พุธ, 29 มี.ค. 2017
 
 

Resources

Login Form



Who's Online

เรามี 142 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
LCA & EcoDesign กับงานโลจิสติกส์
User Rating: / 1
แย่ดีที่สุด 
วันพุธที่ 02 ธันวาคม 2009 เวลา 22:43 น.
smaller text tool iconmedium text tool iconlarger text tool icon

โดย สุวัฒน์ จรรยาพูน

         ความตื่นตัวของโลกเกี่ยวกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมนับวันจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ กระแสแห่งสีเขียวได้รับความสนใจอย่างมากในยุคปัจจุบัน
        ไม่ว่าจะในระดับบุคคล ระดับธุรกิจ หรือระดับชาติ ก็นิยมนำสีเขียวมาเป็นเครื่องมือใช้ประโยชน์ ด้านการเสริมภาพลักษณ์เพื่อให้เห็นว่าองค์กรของเราเอาใจใส่ต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งนับว่าได้ผลอย่างมากทางการตลาด นอกจากนี้ยังพบเห็นบ่อยๆ ในการนำกระแสสีเขียวมาเป็นเครื่องมือกีดกันทางการค้า เพื่อป้องกันตลาดภายในประเทศ เช่น ในยุคหนึ่งเราคงเคยได้ยินกันมาบ้างเรื่องการที่สหรัฐอเมริกาแบนกุ้งไทย เพราะต้องการอนุรักษ์เต่าทะเล หรือประเทศในกลุ่ม EU ใช้ ISO กีดกันทางการค้า ธุรกิจจำเป็นต้องติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างถ้วนถี่ เพื่อนำไปเป็นแนวทางในการปรับตัวทางธุรกิจให้ทันต่อกระแสโลก
        พอกล่าวถึงกระแสของสีเขียว ผมก็นึกถึงเรื่องหนึ่งที่สถาบันสิ่งแวดล้อมไทยได้ให้ความสำคัญมานาน คือ LCA (Life Cycle Assessment) หรือ การประเมินวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ และ EcoDesign (Economic & Ecological Design) หรือการออกแบบเชิงนิเวศเศรษฐกิจ แต่ประเทศไทยเรายังไม่มีความชัดเจนทางด้านนี้โดยเฉพาะในส่วนของนโยบายระดับชาติ แต่ด้วยปัญหาด้านภาวะโลกร้อนในปัจจุบันคงต้องเร่งสร้างความชัดเจนในเร็ววัน ประกอบกับในอนาคตอันใกล้จะมีมาตรการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมออกมาบังคับใช้มากขึ้น โดยธุรกิจเอกชนก็ต้องดำเนินการไปก่อน หากชักช้าเกรงว่าจะปรับตัวไม่ทันกับกระแสของโลก
        ตัวอย่างของมาตรการต่างๆ เช่น ระเบียบของสหภาพยุโรปว่าด้วยสารเคมี (Registration, Evaluation and Authorization of Chemicals: REACH) ระเบียบว่าด้วยการจำกัดการใช้สารอันตรายบางชนิดในผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (Restriction of the use of certain Hazardous Substances in electrical and electronic equipment: RoHS) ระเบียบที่ให้ผู้ผลิตต้องรับผิดชอบในการเรียกคืนซากสินค้าที่หมดอายุ (Waste Electrical & Electronic Equipment: WEEE) และกฏหมายการแปรรูปและนำกลับมาใช้ใหม่ของผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนของประเทศญี่ปุ่น*
        ซึ่งมาตรการเหล่านี้จะคำนึงถึงผลิตภัณฑ์ตลอดช่วงอายุการใช้งาน ดังนั้นแนวทางของ LCA. และ EcoDesign จะต้องถูกนำมาประยุกต์ใช้ เราลองมาทำความรู้จักกับ LCA และ EcoDesign คร่าวๆ ดูก่อนนะครับ LCA คือ กระบวนการวิเคราะห์และประเมินค่าผลกระทบของผลิตภัณฑ์ที่มีต่อสิ่งแวดล้อมตลอดช่วงชีวิตของผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่การสกัดหรือการได้มาซึ่งวัตถุดิบ กระบวนการผลิต การขนส่งและการแจกจ่าย การใช้งานผลิตภัณฑ์ การใช้ใหม่/แปรรูป และการจัดการเศษซากของผลิตภัณฑ์หลังจากการใช้งาน ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า เป็นการพิจารณาผลิตภัณฑ์ตั้งแต่เกิดจนตาย โดยมีการระบุถึงปริมาณพลังงานและวัตถุดิบที่ใช้ รวมถึงปริมาณของเสียที่ปล่อยออกสู่สิ่งแวดล้อม เพื่อที่จะหากระบวนการในการปรับปรุงผลิตภัณฑ์ให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด*
        ข้อมูลที่ได้จากการประเมินวัฏจักรชีวิต สามารถนำมาใช้ศึกษาเพื่อเป็นแนวทางในการออกแบบผลิตภัณฑ์ ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ที่เรียกกันว่า EcoDesign หลักการพื้นฐานของการทำ EcoDesign คือ การนำหลัก 4R's ได้แก่ การลด (Reduce) การใช้ซ้ำ (Reuse) การนำกลับมาใช้ใหม่ (Recycle) และการซ่อมบำรุง (Repair) มาประยุกต์ใช้ในทุกช่วงของวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ คือตั้งแต่การวางแผนผลิตภัณฑ์ การออกแบบ การผลิต การนำไปใช้ และการทำลายหลังการใช้เสร็จ
        จะเห็นได้ว่าการคิดระยะสั้นเพียงแค่ลูกค้าต้องการอะไร แล้วนำสิ่งนั้นมาเสนอตามความต้องการของลูกค้า เริ่มจะไม่เพียงพอแล้ว เพราะมีบางกลุ่มที่ไม่ใช่ลูกค้าจะมองดูว่าเราดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมหรือไม่ กระบวนการผลิตของธุรกิจ กระบวนการทำลายของเสีย ที่ลูกค้าไม่เคยสนใจ เริ่มที่จะถูกเพ่งเล็ง อายุการใช้งานของสินค้าและอัตราความสิ้นเปลืองพลังงาน เริ่มได้รับการเปรียบเทียบกับคู่แข่ง สินค้าเมื่อหมดอายุลูกค้าก็เริ่มที่จะสนใจว่าควรจะทิ้งที่ใด ใครควรความรับผิดชอบขยะอุตสาหกรรม (หลังการใช้) เหล่านี้ องค์กรในปัจจุบันจึงต้องเตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่เพื่อรองรับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในเร็ววัน บุคลากรจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาให้เกิดมุมมองใหม่ มีความเข้าตลอดทั้งวงจรชีวิตของสินค้า
        แล้วทั้ง LCA กับ EcoDesign เกี่ยวพันกับงานด้านโลจิสติกส์และโซ่อุปทานอย่างไร เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่างานด้านโลจิสติกส์และโซ่อุปทานนี้จะเกี่ยวข้องตั้งแต่การจัดซื้อไปจนถึงการจัดส่ง เราจึงต้องเพิ่มมุมมองให้กว้างขึ้น และลึกขึ้น โดยจะต้องมีการวางแผนร่วมกันตลอดทั้งโซ่อุปทาน กล่าวคือ วัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ อุปกรณ์ที่เกี่ยวกับการขนย้ายต้องมีการคิดร่วมกัน ซึ่งสินค้าตามท้องตลาดในปัจจุบันขาดความร่วมมือกันระหว่างคู่ค้าทำให้ประสิทธิภาพของโซ่อุปทานทั้งระบบไม่ดีเท่าที่ควร การออกแบบสินค้ายังไม่ค่อยคำนึงถึง ขนาดของบรรจุภัณฑ์ ขนาดของชั้นวางสินค้า ขนาดของพัลเล็ท (pallet) ขนาดของรถบรรทุก ขนาดของตู้คอนเทนเนอร์ การใช้บรรจุภัณฑ์ร่วมกันระหว่างองค์กร การนำหลัก 4R's มาใช้ร่วมกันทั้งโซ่อุปทาน
        ที่สำคัญทุกขั้นตอนตลอดทั้งโซ่อุปทานต้องคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม และการทำลายสินค้าเมื่อหมดอายุการใช้งาน และหากระเบียบที่ให้ผู้ผลิตต้องรับผิดชอบในการเรียกคืนซากสินค้าที่หมดอายุถูกบังคับใช้ ผู้ผลิตก็ต้องให้ความสนใจเรื่องของโลจิสติกส์ย้อนกลับ (reverse logistics) เนื่องจากการขนซากกลับก็จำเป็นต้องใช้ความสามารถในการจัดการขยะอย่างครบวงจร และหากผลิตภัณฑ์ของเราที่ถูกออกแบบด้วยแนวคิดของ EcoDesign และด้วยความร่วมมือกันตลอดทั้งโซ่อุปทานตั้งแต่แรกก็สามารถนำซากที่ต้องขนกลับมาใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ส่วนซากบางอย่างหากย่อยสลายได้ก็ไม่จำเป็นต้องขนกลับ ลดปริมาณขยะของโลกลงได้เป็นอย่างดี และอาจะส่งผลต่อการลดต้นทุนจนเกิดความคุ้มค่ามากกว่าค่าใช้จ่ายในการขนย้ายขยะกลับมายังต้นทางก็เป็นได้
        การคำนึงถึง LCA และ EcoDesign ไม่ใช่สนใจเฉพาะกับตัวสินค้าหลักเท่านั้น ผู้ผลิตต้องไม่ลืมที่จะคิดถึงส่วนอื่นที่ต้องติดไปกับสินค้าด้วย เช่น บรรจุภัณฑ์เพื่อการตลาด บรรจุภัณฑ์เพื่อการขนส่ง เราคงคุ้นเคยกับบริษัทขนาดใหญ่ที่นิยมสร้างภาพลักษณ์องค์กรด้านสิ่งแวดล้อม ในช่วงแรกใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติก ก็เปลี่ยนเป็นกระดาษ ต่อมากระดาษมีการส่งผลกระทบถึงผืนป่าก็หันกลับมาใช้พลาสติกโดยอ้างเหตุผลของ recycle ได้ และไม่ทำลายต้นไม้ นอกจากนี้อุปกรณ์กันกระแทกในกล่องบรรจุคอมพิวเตอร์ก็มีแนวโน้มที่จะเลิกใช้โฟมมากขึ้น หันมาใช้กระดาษแทน
        แนวโน้มในอนาคตบรรจุภัณฑ์จะมีการนำกลับมาใช้ซ้ำ (reuse) กันมากขึ้น โดยเฉพาะในกรณีบรรจุภัณฑ์การขนส่ง เดิมเราอาจเคยเห็นเพียงแค่ลังส้มตามตลาดสดทั่วไป หรือกล่องพลาสติกส่งสินค้าของร้านสะดวกซื้อ ตอนนี้เราเริ่มพบว่าหากสินค้าที่มีการส่งมอบ หรือติดตั้งถึงบ้านของลูกค้า เช่น ตู้เย็น เครื่องซักผ้า เครื่องปรับอากาศ จะมีการประสานกับช่างผู้ติดตั้งให้เก็บกล่องบรรจุภัณฑ์กลับมาในสภาพที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ด้วย โดยเฉพาะในเรื่องของไส้กล่อง หรือวัสดุกันกระแทก
        การคำนึงถึงวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ต้องพิจารณาจนสินค้านั้นหมดอายุขัย เพื่อที่จะนำไปออกแบบผลิตภัณฑ์ ที่สามารถเลือกใช้วัสดุและอุปกรณ์ส่วนควบต่างๆ ตลอดจนกระบวนการทำงานให้มีความปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม โดยต้องมีการประสานงานกันทั้งโซ่อุปทาน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ทำให้ประเทศสามารถแข่งขัน และปรับตัวได้ทันกับสภาวะที่เปลี่ยนแปลงในตลาดโลกได้อย่างมีศักยภาพ แล้วเราจะมุ่งหวังที่จะเป็นอะไรในโลกใบนี้ผมว่าก็สามารถทำได้ไม่ยากเย็นครับ ด้วยว่ามีพื้นฐานและแนวคิดที่เข้มแข็งและครบวงจร...

ข้อมูลบางส่วนจาก: http://www.tei.or.th

ที่มา logisticsdigest, 2 ธ.ค. 52
http://www.logisticsdigest.com/index.php?option=com_content&task=view&id=3203&Itemid=73


จำนวนผู้ชม 7472 ครั้ง

  กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบก่อนเขียนข้อความเสนอแนะความคิดเห็นของท่าน(Comments) หรือให้คะแนนความนิยม (Rating) ของข่าวและบทความ