พุธ, 26 เม.ย. 2017
 
 

Resources

Login Form



Who's Online

เรามี 174 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
การเลือกทำเลที่ตั้งคลังสินค้า
User Rating: / 17
แย่ดีที่สุด 
วันอังคารที่ 16 กุมภาพันธ์ 2010 เวลา 12:41 น.
smaller text tool iconmedium text tool iconlarger text tool icon

 

Prepared by ศศินา   จันทร์เชย

      การเลือกทำเลที่ตั้งของคลังสินค้าสามารถใช้ได้ทั้งแนวทางมหภาค (Macro Approaches) และแนวทางจุลภาค (Micro Approaches) ซึ่งแนวทางมหภาคเป็นการวิเคราะห์เพื่อเลือกทำเลหรือพื้นที่ขนาดใหญ่ ระดับประเทศและภูมิภาค ส่วนแนวทางจุลภาคเป็นการเลือกทเลที่ตั้งแบบเฉพาะเจาะจงจากพื้นที่หรือประเทศที่ได้เลือกไว้แล้วจากแนวทางมหภาค ในอดีตได้มีผู้เสนอแนวทางมหภาคสำหรับการเลือกทำเลที่ตั้งไว้หลายแนวทาง ในที่นี้จะขอเสนอแนวทางของ Edgar M.Hoover ซึ่งเสนอกลยุทธ์การเลือกทำเลที่ตั้งของคลังสินค้าไว้ 3 ประเภทดังนี้
         1. กลยุทธ์ทำเลที่ตั้งใกล้ตลาด (Market-positioned Strategy)  กลยุทธ์นี้จะกำหนดให้ตั้งคลังสินค้าอยู่ใกล้กับลูกค้าลำดับสุดท้าย (Final customer) ให้มากที่สุด ซึ่งจะทำให้สามารถให้บริการลูกค้าได้ดี ปัจจัยสำคัญในการเลือกทำเลที่ตั้งใกล้ลูกค้ามีหลายประการ เช่นค่าขนส่ง รอบเวลาการสั่งสินค้า ความอ่อนไหวของผลิตภัณฑ์ ขนาดของการสั่ง ความเพียงพอของพาหนะในพื้นที่ และระดับการให้บริการลูกค้าที่ต้องการ
         2. กลยุทธ์ทำเลที่ตั้งใกล้แหล่งผลิต (Production-positioned Strategy) กลยุทธ์นี้กำหนดให้ที่ตั้งคลังสินค้าอยู่ใกล้กับแหล่งวัตถุดิบหรือโรงงานให้มากที่สุด  ซึ่งการตั้งคลังสินค้าแบบนี้จะทำให้ระดับการให้บริการลูกค้าต่ำกว่าแบบแรก แต่จะสามารถประหยัดค่าขนส่งวัตถุดิบเข้าสู่โรงงาน  ซึ่งการประหยัดในการขนส่งสามารถเกิดขึ้นได้โดยรวบรวมการขนส่งจากแหล่งต่าง ๆ โดยรถบรรทุก หรือรถตู้คอนเทนเนอร์  ปัจจัยสำคัญในการเลือกทำเลที่ตั้งใกล้แหล่งผลิตประกอบด้วยหลายประการ เช่นสภาพของวัตถุดิบที่เป็นส่วนของผลิตภัณฑ์
         3. กลยุทธ์ทำเลที่ตั้งอยู่ระหว่าง (Intermediately-positioned Strategy) กลยุทธ์นี้จะกำหนดให้ตั้งคลังสินค้าอยู่ตรงกลางระหว่างแหล่งผลิตและตลาด ซึ่งการตั้งคลังสินค้าประเภทนี้ทำให้ระดับการให้บริการลูกค้าต่ำกว่าแบบแรกแต่สูงกว่าแบบที่สอง  ทำเลที่ตั้งประเภทนี้เหมาะสำหรับธุรกิจที่ต้องการให้บริการลูกค้าอยู่ในระดับสูง  และมีโรงงานการผลิตหลายแห่ง

ปัจจัยในการพิจารณาเลือกทำเลที่ตั้งทั่วไป
       คำนาย  อภิปรัชญาสกุล  ได้กล่าวไว้ว่า การเลือกทำเลที่ตั้งควรพิจารณาปัจจัยหลายปัจจัยประกอบกันมากกว่ามุ่งเน้นแต่ปัจจัยเดียวเพราะต้นทุนที่ต่ำในทางหนึ่งอาจจะไม่ได้ทำให้ต้นทุนรวมต่ำสุดก็ได้  อย่างไรก็ดีปัจจัยที่จะใช้พิจารณาควรเป็นปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการดำเนินงานธุรกิจ กล่าวคือ ถ้าดำเนินกิจการคลังสินค้าชิ้นส่วนยานยนต์  ควรอยู่ในภาคตะวันออก เช่นระยอง  เพราะใกล้โรงงานผลิตรถยนต์  ซึ่งงานคลังสินค้าเกี่ยวกับอุตสาหกรรมหนัก และเบา  การบริการซึ่งรวมถึงการค้าปลีก ศูนย์กระจายสินค้า  ศูนย์โลจิสติกส์
       การเลือกทำเลที่ตั้งคลังสินค้าจะต้องพิจารณาถึงปัจจัยต่าง ๆ ซึ่งจะมีผลกระทบต่อการดำเนินกิจการคลังสินค้าไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อม  ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว  ปัจจัยต่าง ๆที่ต้องคำนึงถึงในการเลือกทำเลที่ตั้งคลังสินค้า  จะต้องแยกพิจารณาเป็นลักษณะ คือ
          1. ปัจจัยพิจารณาในเชิงคุณภาพ
          2. ปัจจัยพิจารณาในเชิงปริมาณ
          3. การเลือกทำเลที่ตั้งในกระแสโลกาภิวัตน์
          4. การเลือกทำเลที่ตั้งระดับสากล

     1. ปัจจัยพิจารณาในเชิงคุณภาพ
          ปัจจัยพิจารณาในเชิงคุณภาพในการเลือกทำเลที่ตั้งคลังสินค้าหมายถึงปัจจัยที่ไม่อาจวัดออกมาในรูปของประมาณเป็นตัวเลขได้อย่างชัดเจน  เป็นปัจจัยที่ไม่มีตัวตน  แต่ก็มีอิทธิพลอย่างสำคัญ  โดยเฉพาะสำหรับภาครายได้ของกิจการ  ปัจจัยพิจารณาในเชิงคุณภาพมีความสำคัญต่อการเปรียบเทียบทำเลที่ตั้งหลาย ๆ แห่ง  อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาปัจจัยเหล่านี้แล้วก็อาจช่วยในการตัดสินใจเลือกทำเลที่ตั้งที่เหมาะสมในขั้นต้น  แม้จะเป็นสิ่งที่วัดได้ยากและการเปรียบเทียบกระทำได้ไม่ค่อยชัดเจนนักก็ตาม
       - แหล่งสินค้า 
         การประกอบกิจการคลังสินค้าเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับสินค้าเจ้าของสินค้าคือลูกค้าของคลังสินค้าโดยสภาพของวงจรของสินค้าแล้ว  สินค้ามาจากผู้ผลิตผ่านคลังสินค้าไปยังตลาดจำหน่าย  เจ้าของสินค้าคือผู้ถือกรรมสิทธิ์ในสินค้านั้นจึงได้แก่ผู้ผลิต  และผู้จำหน่ายในขั้นตอนต่าง ๆ เจ้าของสินค้าเป็นผู้จ่ายบำเหน็จค่าบริการให้แก่คลังสินค้า แหล่งสินค้าจึงอาจเป็นได้ทั้งโรงงานผลิตสินค้า  ท่าเรือนำสินค้าเข้าตลาดจำหน่ายสินค้าและท่าเรือส่งออก  การเดินทางของสินค้าจากโรงงานผลิตสินค้า  หรือจากท่าเรือน้ำเข้ามายังคลังสินค้า  และจากคลังสินค้าไปยังตลาดจำหน่าย หรือเพื่อส่งออก ต้องเสียค่าขนส่งซึ่งเจ้าของสินค้าเป็นผู้จ่ายค่าใช้จ่ายในการขนส่งที่ประหยัดที่สุดเป็นสิ่งพึงประสงค์ของเจ้าของสินค้า  ดังนั้นทำเลที่ตั้งคลังสินค้าที่พึงประสงค์  คือตำแหน่งที่อยู่ใกล้กับแหล่งสินค้ามากที่สุด  ซึ่งจะทำให้เจ้าของสินค้าเสียค่าใช้จ่ายในการขนส่งน้อยที่สุด  และยังเป็นการสะดวกแก่คลังสินค้าในการติดต่อธุรกิจอีกด้วย  แหล่งสินค้าย่อยมีหลายแห่ง  แต่ละแห่งมีปริมาณสินค้าที่ใช้บริการของคลังสินค้าในปริมาณมากน้อยต่างกัน  ทำเลที่ตั้งคลังสินค้าที่เหมาะสมคืออยู่ในย่านกลางเฉลี่ยของแหล่งสินค้าทั้งปวงที่เป็นลูกค้า  และเพ่งเล็งแหล่งที่มีปริมาณสินค้ามาก ๆเป็นสำคัญ  โดยมีเป้าหมายว่าให้มีลูกค้ามาใช้บริการของคลังสินค้ามากที่สุด  ซึ่งจะเป็นผลโดยตรงต่อรายได้ของกิจการคลังสินค้า
        - เส้นทางคมนาคม
          ทำเลที่ตั้งคลังสินค้าต้องมีเส้นทางคมนาคมเข้าถึงได้ โดยสะดวกเส้นทางคมนาคมเหล่านั้นต้องมีสภาพดี ใช้ได้ทุกฤดูกาล ทุกสภาพอากาศ  เพราะการเดินทางของสินค้าจากแหล่งสินค้ามาสู่คลังสินค้า  และจากคลังสินค้าไปสู่ตลาด ต้องกระทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือความรวดเร็ว ในปริมาณมากด้วยเพื่อค่าขนส่งที่ประหยัด  การขนส่งสินค้าอาจกระทำได้โดยทางถนน  ทางรถไฟ  ทางน้ำ  ทางอากาศหรือแม้แต่ทางท่อ  การขนส่งทางน้ำเสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุดและได้ปริมาณมากที่สุด  รองลงไปคือการขนส่งทางรถไฟ แต่การขนส่งทางถนนโดยรถยนต์บรรทุกเป็นการกระจายสินค้าได้ดีที่สุด  เพราะมีเครือข่ายเชื่อมโยงถึงกันไปทั่วประเทศ  นับได้ว่าเป็นเส้นทางหลักสำหรับการขนส่งสินค้าภายในประเทศ  ส่วนการขนส่งสินค้าทางอากาศนั้นแพงที่สุดและขนได้ในปริมาณที่จำกัด  มีข้อดีคือความรวดเร็ว  การขนส่งทางอากาศสำหรับสินค้าทั่วไปยังไม่เป็นที่นิยม  ดังนั้นสำหรับการขนส่งส่งทางอากาศและทางท่อไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงหรือให้ความสำคัญในการเลือกทำเลที่ตั้งคลังสินค้า               มากนัก  ทำเลที่ตั้งคลังสินค้าที่พึงประสงค์ควรมีเส้นทางขนส่งสามารถเข้าถึงได้หลายประเภทมากที่สุด  อย่างน้อยควรจะมีทางถนนเป็นหลักเสริมด้วยทางน้ำและทางรถไฟอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่าง
        - แหล่งแรงงาน
การจัดหาแรงงานที่มีคุณภาพ  และมีจำนวนเพียงพอเป็นปัญหาสำคัญของการประกอบธุรกิจ  ทำเลที่ตั้งคลังสินค้าควรอยู่ใกล้แหล่งแรงงานที่สามารถหาแรงงานที่ต้องการได้ง่าย  ทั้งในขั้นที่จัดตั้งใหม่  และในขั้นขยายกิจการในอนาคตด้วย
       - ทัศนคติของชุมชน
         ทำเลที่ตั้งของธุรกิจควรอยู่ในสภาพแวดล้อมของชุมชนที่มีทัศนคติที่ดีต่อธุรกิจประเภทนั้น  เพื่อที่จะได้รับการยอมรับและการสนับสนุนจากชุมชนที่อยู่รอบข้างทำเลที่ตั้งนั้น  ถ้าชุมชนเห็นว่ากิจการคลังสินค้าเป็นธุรกิจที่มีความชอบธรรม  ไม่เอารัดเอาเปรียบ  ชุมชนก็จะให้ความนิยมชมชอบ  ให้ความสนใจในการดำเนินงาน  มีการมาสมัครเข้าทำงานมีการตั้งร้านค้าขายของใช้ที่จำเป็นให้แก่พนักงานของคลังสินค้ามีการร่วมมือในกิจกรรมสาธารณะประโยชน์  กิจการคลังสินค้าก็สามารถจะดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคง  หากทำเลที่ตั้งคลังสินค้าตั้งอยู่ท่ามกลางชุมชนที่มีทัศนคติที่ไม่ดีต่อธุรกิจ  โดยเห็นไปว่าคลังสินค้าเป็นธุรกิจที่เอาเปรียบไม่ชอบธรรม  ไม่เกื้อกูลต่อประโยชน์ของชุมชน ก็จะเกิดความขัดแย้งระหว่างคลังสินค้ากับชุมชน  และอาจได้รับการกลั่นแกล้งนานาประการอันเป็นความเสียหายแก่การดำเนินธุรกิจกรณีเช่นนี้คลังสินค้าก็อยู่ไม่ได้  ดังนั้นในการเลือกทำเลที่ตั้งคลังสินค้า  จึงควรคำนึงถึงทัศนคติของชุมชนที่อยู่รอบข้างทำเลนั้นด้วย
        - บริการสาธารณะ
          ทำเลที่ตั้งคลังสินค้าควรอยู่ใกล้สิ่งอำนวยความสะดวกในการบริการสาธารณะของรัฐที่จัดให้แก่สังคม  เช่นสถานีตำรวจ  สถานีดับเพลิง  สถาบันการศึกษาสถานพยาบาล  เพื่อจะได้รับความสะดวกในการใช้บริการเหล่านั้น  โดยคลังสินค้าไม่ต้องจัดขึ้นมาเอง ทำให้ประหยัดต้นทุนลงได้
        - สิ่งแวดล้อม
          สิ่งแวดล้อมของธุรกิจที่มีความสำคัญมากก็คือ  อากาศและน้ำที่สำคัญรองลงไปก็คือ อุณหภูมิ แสง เสียง  ทำเลที่ตั้งคลังสินค้าที่เหมาะสมควรอยู่ในทำเลที่ตั้ง  อากาศดี มีระบายน้ำสะดวก  มีอุณหภูมิ  แสง เสียง พอเหมาะ  หากคลังสินค้าตั้งอยู่ในทำเลที่มีควันพิษ  มีน้ำเน่าส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้ง  อุณหภูมิสูง อับแสง อับอากาศ เต็มไปด้วยเสียงอึกทึกครึกโครมก็จะมีผลต่อสภาพจิตของคนงาน  และส่งผลต่อไปถึงสภาพการทำงาน  เมื่อจิตใจไม่แจ่มใสก็อาจไม่เต็มใจทำงาน  เมื่อสภาพของการทำงานไม่ดีผลงานก็ตกต่ำซึ่งเป็นผลเสียหายต่อกิจการทางธุรกิจเป็นอย่างยิ่ง  ฉะนั้นสิ่งแวดล้อมที่ดีจึงเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่ต้องคำนึงถึงในการพิจารณาเลือกทำเลที่ตั้งคลังสินค้า
        - โอกาสในอนาคต
           ชุมชนต่างๆ จะมีความเจริญเติบโตขึ้นเรื่อยๆ การเลือกทำเลที่ตั้งคลังสินค้าต้องคำนึงถึงสถานที่ที่กิจการสามารถจะขยายตัวออกไปให้กว้างขวางได้  รวมทั้งการคับคั่งของการจราจร โอกาสที่จะเพิ่มจำนวนลูกค้ามากขึ้น  เพิ่มจำนวนสินค้าที่จะต้องเก็บรักษามากขึ้น  นั่นคือการเพิ่มรายได้ และเพิ่มผลกำไรของกิจการ  และจะต้องเป็นทำเลที่จะมีแหล่งแรงงานมากขึ้น  ตลอดจนบริการอื่น ๆ เพิ่มขึ้นในอนาคต  เพื่อรองรับการขยายตัวของกิจการดังกล่าวแล้ว
           คุณภาพหรือมาตรฐานของการดำรงชีวิต  ปัจจัยนี้ไม่มีความสำคัญนักในตัวของมันเองแต่สำหรับธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยีก้าวหน้า  ซึ่งบุคลากรต้องเป็นแรงงานที่มีการศึกษาและความชำนาญ  ควรเลือกทำเลที่ตั้งอยู่ในเขตเมืองหลวงซึ่งเป็นแหล่งผลิตแรงงานที่มีฝีมือ  โดยทั่วไปแล้วทำเลที่ดีของโรงงานควรมีสังคมสิ่งแวดล้อมที่ดี  ปลอดอาชญากรรมและโจรผู้ร้าย  สภาพแวดล้อมทางทัศนียภาพที่สวยงาม มีที่พักผ่อนหย่อนใจ  ซึ่งอาจจะไม่ใช่ย่านธุรกิจกลางเมืองใหญ่ที่แออัดจนเกินไป

       2. ปัจจัยพิจารณาในเชิงปริมาณ
          ปัจจัยพิจารณาในเชิงปริมาณ หมายถึงปัจจัยเกี่ยวกับทำเลที่ตั้งที่สามารถวัดได้เป็นตัวเลข  ซึ่งมักแสดงในรูปของตัวเงินที่เรียกว่าต้นทุนเป็นปัจจัยทางเศรษฐกิจนั่นก็หมายถึงการวิเคราะห์ต้นทุนเปรียบเทียบระหว่างทำเลที่ตั้งแต่ละแห่งเพื่อหาทำเลที่ตั้งซึ่งมีต้นทุนต่ำที่สุด  แล้วนำเอาการวิเคราะห์ปัจจัยเชิงคุณภาพที่กล่าวมาแล้วเข้ามาเป็นส่วนประกอบเพื่อการเลือกทำเลที่ตั้งคลังสินค้าที่อำนวยประโยชน์ต่อการดำเนินธุรกิจมากที่สุด  การวิเคราะห์ปัจจัยต้นทุนเกี่ยวข้องกับทำเลที่ตั้ง  จะทำการวิเคราะห์ต้นทุนที่เกิดจากสิ่งต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
              2.1) ต้นทุนเกี่ยวกับค่าที่ดิน
                   ต้นทุนเกี่ยวกับค่าที่ดินต้องพิจารณาให้ดี เพราะการเลือกที่ดินต้องพิจารณาทางเข้า ออก ค่าทางด่วน ค่าปรับที่ การทำถนน  การต่อต้านจากชุมชน  มลภาวะ  การได้รับการส่งเสริมการลงทุน  และปัจจัยอื่น ๆ ต้องพิจารณาในระยะยาว  อย่าพิจารณาราคาที่ดินต่ำเพียงอย่างเดียว  ราคาที่ดินในเมืองใหญ่มักสูง  ทำให้ต้องเสียเงินลงทุนเป็นต้นทุนคงที่จำนวนมาก  ฉะนั้นถ้ามีทางทำได้โดยไม่เป็นการเสียหายแก่การพิจารณาปัจจัยอื่น ๆ มากนัก  ควรเลือกทำเลที่ตั้งซึ่งมีราคาที่ดินต่ำ  ซึ่งต้องเป็นทำเลที่อยู่ไกลออกไปนอกเมือง  เว้นแต่ที่ได้มีการซื้อที่ดินไว้แล้วสมัยที่ยังมีราคาต่ำ  ทางเลือกอีกอย่างหนึ่งคือการเช่า  ก็ต้องพิจารณาระหว่างการซื้อกับการเช่าที่ดิน  อย่างไหนที่ก่อให้เกิดต้นทุนต่ำกว่ากันในช่วงเวลาที่ประมาณว่าจะยังคงประกอบกิจการอยู่ ณ ทำเลที่ตั้งแห่งนั้น
              2.2) การก่อสร้าง
                   ทำเลที่ตั้งคลังสินค้าแต่ละแห่งย่อมก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างซึ่งเป็นต้นทุนคงที่อีกส่วนหนึ่งของกิจการที่แตกต่างกัน  ทำเลที่ตั้งที่มีระดับต่ำต้องมีการถมมาก  สภาพของดินที่อ่อนรับน้ำหนักได้ในอัตราต่ำต้องเสียค่าใช้จ่ายในการวางรากฐานสูง  ทำเลที่ตั้งอยู่ใกล้แห่งวัสดุก่อสร้างทำให้ค่าก่อสร้างต่ำกว่า  ทำเลที่อยู่ห่างไกลที่ซึ่งต้องเพิ่มค่าขนส่งในการนำวัสดุก่อสร้างจากแหล่งผลิตไปยังทำเลที่ตั้งอันเป็นสถานที่ก่อสร้าง  ฉะนั้นจึงควรพิจารณาเลือกทำเลที่ตั้งซึ่งประหยัดค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างมากที่สุด  เท่าที่จะสามารถทำได้ โดยเฉพาะลักษณะการออกแบบนอกจากนั้นต้องคำนึงถึงพระราชบัญญัติควบคุมอาคารพระราชบัญญัติ   โรงงาน  จึงต้องพิจารณาให้ดีเพราะการสร้างโรงงานจะใช้เงินทุนสูง ถ้าใช้เงินทุนจากการกู้ยืมก็ต้องจ่ายคืนเงินต้นและดอกเบี้ยทุกงวด ซึ่งกระทบต่อกระแสเงินสดที่ใช้ทุนหมุนเวียนในกิจการ
              2.3) แรงงาน
                  ในการดำเนินงานคลังสินค้าจำเป็นต้องใช้แรงงานมากทั้งแรงงานทั่วไป  ที่ไม่ต้องมีทักษะ ไปถึงแรงงานที่มีความรู้ความสามารถและมีทักษะสูง  มีทั้งแรงงานที่ใช้กำลังกายและที่ใช้กำลังสมอง  เช่นกรรมกรยกขนแบกหาม  ช่างฝีมือ นักบริการ เป็นต้น
                  ฉะนั้น ในการเลือกทำเลที่ตั้งจะต้องคำนึงถึงทำเลที่สามารถจะหาคนงานได้ง่าย  และมีอัตราค่าจ้างถูก การเลือกทำเลที่ตั้งคลังสินค้าห่างไกลตัวเมืองหรือชุมชน  จะต้องเสียเงินทุนในการจัดการพาหนะรับส่งคนงานหรืออาจต้องสร้างที่พักคนงานในบริเวณที่ตั้งคลังสินค้าด้วย  ยิ่งอยู่ไกลตัวเมืองมากเท่าไร ก็ยิ่งจะประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานประเภทมีทักษะบางชนิดที่ต้องใช้วิชาการหรือเทคนิคสูง  แต่แรงงานทั่วไปที่ไม่ต้องการทักษะมากนักมันไม่มีปัญหา  เพราะในชนบทย่อมมีกรรมกรว่างงานพอจะหาได้ไม่ยากนัก  เว้นแต่ในบางฤดูกาลที่คนงานต้องกลับไปทำนาซึ่งเป็นอาชีพหลักของตน  ซึ่งมันเกิดปัญหาแก่โรงงานอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานประเภทนี้อยู่เสมอ  การเลือกทำเลที่ตั้งคลังสินค้าต้องคำนึงถึงทั้งอัตราค่าแรงงานควบคู่ไปกับการมีจำนวนแรงงานที่เพียงพอด้วย  สำหรับอัตราค่าจ้างแรงงานย่อมแตกต่างกันออกไปแล้ว  แต่ละท้องถิ่นตามอัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่ทางราชการกำหนดตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานซึ่งแบ่งออกเป็นเขต ๆ ในอัตราที่ไม่เท่ากัน  โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพมหานครและจังหวัดใกล้เคียงมีอัตราสูงกวาจังหวัดที่ห่างไกลออกไป เป็นต้น  สำหรับที่ตั้งคลังสินค้านั้นมักจะหลีกเลี่ยงไม่ได้นักที่จะต้องเลือกทำเลที่มีโรงงานผลิตสินค้าและตลาดจำหน่ายสินค้าใหญ่ ๆ ซึ่งมักจะอยู่ในเขตที่มีอัตราค่าจ้างสูงเสมอ การมีแรงงานที่มีฝีมือเพียงพอต่อการว่าจ้าง  คนงานจะมีความสำคัญต่อกิจการประเภทที่เน้นการใช้แรงงานเป็นอย่างมาก  นอกจากการมีปริมาณแรงงานอย่างเพียงพอแล้ว  ยังต้องพิจารณาอัตราค่าจ้าง  ระดับของการฝึกอบรมที่ต้องการ  คุณภาพของคนงาน ทัศนคติของคนงาน  ตลอดจนสหภาพแรงงานประกอบด้วย  ดังนั้นจึงเห็นได้ว่าโรงงานและนิคมอุตสาหกรรมที่ต้องใช้คนงานมากจะอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นส่วนใหญ่
              2.4) วิธีการขนส่งวัตถุดิบและสินค้าสำเร็จรูป
                   ระบบโลจิสติกส์มีการขนส่งหลายรูปแบบล้วนเป็นทางเลือกทางธุรกิจทั้งสิ้น  การขนส่งทางเรือจะถูกที่สุด  ต่อมาอาจจะเป็นทางเส้นท่อ ทางรถไฟ รถยนต์ ทางอากาศ  ควรพิจารณาเลือกที่ตั้งให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรม  เช่นถ้าส่งออกที่ตั้งบริเวณร่มเกล้า  อาจจะใช้วิธีการขนส่งทางรถไฟ โดยผ่านลาดกระบังไปยังแหลมฉบัง และส่งลงเรือต่อไป
              2.5) ระยะทางระหว่างโรงงานกับผู้ขายหรือแหล่งทรัพยากร 
                   ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับค่าขนส่งเช่นกัน  การป้อนวัตถุดิบเข้าสู่กระบวนการผลิตเป็นเรื่องสำคัญโดยเฉพาะวัตถุดิบปริมาณมาก มีน้ำหนักสูงเช่น พืชผลทางการเกษตร  ดังนั้นโรงงานน้ำตาลจึงตั้งอยู่ในจังหวัดกาญจนบุรีที่เป็นแหล่งปลูกอ้อย นอกจากนั้นคุณภาพของวัตถุดิบที่ขึ้นอยู่กับระยะเวลาการนำส่งจะทำให้ธุรกิจต้องตั้งโรงงานไว้ใกล้แหล่งวัตถุดิบ  ได้แก่ โรงงานน้ำปลาจะอยู่ในแถบจังหวัดที่ติดชายทะเล เช่น ชลบุรี ระยอง สมุทรสาคร เป็นต้น
              2.6) ใกล้กับสิ่งอำนวยความสะดวก
                   การผลิตบางประเภทต้องใช้สิ่งอำนวยความสะดวกร่วมกับบริษัทแม่  เพราะการลงทุนในสิ่งอำนวยความสะดวกมีต้นทุนสูงเกินกว่าจะจัดหาใช้เองตามลำพัง  ซึ่งกรณีนี้จะต้องพัฒนาระบบการติดต่อสื่อสารและการประสานงานให้มีประสิทธิภาพด้วยจึงจะสามารถเชื่อมโยงการดำเนินงานของโรงงานกับบริษัทแม่ได้ดี  เช่นบริษัทผลิตน้ำมันเครื่องไทยลูปเบสจะอยู่ใกล้โรงกลั่นน้ำมันของบริษัทไทยออยล์ที่เป็นบริษัทในเครือที่นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี  เพราะต้องใช้ท่อส่งน้ำมันขนถ่ายน้ำมันจากเรือเดินสมุทรมาเข้าสู่โรงงานร่วมกัน
              2.7) ใกล้ลูกค้าและตลาด
                   ปัจจัยนี้สำคัญที่สุดสำหรับการเลือกทำเลที่ตั้งธุรกิจบริการเพราะการอำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าย่อมจะนำมาซึ่งความพึงพอใจของลูกค้า  และสามารถเพิ่มความถี่ในการติดต่อระหว่างลูกค้าย่อมจะนำมาซึ่งความพึงพอใจของลูกค้า  ธุรกิจการค้าปลีกเป็นตัวอย่างที่ดีในกรณีนี้  ดังจะเห็นได้จากการที่ห้างสรรพสินค้าทั้งหลายพยายามขยายสาขาให้กระจายอย่างทั่วถึงในหมู่ลูกค้า  เพื่อหวังยอดขายที่เพิ่มขึ้น  ความใกล้กับตลาดเป็นปัจจัยที่สำคัญมากสำหรับการกระจายสินค้าและธุรกิจคลังสินค้าเพราะความใกล้ชิดกับตลาดจะทำให้เวลาที่ใช้ในการขนส่งลดลง  และสินค้าถึงมือลูกค้าเร็วขึ้น  ซึ่งมีผลให้ยอดขายเพิ่มขึ้นได้อีกด้วย  ระยะทางระหว่างโรงงานกับลูกค้าหรือตลาดของผลิตภัณฑ์  เป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับค่าขนส่ง ปัจจัยนี้จะมีความสำคัญมากถ้าผลิตภัณฑ์มีขนาดใหญ่ หรือมีน้ำหนักมาก  และอัตราค่าขนส่งไปสู่ตลาดค่อนข้างสูง  ในกรณีเช่นนั้นต้องพยายามเลือกที่ตั้งที่อยู่ใกล้ลูกค้า
                   นอกจากนั้นควรหลีกเลี่ยงทำเลที่ตั้งของคู่แข่ง  เป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงเป็นอย่างมากถ้าเป็นคู่แข่งรายใหญ่  ซึ่งเป็นผู้นำในธุรกิจประเภทนั้น  เพราะจะทำให้เราต้องทำงานหนักและใช้ความพยายามในการปฎิบัติงานมากกว่าปกติ อย่างไรก็ดีธุรกิจบางประเภทจำเป็นต้องอยู่รวมกันเป็นแหล่งให้ลูกค้าได้เลือกซื้อจึงจะขายได้ดี  โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับสินค้าที่ต้องเลือกซื้อ  เช่นย่านสำเพ็งเป็นแหล่งค้าผ้าที่ใหญ่ที่สุด  ตลาดประตูน้ำเป็นแหล่งเสื้อผ้าสำเร็จรูป  ศูนย์การค้าพันธุ์ทิพย์พลาซ่าเป็นแหล่งสินค้าเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
              2.8) บริการสาธารณูปโภคของรัฐ
                   ทำเลที่ตั้งคลังสินค้าควรอยู่ในเขตที่บริการสาธารณูปโภคที่องค์กรของรัฐเป็นผู้จัดให้เข้าถึงได้สะดวก  เช่นไฟฟ้า  ประปา  และโทรศัพท์ เป็นต้น  แม้จะต้องเสียค่าธรรมเนียมในการติดตั้งครั้งแรกเป็นต้นทุน และเสียค่าใช้จ่ายการลงทุนที่ต่ำกว่าการที่คลังสินค้าจะจัดให้มีบริการเหล่านี้ขึ้นมาเอง
              2.9) ภาษีอากรและการประกันภัย
                  เมื่อกิจการคลังสินค้าดำเนินธุรกิจมีรายได้ มีผลกำไรจะต้องเสียภาษีให้แก่รัฐบาลตามที่กฎหมาย   กำหนด  เช่นภาษีการค้า  ภาษีบำรุงท้องที่และภาษีรายได้  เป็นต้น  สำหรับภาษีการค้า และภาษีเงินได้นั้นมีอัตราอย่างเดียวกัน  ไม่ว่าทำเลที่ตั้งจะอยู่แห่งใดภายในประเทศ  ส่วนภาษีบำรุงที่มีอัตราที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละท้องถิ่นการเลือกทำเลที่ตั้ง ซึ่งมีอัตราภาษีต่ำย่อมเป็นทางหนึ่งในการลดต้นทุนภายในของกิจการ  สำหรับการประกันภัยมีอัตราเบี้ยประกันที่แตกต่างกันแล้วแต่ลักษณะของทำเลที่ตั้งนั้น  จะมีอัตราความเสี่ยงในการเกิดวินาศภัยมากน้อยเพียงใด  เช่นในย่านอุตสาหกรรมที่แออัด อุบัติเหตุและอัคคีภัยย่อมเกิดขึ้นได้ง่าย  บริษัทประกันภัยในอัตราสูง  คลังสินค้าเป็นธุรกิจที่จำเป็นต้องมีการเอาประกันภัย  ทำเลที่ตั้งมีส่วนสัมพันธ์กับความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุหรืออัคคีภัย  ซึ่งเป็นผลให้เกิดความแตกต่างของอัตราเบี้ยประกันภัยในวงเงินที่เอาประกันเท่ากัน  การเลือกทำเลที่มีอัตราการเสี่ยงต่ำย่อมเป็นการลดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ลงไปได้

       3. การเลือกทำเลที่ตั้งในกระแสโลกาภิวัตน์
            การขนส่งและการติดต่อสื่อสารเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วด้วยเทคโนโลยีอันทันสมัย  ทำให้โลกมีขอบเขตแคบลงและสามารถรับรู้ข่าวสารกันได้ง่ายดายยิ่งขึ้น  ประกอบกับนโยบายค้าระหว่างประเทศที่เปิดเสรีปราศจากกำแพงภาษีนำเข้าซึ่งใช้กีดกันทางการค้า  ทำให้การเลือกทำเลที่ตั้งกว้างไกลไป             สู่ระดับนานาชาติ  การเลือกทำเลที่ตั้งในต่างประเทศนำมาซึ่งประโยชน์หลายประการ  เช่นลดต้นทุนการผลิตเนื่องจากค่าแรงที่ต่ำกว่า  เพิ่มความรู้สึกยอมรับผลิตภัณฑ์ของประเทศลูกค้าถ้าใช้ฐานการผลิตในประเทศนั้น  ปัจจัยที่ใช้พิจารณาตัดสินใจว่าควรจะมีทำเลที่ตั้งที่ใดมีดังต่อไปนี้
               3.1 ผลิตผลของแรงงาน
                      ผลิตผลของแรงงานเป็นการวัดต้นทุนต่อหน่วยที่แท้จริงจะไม่คำนึงถึงเฉพาะค่าแรงที่ต่ำกว่าเท่านั้น  แต่จะพิจารณาประสิทธิภาพของการทำงานของแรงงานนั้นด้วย  เพราะคนงานเหล่านั้นมักจะผลิตงานที่ด้อยคุณภาพ  ต้องเสียเวลาแก้ไข หรือทำงานได้ปริมาณน้อยกว่าที่ควรเป็น  จึงต้องคิดให้รอบคอบก่อนลงทุนตั้งฐานการผลิตที่ประเทศใด
               3.2 อัตราการแลกเปลี่ยนเงินตรา
                      ประเทศที่ขาดเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเมืองย่อมเสี่ยงต่อการมีอัตราการแลกเปลี่ยนเงินตราที่ผันผวน  ซึ่งทำให้ต้นทุนค่าแรงงานเปลี่ยนไป  มีผลกระทบให้ผลกำไรหรือรายได้ที่แท้จริงลดลงจากการขาดทุนจากอัตราการแลกเปลี่ยนเงินตรา  อันจะทำให้กิจการเสียหายได้อย่างมาก
               3.3 ต้นทุน
                      ต้นทุนทั้งที่เป็นต้นทุนที่มองเห็นสัมผัสได้ (Tangible Costs) และต้นทุนที่มองไม่เห็น (Intangible Costs)   รวมกันได้แก่
                            1) ต้นทุนที่มองเห็น เช่นค่าสาธารณูปโภค  ค่าแรง  ค่าวัตถุดิบ  ภาษี  ค่าเสื่อมราคาค่าก่อสร้างและสำนักงาน  ค่าขนส่ง
                            2) ต้นทุนที่มองไม่เห็น เช่นค่าอบรมคนงาน  สิ่งอำนวยความสะดวกของชุมชน   ทัศนคติของชุมชนและคนงาน เป็นต้น
                 3.4 ทัศนคติของประชากร (Attitude)
                       ทัศนคติของประชากรเป็นความรู้สึกไม่ชอบของคนในประเทศนั้นต่อการที่มีชาวต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศ  ซึ่งอาจเป็นทางบวกเพราะมีการว่าจ้างแรงงานเพิ่มขึ้นหรืออาจเป็นทางลบเพราะโรงงานต่างชาติมาแข่งขันกับธุรกิจท้องถิ่น  หรือสร้างมลพิษให้เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม

         4. การเลือกทำเลที่ตั้งในระดับสากล
             ในกรณีที่ต้องขยายการลงทุนไปยังประเทศอื่น  ซึ่งมีความเสี่ยงสูง  ถ้าไม่ได้ทำการศึกษาปัจจัยทุกอย่างให้ถี่ถ้วน  การลงทุนอาจสูญเปล่า ปัจจัยที่สำคัญมีดังนี้
                  4.1 ภาครัฐบาล ระบบเศรษฐกิจ และการเมือง
                  4.2 กฎหมาย  และระเบียบข้อบังคับ
                  4.3 สภาพแวดล้อมและชุมชน
                  4.4 การส่งเสริมการลงทุน
                  4.5 ผู้ขายปัจจัยการผลิต และลูกค้า
                  4.6 สาธารณูปโภค การขนส่งและการกระจายสินค้า


จำนวนผู้ชม 72548 ครั้ง

  กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบก่อนเขียนข้อความเสนอแนะความคิดเห็นของท่าน(Comments) หรือให้คะแนนความนิยม (Rating) ของข่าวและบทความ