ศุกร์, 28 เม.ย. 2017
 
 

Resources

Login Form



Who's Online

เรามี 593 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
ประเภทของต้นทุนสินค้าคงคลัง (Types of Inventory Cost)
User Rating: / 10
แย่ดีที่สุด 
วันพุธที่ 16 ธันวาคม 2009 เวลา 00:15 น.
smaller text tool iconmedium text tool iconlarger text tool icon

       เป้าหมายที่สำคัญของการจัดการโลจิสติกส์คือการทำให้ต้นทุนรวมด้านโลจิสติกส์ต่ำที่สุด  คือ  ต้นทุนต่างๆทางด้านโลจิสติกส์รวมกันแล้วมีค่าต่ำสุดสำหรับระดับบริการลูกค้าที่กำหนดไว้  ซึ่งต้นทุนในการเก็บรักษาสินค้าคงคลังมีผลกระทบโดยตรงไม่เฉพาะต่อจำนวนสินค้าคงคลังที่กิจการต้องมีไว้เท่านั้น  แต่ยังมีผลกระทบต่อนโยบายด้านโลจิสติกส์ทั้งหมดรวมถึงเรื่องของสินค้าขาดมือและต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการลูกค้าด้วย (Lambert และ Stock, 2001)
       ต้นทุนในการเก็บรักษาสินค้าคงคลังจะถูกชดเชยกับต้นทุนด้านโลจิสติกส์ตัวอื่นๆ  เช่น  ต้นทุนการขนส่งและต้นทุนการให้บริการลูกค้า  ถ้ากิจการ 2 กิจการมีระดับการให้บริการลูกค้าเท่ากัน  แต่กิจการที่มีต้นทุนในการเก็บสินค้าคงคลังต่ำกว่าจะสามารถถือสินค้าคงคลังไว้ได้มากกว่าทำให้สามารถส่งสินค้าในสต็อกให้ลูกค้าได้มากกว่าเมื่อลูกค้าสั่งซื้อ  นอกจากนั้นยังทำให้สามารถเลือกหมวดของพาหนะที่ใช้ในการขนส่งที่มีความเร็วต่ำและต้นทุนต่ำ  เช่น  รถไฟเพื่อทำให้ต้นทุนรวมด้านโลจิสติส์ต่ำสุดได้  ส่วนกิจการที่มีต้นทุนในการเก็บสินค้าคงคลังสูงจะเก็บสินค้าคงคลังได้น้อยเมื่อมีลูกค้าสั่งสินค้าเข้ามาอาจจะไม่มีสินค้าอยู่ในสต็อกทำให้ต้องมีการเร่งผลิต  นอกจากนั้นยังต้องเลือกพาหนะในการขนส่งที่มีความรวดเร็วแต่มีต้นทุนสูง  เช่น  รถบรรทุก  เครื่องบิน ฯลฯ  เพื่อให้สามารถให้บริการลูกค้าได้ตามระดับที่กำหนดต่างๆ เพื่อทำให้ต้นทุนรวมด้านโลจิสติกส์ต่ำที่สุด  ความรู้ทางด้านต้นทุนในการเก็บสินค้าคงคลังจะช่วยในการกำหนดนโยบายด้านต่างๆ ได้  เช่น  ปริมาณการผลิตที่ก่อให้เกิดการประหยัด  ปริมาณการสั่งซื้อที่เกิดการประหยัด  ส่วนลดจากการสั่งซื้อ
       ต้นทุนการเก็บรักษาสินค้าคงคลังประกอบด้วยต้นทุนย่อยต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการเก็บสินค้าคงคลังจำนวนหนึ่งไว้และต้นทุนในการเก็บรักษาสินค้าคงคลังเป็นต้นทุนที่สูงตัวหนึ่งในบรรดาต้นทุนด้านโลจิสติกส์ (Logistics Cost)  ซึ่งการที่ต้นทุนการเก็บสินค้าคงคลังมีผลกระทบอย่างมากต่อระบบโลจิสติกส์ทำให้การคำนวณต้นทุนที่ถูกต้องของการเก็บรักษาสินค้าคงคลังเป็นสิ่งที่จำเป็น  อนึ่งบางกิจการไม่เคยคำนวณต้นทุนที่แท้จริงในส่วนนี้เลยหรือเพียงรับรู้ว่าต้นทุนนี้มีอยู่จริงซึ่งเป็นต้นทุนจำนวนไม่น้อย  ดังนั้นเมื่อเวลาที่กิจการเหล่านี้คำนวณต้นทุนของเงินทุนที่ใช้ในในการเก็บรักษาสินค้าคงคลังจะใช้อัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันบวกกับค่าใช้จ่ายต่างๆ เช่น ค่าประกันภัย ภาษี ฯลฯ  ทั้งนี้การประมาณต้นทุนการเก็บรักษาสินค้าคงคลังในกิจการของตนโดยใช้ตัวเลขจากตำราหรือตัวเลขเฉลี่ยของอุตสาหกรรมซึ่งการใช้แนวทางต่างๆ เหล่านี้ทำให้เกิดปัญหาขึ้นมา
       เนื่องจากแต่ละกิจการอยู่ในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน  ดังนั้นควรจะพิจารณาต้นทุนด้านโลจิสติกส์ที่เกิดขึ้นในกิจการของตนและพยายามที่จะทำให้ต้นทุนส่วนนี้ต่ำที่สุดโดยสามารถรักษาวัตถุประสงค์ของการให้บริการลูกค้าไว้ ซึ่งส่วนประกอบต่างๆ ของต้นทุนในการเก็บรักษาสินค้าคงคลังซึ่งสามารถจำแนกได้เป็น  4  ประเภทดังนี้ (Douglas, 1975)
       1. ต้นทุนของเงินทุน (Capital Costs)
           การถือสินค้าคงคลังไว้ทำให้เงินทุนส่วนหนึ่งต้องจมอยู่กับสินค้าโดยที่ไม่สามารถนำเงินทุนจำนวนนั้นไปใช้ในกิจกรรมอื่นได้ซึ่งเงินทุนส่วนนี้ถือเป็นค่าเสียโอกาสของเงินทุน (Opportunity Cost of Capital) โดยเงินทุนส่วนนี้อาจจะมาจากแหล่งเงินทุนภายในกิจการหรือภายนอกกิจการ  เช่น  เงินกู้ยืมธนาคาร  เงินทุนที่ได้จากการออกหุ้นสามัญ  เป็นต้น  ซึ่งอัตราที่ใช้พิจารณาสำหรับค่าเสียโอกาสดังกล่าวควรเป็นอัตราที่สะท้อนต้นทุนของเงิน (Cost of Money) ที่กิจการลงทุนไปในสินค้าคงคลัง  ดังนั้นแต่ละกิจการจะต้องพิจารณาอัตราที่เหมาะสมควรเป็นเท่าใด และการเก็บสินค้าคงคลังไว้เป็นจำนวนมากเกินไปจะไม่ก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มให้แก่กิจการแต่อย่างใด
           ในการพิจารณาอัตราผลตอบแทนของเงินทุนที่ต้องการ  บางกิจการใช้วิธีจำแนกโครงการตามความเสี่ยงและพิจารณาผลตอบแทนที่สมควรได้รับตามความเสี่ยงนั้น  เช่น  การแบ่งโครงการเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้
                1) กลุ่มที่มีความเสี่ยงมาก  เช่น  การลงทุนในผลิตภัณฑ์ใหม่หรือเทคโนโลยีใหม่ควรมีอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนประมาณ 25% ดังนั้นการลงทุนในสินค้าคงคลังที่เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่นี้ควรจะมีอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนที่ไม่ต่ำกว่า 25% เช่นกัน
                2) กลุ่มที่มีความเสี่ยงปานกลาง  ควรมีอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนประมาณ 18% 
                3) กลุ่มที่มีความเสี่ยงน้อย  เช่น  การสร้างคลังสินค้า  การซื้อรถบรรทุก  หรือการเก็บรักษาสินค้าคงคลังที่ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ที่ออกใหม่ควรจะได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนประมาณ 10%
           ในการผลิตสินค้าบางอย่าง  เช่น  สินค้าเกษตรแปรรูป  ทำให้ต้องมีการสะสมวัตถุดิบคงคลังตามฤดูกาลไว้ส่วนหนึ่งเพื่อไว้ผลิตในช่วงที่ว่างจากการเก็บเกี่ยวหรือมีผลิตสินค้าสำเร็จรูปจำนวนมากในช่วงใดช่วงหนึ่งเพื่อเก็บไว้ขายตลอดทั้งปี  ดังนั้นต้นทุนที่เกิดจากการสะสมวัตถุดิบหรือสินค้าคงคลังในช่วงเหล่านี้ตลอดจนเงินทุนที่ได้ไปกู้ยืมมาเพื่อลงทุนในสินค้าคงคลังส่วนนี้ถือเป็นต้นทุนของเงินทุนสำหรับกิจการประเภทเช่นกัน
           โดยทั่วไป  การคำนวณต้นทุนของเงินทุนในการเก็บรักษาสินค้าคงคลังของกิจการที่ผลิตสินค้าจะคำนวณจากต้นทุนที่เกี่ยวกับการเก็บรักษาสินค้าคงคลังตลอดจนค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการที่จะทำให้สินค้าคงคลังอยู่ในสภาพพร้อมจำหน่าย  ในกรณีของผู้ค้าส่งหรือผู้ค้าปลีก  ต้นทุนส่วนนี้คือต้นทุนของเงินสดส่วนที่ใช้ไปในการซื้อสินค้าใหม่เข้ามาเก็บในคลังสินค้าซึ่งรวมทั้งต้นทุนในการขนส่งและราคาตลาดของสินค้าในปัจจุบันถ้าสินค้าได้มีการจำหน่ายออกไป  สิ่งที่สำคัญในการพิจารณาต้นทุนส่วนนี้คือจะต้องทราบว่ากิจการนั้นใช้การคำนวณต้นทุนจากวิธีต้นทุนทางตรงหรือวิธีต้นทุนทางอ้อม
                1) วิธีต้นทุนทางตรง (Direct Costing)  เป็นวิธีการทางบัญชีต้นทุนที่มีการแบ่งส่วนประกอบของต้นทุนออกเป็นต้นทุนคงที่และต้นทุนแปรผันได้  ซึ่งวิธีนี้ช่วยให้ฝ่ายจัดการสามารถใช้ประโยชน์ในการวางแผนและการควบคุมได้มากกว่าตัวเลขต้นทุนรวมในงบการเงินที่เผยแพร่แก่บุคคลทั่วไป  การใช้วิธีต้นทุนทางตรงทำให้มีการแยกต้นทุนคงที่จากการผลิตออกไปจากต้นทุนของสินค้าคลัง  ดังนั้นมูลค่าของสินค้าคงคลังที่เหลืออยู่จะสะท้อนต้นทุนแปรผันได้ที่เกิดขึ้นจากสินค้าคงคลังส่วนนั้นจริงๆ
                2) วิธีต้นทุนทางอ้อม (Absorption Costing) หรือเรียกว่าวิธีต้นทุนเต็ม (Full Costing)  เป็นวิธีการคิดต้นทุนแบบดั้งเดิมที่ผู้ผลิต ส่วนใหญ่นิยมใช้จะรวมค่าใช้จ่ายโรงงานคงที่ (Fixed Manufacturing Overhead) ไว้ในมูลค่าของสินค้าคงคลังด้วย
           ในการแบ่งแยกวิธีการคิดต้นทุนทางตรงและทางอ้อมแล้ว  กิจการยังต้องพิจารณาในมูลค่าของสินค้าคงคลังตามวิธีต้นทุนจริง (Actual Costs)  หรือวิธีต้นทุนมาตรฐาน (Standard Costs)  ซึ่งแบ่งวิธีการคิดต้นทุนสินค้าคงคลังเป็น 4 ประเภท  ดังนี้
                1) วิธีต้นทุนทางอ้อมโดยใช้ต้นทุนจริง (Actual Absorption Costing)  ซึ่งรวมต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงของวัตถุดิบและค่าจ้างแรงงาน  ตลอดจนค่าใช้จ่ายโรงงานที่ได้กำหนดไว้ล่วงหน้า (Predetermined Overhead) ทั้งส่วนที่เป็นต้นทุนคงที่และต้นทุนแปรผันได้
                2) วิธีต้นทุนทางอ้อมโดยใช้ต้นทุนมาตรฐาน (Standard Absorption Costing)  ซึ่งรวมต้นทุนของวัตถุดิบและค่าจ้างที่กำหนดไว้ล่วงหน้า (Predetermined Costs) ตลอดจนค่าใช้จ่ายโรงงานที่ได้กำหนดไว้ล่วงหน้าทั้งส่วนที่เป็นต้นทุนคงที่และต้นทุนแปรผันได้
                3) วิธีต้นทุนทางตรงโดยใช้ต้นทุนจริง (Actual Direct Costing)  ซึ่งรวมต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงของวัตถุดิบและค่าจ้างแรงงาน  ตลอดจนค่าใช้จ่ายในโรงงานที่ได้กำหนดไว้ล่วงหน้าเฉพาะส่วนที่เป็นต้นทุนแปรผันได้เท่านั้น
                4) วิธีต้นทุนทางตรงโดยใช้ต้นทุนมาตรฐาน (Standard Direct Costing)  ซึ่งรวมต้นทุนของวัตถุดิบและค่าจ้างแรงงานที่กำหนดไว้ล่วงหน้าตลอดจนค่าใช้จ่ายโรงงานที่ได้กำหนดไว้ล่วงหน้าเฉพาะส่วนที่เป็นต้นทุนแปรผันได้เท่านั้น
           นอกจากการบันทึกต้นทุนสินค้าคงคลัง 4 วิธีข้างต้น  ในการคำนวณมูลค่าสินค้าคงคลังปลายงวดบางกิจการใช้วิธีการทางบัญชีเพื่อประโยชน์ทางภาษี  ดังนี้
                1) วิธีเข้าก่อนออกก่อน (First-in, First-out หรือ FIFO)  วิธีนี้จะนำสินค้าได้รับมาก่อนออกไปใช้หรือจำหน่ายก่อนซึ่งทำให้สินค้าคงคลังที่มีอยู่เป็นสินค้าที่ได้รับในช่วงหลังๆ
                2) วิธีเข้าทีหลังออกก่อน (Last-in, First-out หรือ LIFO)  วิธีนี้จะนำสินค้าที่ได้รับมาหลังสุดออกไปใช้หรือจำหน่ายก่อนซึ่งทำให้สินค้าคงคลังที่มีอยู่เป็นสินค้าที่ได้รับในช่วงแรกๆ
                3) วิธีต้นทุนเฉลี่ย (Average Cost)  วิธีนี้คล้ายกับวิธีค่าถัวเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Average) คือ ทุกครั้งที่มีการรับสินค้าใหม่เข้ามาจะนำราคาของสินค้าใหม่มาถัวเฉลี่ยกับราคาสินค้าเก่าที่มีอยู่หรือหาต้นทุนเฉลี่ยโดยนำต้นทุนทั้งหมดของสินค้าคงคลังต้นงวดมารวมกับสินค้าที่ได้ซื้อมาหารด้วยจำนวนสินค้าทั้งหมด
          ทั้งนี้ไม่ว่ากิจการจะใช้วิธีการทางบัญชีสำหรับสินค้าคงคลังแบบใดในการหามูลค่าของสินค้าคงคลังเพื่อคำนวณต้นทุนในการเก็บรักษาสินค้าคงคลังนั้นสามารถทำได้ด้วยการคูณจำนวนสินค้าคงคลังกับต้นทุนในการผลิตหรือในการสั่งซื้อแปรผันได้ (ต้นทุนจริงหรือต้นทุนมาตรฐาน)  ซึ่งประกอบด้วยค่าวัตถุดิบทางตรง ค่าแรงทางตรง ค่าใช้จ่ายโรงงานแปรผันได้ และค่าใช้จ่ายในการขนส่งสินค้าคงคลังไปยังสถานที่เก็บรักษา  ในกรณีที่ต้องมีการขนถ่ายสินค้าไปไว้ที่คลังสินค้าตามพื้นที่ต่างๆ ค่าใช้จ่ายในการขนส่งสินค้าตลอดจนค่าใช้จ่ายในการนำสินค้าเข้าเก็บถือเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนของสินค้าคงคลังด้วย สิ่งที่ควรคำนึงอีกประการหนึ่งคือตัวเลขที่เป็นส่วนประกอบของต้นทุนการเก็บรักษาสินค้าคงคลังควรระบุเป็นตัวเลขก่อนหักภาษีเพื่อใช้ในการเปรียบเทียบกับต้นทุนตัวอื่นๆ ในการทำการวิเคราะห์ต้นทุนชดเชย (Cost Trade-off Analysis)
          อนึ่งการลงทุนในสินค้าคงคลังเป็นการลงทุนประเภทหนึ่งซึ่งกิจการเสียผลตอบแทนที่ควรจะได้รับจากการลงทุนในส่วนนี้ไปซึ่งถือเป็นค่าเสียโอกาสของการลงทุนในสินค้าคงคลัง  ดังนั้นควรคำนวณถึงต้นทุนของเงินทุนส่วนนี้ที่สูญเสียไป  นอกจากนั้นการเปลี่ยนแปลงของปริมาณสินค้าสำเร็จรูปคงคลังสามารถส่งผลกระทบต่อจำนวนสินค้าคงคลังทั้งระบบโลจิสติกส์ (Logistics System)  เนื่องจากบทบาทของสินค้าคงคลังในระบบโลจิสติกส์  เมื่อมีการลดหรือเพิ่มปริมาณสินค้าสำเร็จรูปคงคลังครั้งหนึ่งทำให้ต้องมีการลดหรือเพิ่มวัตถุดิบคงคลังส่วนหนึ่งตามไปด้วย  หากมีการลดหรือเพิ่มปริมาณสินค้าสำเร็จรูปคงคลังครั้งหนึ่งทำให้ต้องมีการลดหรือเพิ่มวัตถุดิบคงคลังส่วนหนึ่งตามไปด้วย

       2. ต้นทุนด้านบริการที่เกี่ยวกับสินค้าคงคลัง (Inventory Service Costs)
           ต้นทุนด้านบริการที่เกี่ยวกับสินค้าคงคลังประกอบด้วยค่าประกันภัยทั้งในด้านอัคคีภัยและการโจรกรรมทรัพย์สินที่เป็นสินค้าคงคลังและภาษีในการถือครองทรัพย์สินส่วนบุคคล (Personal Property Taxes)  ซึ่งทรัพย์สินในที่นี้คือสินค้าคงคลัง  ส่วนค่าประกันภัยจะไม่แปรผันตามระดับของสินค้าคงคลังมากนัก  เนื่องจากค่าเบี้ยประกันภัยจะคิดจากมูลค่าของสินค้าที่กำหนดไว้แน่นอนในช่วงระยะเวลาหนึ่ง  ซึ่งควรมีการแก้ไขกรมธรรม์ประกันภัยเป็นช่วงๆ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงระดับของสินค้าคงคลังเป็นจำนวนมาก  ดังนั้นการคำนวณต้นทุนด้านบริการที่เกี่ยวกับสินค้าคงคลังในแต่ละปีจะประมาณตัวเลขโดยใช้ต้นทุนจริงของภาษีและค่าเบี้ยประกันภัยที่เกิดขึ้นในรอบปีที่ผ่านมา  โดยคำนวณเป็นเปอร์เซ็นต์ของต้นทุนส่วนนี้เมื่อเทียบกับมูลค่าของสินค้าคงคลัง  ในกรณีที่มีการทำงบประมาณสำหรับปีต่อไปจะใช้เปอร์เซ็นต์ของต้นทุนส่วนนี้ในปีที่ผ่านมาเพื่อประมาณต้นทุนส่วนนี้ของปีต่อไปเนื่องจากสัดส่วนของต้นทุนประเภทนี้จะไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงมากนักในแต่ละปี

       3. ต้นทุนการใช้พื้นที่เก็บสินค้าคงคลัง (Storage Space Costs)
           พื้นที่ในการเก็บรักษาสินค้าคงคลังสามารถแบ่งได้  4  ประเภท  ตามลักษณะของสถานที่ดังนี้
                1) คลังสินค้าโรงงาน (Plant Warehouse)  ต้นทุนของคลังสินค้าที่อยู่ภายในโรงงานส่วนใหญ่จะเป็นต้นทุนคงที่  ในกรณีที่มีค่าใช้จ่ายแปรผันได้  ต้นทุนที่เกิดขึ้นจะเป็นต้นทุนที่แปรผันตามจำนวนสินค้าที่เคลื่อนไหวเข้าออกจากพื้นที่นั้นโดยไม่แปรผันตามจำนวนสินค้าที่เก็บรักษาไว้  ในกรณีที่มีค่าใช้จ่ายแปรผันได้ประเภทอื่นซึ่งแปรผันตามปริมาณสินค้าที่เก็บไว้ เช่น ค่าใช้จ่ายในการเก็บสินค้า ฯลฯ  จะนำค่าใช้จ่ายส่วนนี้ไปรวมกับต้นทุนของสินค้าคงคลังแทนโดยไม่นำมารวมเป็นต้นทุนของคลังสินค้า  ทั้งนี้ต้นทุนคลังสินค้าในโรงงานยังสามารถประมาณได้จากการพิจารณาว่าถ้ากิจการให้เช่าพื้นที่ในโรงงานแทนการเก็บรักษาสินค้าคงคลังไว้  กิจการจะมีรายได้จากพื้นที่นั้นเท่าใดซึ่งเท่ากับเป็นการประมาณต้นทุนค่าเสียโอกาสของพื้นที่นั้นนั่นเอง
                2) คลังสินค้าสาธารณะ (Public Warehouse)  ต้นทุนของการใช้คลังสินค้าสาธารณะประกอบด้วยค่าใช้จ่ายในการลำเลียง (Handling Charges) และค่าใช้จ่ายในการเก็บสินค้า (Storage Charges) โดยค่าใช้จ่ายในการลำเลียงขึ้นอยู่กับจำนวนสินค้าที่เคลื่อนย้ายเข้าไปเก็บและนำออกไปจากคลังสินค้า  ส่วนค่าใช้จ่ายในการเก็บสินค้าขึ้นอยู่กับจำนวนสินค้าคงคลัง  ในทางปฏิบัติค่าใช้จ่ายในการลำเลียงจะจ่ายทันทีเมื่อมีการเคลื่อนย้ายสินค้า  ส่วนค่าใช้จ่ายในการเก็บสินค้าจะเก็บเป็นรายงวด
                    การตัดสินในใช้คลังสินค้าสาธารณะเกิดขึ้นเมื่อเห็นว่าเป็นทางเลือกที่ประหยัดที่สุดโดยสามารถให้ บริการลูกค้าในระดับที่ต้องการได้และไม่ก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายในการขนส่งที่มากเกินไป  ทำให้ค่าใช้จ่ายในการลำเลียงสินค้าซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ของการใช้คลังสินค้าสาธารณะควรจัดเป็นต้นทุนของคลังสินค้ามากกว่าจะเป็นต้นทุนของสินค้าคงคลังเนื่องจากค่าใช้จ่ายส่วนนี้คิดตามปริมาณสินค้าที่ลำเลียงเข้าและออกจากคลังสินค้า ในกรณีที่ค่าใช้จ่ายในการลำเลียงสินค้าคิดตามปริมาณสินค้าคงคลังจึงจะถือว่าค่าใช้จ่ายส่วนนี้เป็นต้นทุนของสินค้าคงคลัง  ส่วนค่าใช้จ่ายในการเก็บสินค้าควรจัดเป็นต้นทุนของสินค้าคงคลังเนื่องจากจะแปรผันไปตามปริมาณสินค้าคงคลัง
               3) คลังสินค้าเช่าหรือเช่าซื้อ (Rent or Leased (contract) Warehouse)  การเช่าหรือเช่าซื้อคลังสินค้าจะมีการทำสัญญาตามที่กำหนดไว้ในช่วงใดช่วงหนึ่ง  ค่าเช่าหรือเช่าซื้อจะไม่ขึ้นลงตามจำนวนสินค้าคงคลังที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละวัน  บางครั้งอาจจะมีการปรับค่าเช่ามีการเปลี่ยนแปลงตามกำหนด เช่น รายเดือน รายปี หรือเมื่อต่อสัญญาใหม่  โดยทั่วไปค่าใช้จ่ายของการเช่าหรือเช่าซื้อคลังสินค้าจะมีทั้งต้นทุนคงที่และต้นทุนแปรผันได้  ในส่วนของต้นทุนคงที่ เช่น ค่าเช่าจ่าย เงินเดือนผู้บริหาร ต้นทุนในการรักษาความปลอดภัยและค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา ฯลฯ  ซึ่งค่าใช้จ่ายเหล่านี้จะไม่แปรผันตามปริมาณสินค้าคงคลังจึงไม่ควรนำมารวมไว้ในต้นทุนการเก็บรักษาสินค้าคงคลัง  ในขณะที่ค่าใช้จ่ายบางตัวจะเป็นต้นทุนที่แปรผันตามจำนวนของสินค้า เช่น ค่าจ้างแรงงานในคลังสินค้าและต้นทุนในการเดินเครื่องจักร ฯลฯ ซึ่งต้นทุนเหล่านี้สามารถนำมารวมไว้ในต้นทุนการเก็บรักษาสินค้าคงคลัง
               4) คลังสินค้าของกิจการ (Company-owned (private) Warehouse)  ต้นทุนคลังสินค้าของกิจการเกิดขึ้นจากการที่กิจการได้ปลูกสร้างคลังสินค้าไว้เพื่อรองรับสินค้าคงคลังของกิจการ  ซึ่งต้นทุนส่วนใหญ่เป็นต้นทุนคงที่ในขณะที่ต้นทุนส่วนน้อยเป็นต้นทุนแปรผันได้  ในการคำนวณต้นทุนคลังสินค้าของกิจการอาจประมาณได้จากต้นทุนส่วนที่คาดว่าจะหายไปในกรณีที่มีการปิดคลังสินค้าของกิจการหรือต้นทุนที่สามารถประหยัดได้เมื่อมีการไปเช่าคลังสินค้าสาธารณะเพื่อเก็บสินค้าแทน

       4. ต้นทุนความเสี่ยงที่เกิดจากสินค้าคงคลัง (Inventory Risk Costs)
           ต้นทุนของความเสี่ยงที่เกิดจากสินค้าคงคลัง หมายถึง ต้นทุนใดๆ ที่เกิดจากความเสี่ยงในการเก็บสินค้าคงคลังไว้ แบ่งเป็น  4  ประเภท  ดังนี้
                1) ต้นทุนสินค้าเสื่อม (Obsolescence)  ต้นทุนที่เกิดขึ้นเนื่องจากสินค้าไม่สามารถขายได้ในราคาปกติอีกต่อไป  ซึ่งจริงๆแล้วคือต้นทุนที่เกิดจากการถือสินค้าคงคลังนั้นไว้เกินช่วงอายุที่สามารถใช้ประโยชน์จากผลิตภัณฑ์ (Useful Life)  ต้นทุนสินค้าเสื่อมคำนวณได้จากผลต่างระหว่างราคาสินค้าปกติลบด้วยมูลค่าซากของสินค้านั้น (Salvage Value) หรือราคาเต็มของสินค้าลบด้วยราคาที่ลดลงไปเพื่อกำจัดสินค้านั้นออกไป  ทั้งนี้ต้นทุนสินค้าเสื่อมจะรวมไว้ในต้นทุนสินค้าที่ผลิตหรือต้นทุนสินค้าขายแทนที่จะแยกออกมาต่างหากในงบกำไรขาดทุน
                2) ต้นทุนสินค้าเสียหาย (Damage Costs)  ต้นทุนส่วนนี้เป็นต้นทุนของความเสียหายที่เกิดขึ้นระหว่างการขนส่งสินค้า  ในกรณีที่มีการใช้คลังสินค้าสาธารณะ  ค่าเสียหายส่วนนี้สามารถขอคืนได้จากผู้จัดการคลังสินค้าในกรณีที่มีการเสียหายเกินกว่าที่ได้ตกลงกันไว้ซึ่งต้นทุนสินค้าเสียหายจำนวนนี้คือต้นทุนสุทธิหลังจากที่ขอคืนเงินได้บางส่วน
                3) ต้นทุนสินค้าหดหาย (Shrinkage Costs)  สินค้าหดหายในที่นี้รวมทั้งสินค้าสูญหายและสินค้าหดตัวเนื่องจากน้ำหนักหรือปริมาตรลดลง  สินค้าหดตัวสามารถเกิดได้จากการขนส่งสินค้าทางการเกษตร แร่ธาตุ น้ำมัน ฯลฯ  ซึ่งน้ำหนักของสินค้าเหล่านี้ส่วนหนึ่งจะหดตัวไปหรือระเหยไประหว่างการขนส่ง
                4) ต้นทุนการย้ายสถานที่ (Relocation Costs)  ต้นทุนของการย้ายสถานที่เกิดขึ้นเมื่อมีการย้ายสินค้าจากคลังสินค้าแห่งหนึ่งไปยังคลังสินค้าอีกแห่งหนึ่งเพื่อลดปัญหาความเสื่อมของสินค้า เช่น สินค้าที่มีการขายดีในภาคเหนืออาจจะขายไม่ดีในภาคใต้  ดังนั้นการที่กิจการขนย้ายสินค้าจากภาคใต้ไปขายในภาคเหนืออาจจะช่วยลดปัญหาสินค้าเสื่อมลงไปได้ แต่ทำให้เกิดปัญหาด้านค่าขนส่งเพิ่มขึ้น  ซึ่งการที่ต้องมีการย้ายสถานที่ของสินค้าที่เกิดจากการมีสินค้าคงคลังในที่ใดที่หนึ่งมากเกินไป  ต้นทุนที่เกิดขึ้นจึงควรจะถือเป็นต้นทุนในการเก็บรักษาสินค้า  ส่วนใหญ่ต้นทุนของการย้ายสถานที่จะไม่มีการระบุแยกต่างหากออกมาแต่จะรวมไว้ในค่าขนส่ง  สำหรับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการเคลื่อนย้ายสถานที่ เพื่อป้องกันสินค้าขาดมือนี้จะต้องพิจารณาควบคู่ไปกับต้นทุนค่าขนส่ง  ต้นทุนคลังสินค้า  ต้นทุนในการเก็บรักษาสินค้า  รวมทั้งต้นทุนของการที่มีสินค้าขาดมือด้วย


เอกสารอ้างอิง
       [1] Stock, R.J. and Lambert M.D., 2001, Strategic Logistics Management, 4th ed., McGraw-Hill Irwin,  Singapore.
       [2] Douglas, M.L., 1975, The Development of Inventory Costing Methodology : A Study of the Cost Associated with Holding Inventory , Chicago : National Council of Physical.


จำนวนผู้ชม 46904 ครั้ง

  กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบก่อนเขียนข้อความเสนอแนะความคิดเห็นของท่าน(Comments) หรือให้คะแนนความนิยม (Rating) ของข่าวและบทความ