต ตลอดจนถึงคู่ค้าอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อช่วยให้อุตสาหกรรมได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง และครบถ้วนอันจะนำไปสู่การตัดสินใจได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม ทั้งเพิ่มศักยภาพทางการแข่งขันต่อไป

 


รูปแสดง Internal Supply Chain และ External Supply Chain


จำนวนผู้ชม 17580 ครั้ง

  กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบก่อนเขียนข้อความเสนอแนะความคิดเห็นของท่าน(Comments) หรือให้คะแนนความนิยม (Rating) ของข่าวและบทความ