จันทร์, 27 มี.ค. 2017
 
 

Resources

Login Form



Who's Online

เรามี 114 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
เทคโนโลยีของโลจิสติกส์ จำเป็นและต้องใช้ต้นทุนสูง ??
User Rating: / 1
แย่ดีที่สุด 
วันอังคารที่ 08 ธันวาคม 2009 เวลา 19:40 น.
smaller text tool iconmedium text tool iconlarger text tool icon

โดย สุวัฒน์ จรรยาพูน

        เทคโนโลยี ไม่ใช่สาระสำคัญของการดำเนินธุรกิจ หรือการสร้างความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน เพียงแต่เข้ามาสนับสนุนการทำธุรกิจให้ง่ายขึ้น..
       ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยทำงาน ไม่ใช่สร้างงาน..พอคิดถึงเทคโนโลยี สิ่งที่ตามมาก็คือต้นทุน องค์กรส่วนมากมักจะกล่าวอ้างว่า "เราสู้เขาไม่ได้หรอก เพราะเราไม่มีเงินทุนพอที่จะลงทุนด้านเทคโนโลยี" แต่เราก็คงเคยได้ยินบ่อยๆ ว่าร้านค้าปลีกแบบโชห่วยตามต่างจังหวัดบางร้านที่ถูกร้านค้าปลีกสมัยใหม่ที่เรียกว่า Convenient Store ที่เป็นร้านชั้นนำของบ้านเรามาเปิดข้างๆ และทำให้ร้านค้าที่เปิด 24 ชั่วโมง ต้องย้ายหนี ทั้งๆ ที่ไม่ได้ใช้เทคโนโลยีอะไรเพิ่มเติมเข้ามาเลย ที่เก็บเงินยังเป็นกระป๋อง แล้วใช้รอกชักเก็บขึ้นบนเพดาน
       ร้านก๋วยเตี๋ยวหน้าบ้านผม หรือร้านขายก๋วยเตี๋ยวหลอด ก๋วยจั๊บแถวเยาวราช มีกำไรที่คุณคาดไม่ถึง ไม่เคยใช้เทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้อง ลูกค้าสั่งยังไม่คิดที่จะจดด้วยซ้ำ ไม่เคยที่จะคิดใช้ระบบแฟรนไชส์ หลายท่านมักบอกว่าทำธุรกิจแบบนี้เหมือนติดคุก ไปไหนไม่ค่อยได้ ผมนั่งเฝ้าดูและคุยด้วยกับเจ้าของร้าน พบว่าวันหนึ่งๆ ขายไม่เกิน 5 ชั่วโมง เตรียมสินค้าเพื่อขายก็ใช้ลูกน้อง (เลิกเตรียมเองนานมากแล้ว เพราะมีลูกน้องหลายคน) อยากไปเที่ยวต่างประเทศ ก็ปิดร้านสักสัปดาห์ (ไม่รวมวันที่อยู่ๆ ก็หยุดขายเฉยๆ ไม่บอกล่วงหน้า ทั้งๆ ที่เมื่อวานก็ยังคุยกันอยู่) ปีละ 2-3 ครั้ง แต่พอเปิดขายก็ลูกค้าแน่นเหมือนเดิม ผมว่าทำงานตามบริษัทเหนื่อยกว่าหลายเท่า งานไม่เสร็จก็ต้องหอบกลับบ้านไปทำไม่รู้จบ อยากจะเที่ยวต้องวางแผนเก็บเงิน และลาหยุดพักร้อน ดูท่าทางว่ามนุษย์เงินเดือนจะติดคุกยาวนานกว่า (แถมรายได้น้อยกว่า) เพื่อนของผมที่เปิดร้านเป็นเจ้าของธุรกิจ มักจะบอกว่าไม่อยากหยุดเพราะเสียดายเงิน และมีความสุขกับการทำงานมากกว่า
       เราจะเห็นว่า เทคโนโลยี ไม่ใช่สาระสำคัญของการดำเนินธุรกิจ หรือการสร้างความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน เพียงแต่เข้ามาสนับสนุนการทำธุรกิจให้ง่ายขึ้น ขอย้ำว่าต้องใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยทำงาน ไม่ใช่มาสร้างงาน ผมเชื่อว่ามีหลายธุรกิจนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้แล้วพบว่าสร้างความยุ่งยาก และเพิ่มภาระงานมากขึ้น และก็พยายามใช้มันต่อไปด้วยเหตุผลที่ว่าซื้อมาแพง
       เทคโนโลยีจะเข้ามาสนับสนุนได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และเกิดความคุ้มค่านั้นต้องสอดคล้องกับความสามารถของบุคลากร กล่าวคือ พนักงานทุกคนคือผู้สร้างและผู้ใช้เทคโนโลยีที่สำคัญ กระป๋องเก็บเงินกับรอกชัก ราคาถูกกว่าเครื่องแคช (เครื่องเก็บเงินตามห้างสรรพสินค้า) แต่สามารถป้องกันการขโมยเงินจากบุคคลภายนอกได้พอๆ กัน และไม่ต้องใช้ไฟฟ้า ไฟดับก็คิดเงินและทอนเงินได้ เพียงแต่กระป๋องเงินเก็บข้อมูลไม่ได้ ต้องมีการบันทึกที่ดีแทน เมื่อเทคโนโลยีถูกใช้ให้เข้ามาช่วยทำงาน องค์กรจึงต้องทราบถึงวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนของการช่วยงานนั้น เพื่อให้ทราบถึงทางเลือกของเทคโนโลยีที่องค์กรจะตัดสินใจใช้ หากไม่ทราบถึงวัตถุประสงค์ในการให้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยทำงาน ก็จะเกิดความรู้สึกที่ว่าเม็ดเงินที่ลงทุนไปไม่คุ้มค่า และเกิดปัญหาต่างๆ ตามมา
      แล้วใครมีส่วนร่วมในการเลือกเทคโนโลยี คำตอบก็คือพนักงานทุกคน ทุกหน่วยงานมักสอบถามปัญหาจากพันกงานทั้งทางตรงและทางอ้อม เพื่อค้นหาวิธีการทำงานที่ดีกว่าเดิม องค์กรที่มีประสิทธิภาพไม่ใช่องค์กรที่เพียบพร้อมด้วยระบบเทคโนโลยี แต่ต้องเป็นองค์กรที่มีบุคลากรเข้มแข็ง เป็นนักคิด นักพัฒนา รู้และเข้าใจกระบวนการทำงานเป็นอย่างดี เมื่อไม่นานมานี้ผมอ่านหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์คอลัมน์หนึ่ง ได้ความมาประมาณนี้ครับ "ข้อสอบเข้างานของ บริษัทคอมพิวเตอร์ยักษ์ใหญ่ของโลก จะถามว่า ทำไมฝาท่อ (ที่ต่างประเทศ) จึงเป็นรูปวงกลม ไม่เป็นรูปสี่เหลี่ยม (อย่างที่เห็นในบ้านเรา) คำตอบคือ ฝาท่อรูปกลม ไม่สามารถตกลงไปในท่อได้ แต่ฝารูปสี่เหลี่ยมตกท่อได้"
      คำถามนี้ทำให้ผมได้คิดว่า ส่วนมากเรามักจะคิดและวางแผนการทำงานไม่ครบถ้วนทุกขั้นตอน จึงต้องมีประเด็นปัญหาให้แก้ไขอยู่เสมอ อย่างการสร้างท่อ ผมเชื่อว่าการทำฝาท่อทรงสี่เหลี่ยม ง่ายกว่า และประหยัดกว่าทรงกลม แต่การซ่อมบำรุง ความสามารถในการรับแรง ความคงทนถาวร ทรงกลมย่อมดีกว่า ซึ่งหากคำนึงถึงภาพรวมทั้งหมดฝารูปกลมย่อมประหยัดกว่าอย่างชัดเจน แต่เรายังคงเห็นฝารูปเหลี่ยมอยู่เต็มบ้านเมืองเรา ด้วยความที่ว่าเราคิดไม่ครบถ้วน เราจึงต้องหันมาฝึกอบรมพนักงาน รวมถึงผู้มีอำนาจและบุคลากรในประเทศให้มีแนวคิดที่ครบถ้วน คำนึงถึงภาพรวมเป็นหลัก จึงจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
       การจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน ก็เป็นแนวทางที่ให้เกิดการวางแผนอย่างครบถ้วนและรัดกุม เพื่อให้ภาพรวมของธุรกิจดีขึ้น ตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้มากขึ้น ผมเคยได้ยินจากเพื่อนว่า บริษัทขายยารายใหญ่ซื้อ blackberry ติดตัวไว้ โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือ สามารถติดตามพนักงานได้ว่าไปไหนมาบ้าง และอยู่ที่ไหน เนื่องด้วยบริษัทต้องการใช้พนักงานอย่างคุ้มค่า หากลูกค้ามีปัญหาบริษัทก็สามารถประสานไปยังพนักงานที่ใกล้ที่สุดให้เข้าไปบริการลูกค้าได้
       ซึ่งปัญหาแบบนี้ก็เป็นปัญหาเดียวกับโลจิสติกส์ คือ บริษัทจะไม่ทราบและตอบคำถามลูกค้าได้เลยว่าหลังจากที่คนขับรถส่งสินค้าออกจากบริษัทแล้วจะอยู่ที่ใดบนถนน และจะส่งมอบสินค้าให้ลูกค้าเมื่อใด ได้แต่แจ้งลูกค้าไปว่าเดี๋ยวคงถึง รถออกไปส่งแล้ว หรือการจราจรอาจคับคั่งมากจนส่งสินค้าล่าช้า เมื่อเป็นเช่นนี้แสดงว่าคนขับรถส่งของก็ควรมี BB กับเขาด้วย ในราคาหลายหมื่นบาท เพื่อนที่อยู่บริษัทโลจิสติกส์บอกว่าไม่คุ้มหากใช้ในการติดตามอย่างเดียว เพราะเทคโนโลยีเพื่อการติดตามนี้เดินไปบ้านหม้อก็หาได้ในราคาพันกว่าบาท และติดตามได้น่ากลัวกว่า BB จนผมไม่กล้าบรรยายสรรพคุณไปมากกว่านี้เกรงว่าบรรดาคุณสามีทั้งหลายจะไม่มีความสุข และอาจทำให้ครอบครัวร้าวฉาน จนก่อให้เกิดการล่มสลายของสังคมก็เป็นได้
       นักโลจิสติกส์ต้องรู้จักเลือกใช้เทคโนโลยีให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ที่ต้องการ การคิดทบทวนให้ครบถ้วนถึงสาเหตุหลักของปัญหา และที่สำคัญต้องสอดคล้องกับเงินทุนที่มีอยู่ โดยต้องไม่ลืมที่จะพัฒนาบุคลากรควบคู่กันไปด้วย กล่าวคือ เราไม่จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีเช่น RFID เข้ามาช่วยงานด้านคลังสินค้า เช่นเดียวกับ Wal-Mart แต่ด้วยเทคนิคง่ายๆ อย่างการบันทึกด้วย Stock Card และการนับจำนวนสินค้าแบบ Cycle Count ผนวกรวมกับบุคลากรที่ซื่อสัตย์และทำงานตามขั้นตอนก็ถือว่าเหนือกว่า RFID มากแล้ว การใช้เทคโนโลยีที่แพงมักจะทำให้เกิดความรู้สึกพึ่งพามากเกินไปจนไม่เกิดการพัฒนาองค์กร ที่สำคัญมีผู้นำสินค้าออกจากร้านโดยผ่านเครื่อง RFID แล้วสัญญาณเตือนไม่ดังก็มีอยู่บ่อยๆ
        การกำหนดเส้นทางส่งสินค้าอาจไม่จำเป็นต้องลงระบบ TMS: Transportation Management Systems เพื่อหาเส้นทางส่งสินค้าให้กับลูกค้าที่หลากหลาย เพื่อความประหยัด เนื่องจาก Google Map ก็มีความสามารถทำได้เช่นกัน ที่สำคัญมีเวอร์ชั่นภาษาไทยให้ใช้ด้วยครับ การแลกเปลี่ยนข้อมูลหรือส่งคำสั่งซื้อ-ขายสามารถทำผ่าน Web Site ได้ด้วยต้นทุนที่ประหยัด
       แม้แต่อุปกรณ์เพื่อการขนส่งก็มีให้เลือกหลากหลาย หากเรารู้จักดัดแปลงก็ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ และประหยัดต้นทุนได้ เช่นโรงงานผลิตเครื่องดื่มน้ำไม่อัดลมสัญชาติไทยที่ผมพานักศึกษาไปดูงาน เพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งด้วยการรื้อแผงกระบะด้านข้างของรถส่งของที่เป็นไม้ออกและใช้ผ้าใบคลุมแทนทำให้มีพื้นที่กว้างขึ้นอีกข้างละประมาณ 5 เซนติเมตร และเปลี่ยนวิธีการจัดเรียงสินค้าบนรถใหม่ เนื่องจากลังของเครื่องดื่มถูกออกแบบให้ล็อคกันในตัว จึงไม่ต้องกังวลว่าสินค้าจะเสียหาย เปลี่ยนเพียงเล็กน้อยสามารถขนสินค้าได้เพิ่มขึ้น 20 เปอร์เซนต์ครับ ไม่ต้องซื้อรถใหม่เพิ่มให้เปลืองงบประมาณ
       ดังนั้นการเลือกใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้ทำงานได้สะดวกและมีประสิทธิภาพมากขึ้นนั้น เราจะต้องไม่ลืมที่จะคิดอย่างครบถ้วนถึงกระบวนการทำงานถัดไป และปัญหาที่อาจจะตามมา เหมือนกับฝาท่อที่ต้องเป็นรูปวงกลมครับ


ที่มา logisticscorner, 8 ธ.ค. 2552
http://www.logisticsdigest.com/index.php?option=com_content&task=view&id=3224&Itemid=73


จำนวนผู้ชม 8711 ครั้ง

  กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบก่อนเขียนข้อความเสนอแนะความคิดเห็นของท่าน(Comments) หรือให้คะแนนความนิยม (Rating) ของข่าวและบทความ