พุธ, 29 มี.ค. 2017
 
 

Resources

Login Form



Who's Online

เรามี 186 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
ระบบเติมเต็มคำสั่งซื้อลูกค้าในโซ่อุปทานและกิจกรรมโลจิสติกส์อุตสาหกรรม
User Rating: / 2
แย่ดีที่สุด 
วันอาทิตย์ที่ 21 กุมภาพันธ์ 2010 เวลา 09:23 น.
smaller text tool iconmedium text tool iconlarger text tool icon

 

โดย รศ.ดร.ดวงพรรณ กริชชาญชัย ศฤงคารินทร์ และ
ผศ.ดรเตือนใจ สมบูรณ์วิวัฒน์

        ในยุคโลกาภิวัตน์ และการแข่งขันในตลาดที่สูงมากในยุคปัจจุบัน ได้เกิดหลักการใหม่ในการบริหารธุรกิจตลาดและอุตสาหกรรม ขึ้นมาว่า ธุรกิจไม่สามารถดำเนินอยู่ได้เพียงผู้เดียว การดำเนินธุรกิจอุตสาหกรรมในยุคนี้จำเป็นที่จะต้องหันมาร่วมมือกับธุรกิจรอบตัว โดยรวมทั้งในแนวดิ่งและแนวราบ ความร่วมมือระหว่างธุรกิจในแนวดิ่งจะรวมถึงธุรกิจที่ก่อให้เกิดผลผลิตจริงในสายการผลิตของตน ตั้งแต่ผู้จัดหาวัตถุดิบ ผู้จัดส่ง ผู้ผลิต ผู้กระจายสินค้าและลูกค้า ส่วนความร่วมมือในแนวราบนั้นจะรวมถึงธุรกิจที่มีลักษณะส่งเสริมสนับสนุนหรือเป็นคู่ค้าที่มีประโยชน์ก่อให้เกิดการเพิ่มผลผลิต หรือยกระดับความสามารถของตนได้ ซึ่งอาจจะเป็นธุรกิจที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน แนวคิดการหันมาร่วมมือกับธุรกิจรอบตัวนี้เป็นแนวคิดที่เรียกว่า โซ่อุปทาน (supply chain) ความเป็นจริงแล้วในปัจจุบันและในอนาคตอาจจะพัฒนาไปถึงการเป็น supply network ได้ กล่าวคือ การเชื่อมโยงระหว่างโซ่อุปทานกับโซ่อุปทาน แนวคิดนี้จะทำให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพและราบรื่นมากขึ้น ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการในส่วนต่าง ๆ ลดลง ปริมาณของคงคลังที่ต้องสำรองเก็บในอุตสาหกรรมลดลง และก่อให้เกิดประโยชน์อีกมากมายกับทุก ๆ ส่วนของโซ่อุปทาน สิ่งที่เกิดขึ้นคือ มิใช่เพียงแต่การจัดการโซ่อุปทานหรือ SCM (supply chain management) เท่านั้นที่แต่ละองค์กรต้องศึกษาสิ่งที่ตามมาคือ หลักการ คำย่อ และศัพท์ต่าง ๆ อีกมากมายที่แต่ละองค์กรต้องให้ความสนใจ เช่น ERP (Enterprise Resource Planning) , EDI (Electronic Data Interchange), ECR (Efficient Consumer Response), WMS (Warehouse Management System), 3PL (Third Party Logistics), VMI (Vendor Manage Inventory), SRM (Supplier Relationship Management), CRM (Customer Relationship Management), QRM (Quick Response Manufacturing), Cross docking , B2B (Business to Business), B2C (Business to Customer) ฯลฯ ส่งผลให้ธุรกิจและอุตสาหกรรมต่าง ๆ ยิ่งทวีความตื่นตัว ต้องการจะศึกษาและนำทุก ๆ หลักการนี้มาใช้ในองค์กรของตนโดยมุ่งหวังที่จะสามารถบรรลุถึงการจัดการโซ่อุปทานได้อย่างประสบความสำเร็จ
        ในทางทฤษฎีแล้วนั้นหลักการต่างๆที่กล่าวมานี้มีส่วนโดยตรงที่ทำให้การจัดการโซ่อุปทานประสบความสำเร็จได้ เนื่องจากหลักการต่าง ๆ เหล่านี้เปรียบเสมือนเฟืองแต่ละตัวที่ขับให้เกิด การจัดการโซ่อุปทานขึ้นมาได้หากแต่ในทางปฏิบัติแล้วนั้น การจะนำหลักการแต่ละหลักการมาใช้และทำให้เกิดขึ้นในแต่ละองค์กรและระหว่างองค์กรจริงนั้น องค์กรเองต้องมีความพร้อมทั้งในระดับนโยบาย และการดำเนินการ โครงสร้างโซ่อุปทานจำต้องใช้ปัจจัยหลาย ๆ อย่างประกอบกันทำให้หลักการนี้เกิดขึ้นมาได้ การสนับสนุนหลักจะมาจากความร่วมมือระหว่างแผนกในองค์กรเดียวกัน หรือระหว่างองค์กร การนำเทคโนโลยีเข้ามาสนับสนุนการดำเนินการ รวมถึงการบริหารจัดการการดำเนินงานในแต่ละกิจกรรมของการดำเนินธุรกิจด้วย
การจัดการโซ่อุปทานและการนำหลักการสนับสนุนโซ่อุปทานมาใช้นั้นองค์กรจำเป็นต้องมีทักษะและ
        ความสามารถใน 3 ส่วน ด้วยกันคือ
             1) ทักษะด้านโลจิสติกส์ (Logistics skills)
                  ทักษะด้านโลจิสติกส์จะว่าด้วยการจัดการการดำเนินงานในกิจกรรมต่าง ๆ ในธุรกิจ ซึ่งการจัดการทางโลจิสติกส์นั้นจะมุ่งเน้นถึงประสิทธิภาพของการดำเนินงานและประสิทธิผลที่เกิดขึ้น หรือแม้แต่การทำงานที่ดีที่สุดของกิจกรรมนั้น ๆ การจัดการด้านโลจิสติกส์สามารถแบ่งได้เป็น 2 ส่วนใหญ่ ๆ คือ
                      1.1) โลจิสติกส์ในองค์กร (Inbound Logistics) ซึ่งจะรวมถึงการจัดการการดำเนินการผลิต การพยากรณ์ การวางแผนการผลิต การวางแผนกำลังการผลิต การจัดลำดับการผลิต การบริหารวัสดุคงคลัง การบริหารคลังสินค้า และอื่น ๆ
                      1.2) โลจิสติกส์นอกองค์กร (Outbound Logistics) เป็นเรื่องที่คนส่วนมากจะนึกถึงถ้ากล่าวถึงเรื่องโลจิสติกส์ เพราะเป็นเรื่องที่รวมถึงการประสานงานระหว่างองค์กร การจัดส่ง การขนส่งการบริหารรถขนส่งและเส้นทางการขนส่ง
                  นอกจากนี้ยังมีส่วนที่สนับสนุนโลจิสติกส์อื่นๆ เช่น ส่วนการทำงานด้านการขาย การตลาด การซ่อมบำรุงและการบริการหลังการขาย เป็นต้น
            2) ทักษะด้านการสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ (Strategic alliance skills)
                 หมายถึง กระบวนการที่ 2 บริษัทขึ้นไปตกลงที่จะแบ่งสรรข้อมูลลงทุนร่วมกัน และปรับปรุงการทำงานต่างๆ ร่วมกัน ข้อมูลที่คู่พันธมิตรใช้ร่วมกันนั้น ควรจะเปิดเผยและปราศจากความลับระหว่างกัน ข้อมูลดังกล่าวได้แก่แผนทางธุรกิจ การพยากรณ์ ข้อมูลการขาย ข้อมูลคงคลัง และกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการไหลของผลิตภัณฑ์จากนั้นในการที่จะพัฒนาไปสู่พันธมิตรทางยุทธศาสตร์มี 3 ขั้นตอนด้วยกันที่ควรจะคำนึงถึงนั้นคือ การก่อให้เกิดความเข้าใจในหลักการ การเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน และการยืนยันความเป็นพันธมิตร
            3) ทักษะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology skills)
                 การเชื่อมโยงส่วนต่างๆของโซ่อุปทานเข้าด้วยกันต้องอาศัยการไหลเวียนของข้อมูลและวัสดุให้เป็นหนึ่งเดียวกัน สิ่งหนึ่งที่จะสามารถเชื่อมโยงส่วนต่าง ๆ นี้เข้าด้วยกันได้ในยุคปัจจุบันก็คือ เทคโนโลยีสารสนเทศ เทคโนโลยีสารสนเทศนี้จะมีส่วนสนับสนุนความสัมพันธ์ระหว่างองค์กร การพัฒนาพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ การเชื่อมโยงข้อมูลภายในหรือระหว่างองค์กรเข้าด้วยกันโดยอาศัยเทคโนโลยีสารสนเทศ จะทำให้การติดต่อสื่อสารระหว่างกิจกรรมในโซ่อุปทานเป็นไปได้อย่างรวดเร็วอีกทั้งรับทราบสถานภาพและสภาวะแวดล้อมของแต่ละฝ่ายในโซ่อุปทานได้ อย่างไรก็ตามการนำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาสนับสนุนการจัดการโซ่อุปทานนั้น ต้องคำนึงถึงธรรมชาติขององค์กรกระบวนการทางธุรกิจ และที่สำคัญที่สุด คือ เงินลงทุน


ที่มา หลักสูตรการพัฒนาผู้บริหารระดับกลาง
โครงการพัฒนาหลักสูตรและการฝึกอบรมโลจิสติกส์และซัพพลายเชน
โดยสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) และเครือข่ายนักวิจัยด้านการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทานในประเทศไทย (Thai VCML)


จำนวนผู้ชม 6536 ครั้ง

 

  กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบก่อนเขียนข้อความเสนอแนะความคิดเห็นของท่าน(Comments) หรือให้คะแนนความนิยม (Rating) ของข่าวและบทความ