พุธ, 29 มี.ค. 2017
 
 

Resources

Login Form



Who's Online

เรามี 165 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
วิธีการวัดผลการปฏิบัติงานแบบใหม่สำหรับการจัดการโซ่อุปทาน
User Rating: / 2
แย่ดีที่สุด 
วันจันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน 2009 เวลา 20:20 น.
smaller text tool iconmedium text tool iconlarger text tool icon

 

 

(An innovative performance measurement method for supply chain management)

โดย รัชนี รัดเขื่อนขันธ์
สาขาการจัดการโลจิสติกส์
บัณฑิตวิทยาลัยการจัดการและนวัตกรรม
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

         ธุรกิจสมัยใหม่มีการแข่งขันทางธุรกิจสูง บริษัทต่างๆได้มีการนำเอาเทคโนโลยีและกลยุทธ์ใหม่ๆมาใช้เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน การจัดการโซ่อุปทานอย่างมีประสิทธิภาพจึงเป็นหลักการดำเนินธุรกิจอย่างหนึ่งที่ได้รับความสนใจอย่างมากในธุรกิจ และในหน่วยงานการศึกษา ปัจจุบันนี้ ผู้ผลิตมีความกดดันมากจากความต้องการของลูกค้าในเรื่องของการผลิตสินค้าตามความต้องการของลูกค้า (Product customization) การปรับปรุงคุณภาพ (Quality Improvement) และการตอบสนองความต้องการ (Demand responsiveness) แต่ในเวลาเดียวกันผู้ผลิตต้องการลดต้นทุนการผลิต (Production Cost) ลดระยะเวลานำ (Lead time) และลดระดับสินค้าคงคลัง (Inventory level) เพื่อให้บริษัทมีผลกำไร และอยู่รอดได้ภายใต้ความกดดันดังกล่าว โดยบริษัทมีการพัฒนากลยุทธ์การเป็นหุ้นส่วนระยะยาวกับผู้ขายบางรายที่มีความสามารถ และร่วมมือกันในการพัฒนาสินค้า ควบคุมสินค้าคงคลัง และการจ้างบุคคลภายนอกผลิต นอกจากนี้การเพิ่มมูลค่าจากการจัดซื้อ การผลิต การกระจายสินค้า และการจัดส่งสินค้าไปยังลูกค้า ได้ถูกบูรณาการให้เชื่อมโยงกันเพื่อที่จะบรรลุถึงเป้าหมายโดยรวมอันนำไปสู่การเพิ่มระดับความพึงพอใจให้กับลูกค้า
         ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา มีบทความต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับทฤษฎี และการปฏิบัติงานในโซ่อุปทานถูกตีพิมพ์เรื่อยมา แต่หัวข้อที่เกี่ยวกับการวัดผลการปฏิบัติงานในโซ่อุปทานยังไม่ค่อยมี ซึ่งในการวัดผลการปฏิบัติงานนั้น เป็นเครื่องมือที่สำคัญในการจัดการเพื่อปรับปรุงการดำเนินการ อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันการวัดผลการปฏิบัติงานยังมีข้อเสียอยู่หลายประการ ในงานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอวิธีการใหม่ในการวัดผลการปฏิบัติงานสำหรับการจัดการโซ่อุปทาน ซึ่งจะได้กล่าวใน 3 ประเด็นหลักดังต่อไปนี้
         1. การวัดผลการปฏิบัติงานในโซ่อุปทาน (Performance measurement in SCM)
            การวัดผลการปฏิบัติงานนั้น เป็นกระบวนการวัดค่าประสิทธิภาพ (Efficiency) และประสิทธิผล (Effectiveness) ของการกระทำในกิจกรรมให้ออกมาเป็นค่าจำนวนตัวเลข หรืออีกนัยหนึ่ง การวัดผลการปฏิบัติงานหมายถึงการเปลี่ยนสภาพจากการปฏิบัติงานจริงที่สลับซับซ้อนให้เป็นค่าที่สามารถแทนด้วยสัญลักษณ์ต่างๆ ซึ่งสามารถที่จะรายงานผลภายใต้สถานการณ์เดียวกันได้ ในธุรกิจสมัยใหม่การวัดผลการปฏิบัติงานมีความสำคัญมากกว่าตัวเลขทางบัญชี ซึ่ง Sink และ Tuttle (1989) กล่าวไว้ว่า “You cannot manage what you cannot measure” ซึ่งมีความหมายว่า “คุณไม่สามารถบริหารจัดการอะไรที่คุณไม่สามารถวัดค่าสิ่งนั้นได้” 
           ในการจัดการโซ่อุปทาน การวัดผลการปฏิบัติงานสามารถช่วยทำให้เกิดความเข้าใจและรับรู้ถึงสถานการณ์ระหว่างสมาชิกในโซ่อุปทาน นอกจากนี้ยัง ช่วยทำให้ทราบถึงประสิทธิผลของกลยุทธ์ และระดับความสำเร็จในธุรกิจ Beamon (1998) ได้แบ่งกลุ่มการวัดผลการปฏิบัติงานออกเป็น 2 แบบ ได้แก่ การวัดเชิงคุณภาพ (Qualitative) และการวัดเชิงปริมาณ (Quantitative) นอกจากนี้ยังจัดชนิดการวัดเป็น 3 ประเภท คือ ทรัพยากร (Resources) ปัจจัยนำออก (Output) และความยืดหยุ่น (Flexibility) (Beamon, 1999)
           อย่างไรก็ตาม มีทฤษฎี และงานวิจัยน้อยมากที่เกี่ยวข้องกับการวัดผลการปฏิบัติงานในโซ่อุปทานโดยเฉพาะอย่างยิ่งการออกแบบระบบ และการเลือกตัววัด ในส่วนการวัดที่มีอยู่แล้วก็ยังมีข้อผิดพลาดมากอยู่เช่นเดียวกัน โดยปกติในระบบการวัดผลการปฏิบัติงาน (Performance Measurement Systems; PMSs) มุ่งเน้นการวัดทางด้านการเงินในช่วงสั้น และวัดผลกำไร แต่ไม่ได้ทำการวัดที่ช่วยสนับสนุนการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ PMSs ในโซ่อุปทานยังมีปัญหาอื่นๆ อีกดังนี้
              • การไม่เชื่อมโยงกับกลยุทธ์
              • การขาดความสมดุลในการบูรณาการระหว่างด้านการเงิน และไม่ใช่ทางการเงิน
              • การขาดความคิดเชิงระบบ ซึ่งในโซ่อุปทานจะต้องเห็นภาพกระบวนการเป็นภาพเดียวกันและสามารถวัดทุกๆส่วนได้
              • มุ่งเน้นแต่การวัดผลในส่วนย่อย ยังไม่ได้วัดผลเป็นภาพรวม
        2. วิธีการวัดผลการปฏิบัติงานแบบใหม่ (An innovative performance measurement method)
            ในงานวิจัยนี้เป็นการกล่าวถึงระบบการวัดผลการปฏิบัติงาน (PMSs) สำหรับการจัดการโซ่อุปทานด้วยวิธีข้ามหน่วยงาน (Cross-Organizational) จากมุมมองความคิดเชิงระบบ (System-thinking)
              2.1 มุมมองความคิดเชิงระบบและแบบจำลองตามกระบวนการ (System-thinking perspective and process-based model)
                   ในงานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่ามุมมองความคิดเชิงระบบในภาพรวมทั้งหมดได้ถูกนำมาใช้ในการเริ่มต้นจัดการโซ่อุปทานอย่างเหมาะสม ซึ่งการดำเนินการในโซ่อุปทานควรจะต้องมีการวัดทุกหน่วยงานมากกว่าที่จะมุ่งวัดเพียงหน่วยงานเดียว ในระบบการวัดผลการปฏิบัติงานควรจะขยายให้ครอบคลุมทุกธุรกิจที่เกี่ยวข้องทั้งหมดในโซ่อุปทาน ดังนั้นวิธีการวัดแบบใหม่นี้จะสอดคล้องกับการดำเนินงานทั้งหมดในโซ่อุปทาน ซึ่งจะสนับสนุนการบูรณาการทุกหน่วยงานในโซ่อุปทานและทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด
                   Lambert และ Cooper (2000) กล่าวว่า การจัดการโซ่อุปทานให้ประสบผลสำเร็จนั้นต้องเปลี่ยนการจัดการโดยแบ่งตามหน้าที่ไปเป็นการบูรณาการของกิจกรรม ในงานวิจัยนี้ แบบจำลองตามหลักการข้ามขอบเขตกระบวบการ (Cross boundary process-based model) ถูกสร้างขึ้นตามแนวคิดของการจัดการกระบวนการหลักในโซ่อุปทาน 
                  ในโซ่อุปทานนั้นจะถูกบูรณาการด้วย 6 กระบวนการหลัก ซึ่งถูกเชื่อมโยงกันโดย ผู้ขาย (Supplier), โลจิสติกส์ขาเข้า (Inbound logistics), การผลิต (Manufacturing), โลจิสติกส์ขาออก (Outbound logistics), การตลาดและการขาย (Marketing & Sales) และลูกค้า (End customers) นอกจากนี้กระบวนการหลักเหล่านี้ยังสามารถแตกย่อยออกเป็นกระบวนการย่อย (Sub-Processes) โดยกระบวนการหลัก และกระบวนการย่อยทั้งหมดประกอบขึ้นเป็นลำดับชั้น (Hierarchy) ในแบบจำลองโซ่อุปทานซึ่งจะเป็นกรอบของระบบการวัดผลการปฏิบัติงานแบบใหม่นี้
              2.2 การวัดผลการปฏิบัติงานอย่างเหมาะสม (Appropriate performance measures)
                    เนื่องจากมักมีการเปลี่ยนแปลงเป้าหมาย (Goal) และกลยุทธ์ (Strategic) อยู่เป็นประจำ ในแต่ละโซ่อุปทานจึงต้องการการวัดผลการปฏิบัติงานที่เหมาะสมซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนหรือประยุกต์จากโซ่อุปทานหนึ่งไปยังโซ่อุปทานหนึ่งได้อย่างรวดเร็ว ในงานวิจัยนี้ได้ชี้ให้เห็นถึงวิธีการวัดในหลายมิติ และมีการพูดถึงการวัดผลการปฏิบัติงานในมุมมองที่สำคัญใน 3 ส่วนคือ 
                       • ปัจจัยนำเข้า (Input) ได้แก่ เวลา (Time) ซึ่งสัมพันธ์กับความพึงพอใจของลูกค้า และต้นทุน (Costs) ซึ่งสัมพันธ์กับการใช้ทรัพยากรต่างๆ เช่น แรงงาน ต้นทุน ความรู้ สิ่งอำนวยความสะดวกเป็นต้น
                       • ปัจจัยนำออก (Output) ได้แก่ ปัจจัยนำออกที่สามารถจับต้องได้ (Tangible output) ซึ่งรวมถึงสินค้าสำเร็จรูป (Finished products) และสินค้ากึ่งสำเร็จรูป (Semi-finished products) และปัจจัยนำออกที่ไม่สามารถจับต้องได้ (Intangible output)
                       • องค์ประกอบต่างๆ (Composite) เป็นการวัดที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยนำเข้า และปัจจัยนำออก เช่น ผลิตภาพ (Productivity) ประสิทธิภาพ (Efficiency) และอรรถประโยชน์ (Utilization) 
                  ในแต่ละกระบวนการหลัก และกระบวนการย่อยจะถูกทำการวัด และถูกจัดกลุ่มเพื่อที่จะแบ่งเป็นลำดับชั้นของแต่ละกระบวนการ ซึ่งเรียกว่าการสร้างลำดับชั้นของกระบวนการ และการวัดผลการปฏิบัติงาน (Process and performance measures hierarchy; PPMH) และในการเปลี่ยนวัตถุประสงค์ของโซ่อุปทานอาจเป็นเหตุทำให้การประเมินมีความแตกต่างกันไป ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการกำหนดค่าถ่วงน้ำหนักที่แตกต่างกันไปในแต่ละครั้งของการวัดด้วย
              2.3 การร่วมมือกันในการวัดผลการปฏิบัติงาน (Teamwork of performance measurement)
                   ในการวัดผลการปฏิบัติงานจะดำเนินการโดยคณะทำงานวัดผลปฏิบัติงาน (Performance measurement team; PMT) ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนจากหลายส่วนงานในโซ่อุปทาน ซึ่งตัวแทนทั้งหลายเหล่านี้สามาถที่จะเป็นได้ทั้งระดับผู้ปฏิบัติการ (Operator) ผู้ควบคุมงาน (Supervisor) ผู้จัดการแผนก (Department Manager) ผู้จัดการโรงงาน (Plant Manager) เป็นต้น สมาชิกของคณะทำงานฯ ทำหน้าที่หลักเป็นผู้ประเมิน และให้ความเห็นเกี่ยวกับหัวข้อการวัด และคณะทำงานมาจากส่วนงานต่างๆ ที่มีพื้นฐานความรู้ และประสบการณ์ที่สามารถให้ความเห็นในภาพกว้างได้
                  เนื่องจากผู้ประเมินมีพื้นฐานความรู้ และประสบการณ์ที่แตกต่างกัน การให้ค่าถ่วงน้ำหนักต่อความคิดเห็นของผู้ประเมินแต่ละคนจึงไม่จำเป็นต้องเท่ากัน เมื่อความเห็นไม่ตรงกันควรที่จะต้องมีการกำหนดค่าถ่วงน้ำหนักด้วย ซึ่งมีหลายวิธีในการกำหนดค่าถ่วงน้ำหนัก เช่น กำหนดโดยพิจารณาจากระดับของผู้ประเมินหรือ กำหนดค่าเฉลี่ยจากทรรศนะของผู้ประเมินในคณะทำงาน
          3. การกำหนดขั้นตอนการวัดผลการปฏิบัตงานแบบใหม่ (The new measurement algorithm)
             ในการวัดผลการปฏิบัติงานของงานวิจัยนี้สามารถแบ่งการดำเนินการตามขั้นตอนดังต่อไปนี้
                3.1 การกำหนดตัวถ่วงน้ำหนักเทียบเคียงของตัววัด และกระบวนการปฏิบัติงาน (Relative weights of performance measures and processes) 
                     โดยใช้การวินิจฉัยเปรียบเทียบเป็นคู่ (Pairwise comparison method) ตามหลักการของกระบวนการลำดับชั้นเชิงวิเคราะห์ (Analytic hierarchy process; AHP) (Saaty, 1980) เพื่อหาค่าถ่วงน้ำหนักเทียบเคียง ซึ่งวิธีนี้ยังมีจุดอ่อนในการนำไปใช้งาน ประการแรกคือ การทำให้เกิดความไม่สมดุลของสัดส่วนตัวถ่วงน้ำหนักมาก และประการที่สองคือ การไม่รองรับการตัดสินใจแปลงออกมาเป็นค่าตัวเลข ซึ่งในปัจจุบันได้มีการนำเอาทฤษฎีเซตวิภัชนัย (Fuzzy set theory) มาประยุกต์ใช้เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว และในงานวิจัยนี้ได้มีการนำเอาหลักการกำหนดสัดส่วนของรูปทรงสามเหลี่ยมวิภัชนัย (Fuzzy) มาใช้แปลงเป็นสัดส่วนเปรียบเทียบที่เป็นจำนวนตัวเลขด้วย
                3.2 มาตราส่วนการวัด และการแบ่งระดับการปฏิบัติงานตามหลักทฤษฎีเซตวิภัชนัย (Fuzzy set theory) (Measurement scale and fuzzy performance grade) 
                     งานวิจัยนี้มุ่งเน้นการวัดด้วยหลักการของทฤษฎีเซตวิภัชนัย (Fuzzy set theory) ซึ่งในการกำหนดมาตราส่วนการวัดนั้นจะถูกตัดสินใจโดยผู้ประเมิน เมื่อทำการประเมินผู้ประเมินจะพิจารณาจากเป้าหมาย และประวัติการปฏิบัติงาน รวมถึงสภาพแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานด้วย จากนั้นจะกำหนดรูปแบบมาตราส่วนการวัดเป็นค่าต่ำที่สุด (Bottom) และค่าดีที่สุด (Perfect) ซึ่งค่าต่ำที่สุดนั้น จะเป็นค่าขั้นต่ำที่สามารถยอมรับได้จากผู้ประเมิน และค่าดีที่สุดจะเป็นค่าที่บอกถึงความพึงพอใจโดยรวมสูงสุด ทั้งนี้ในการกำหนดมาตราส่วนการวัดไม่ควรนำเป้าหมาย และประวัติผลการปฏิบัติการในอดีตมากำหนดค่าต่ำที่สุดและค่าสูงที่สุดเพราะควรนำสภาพแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานมาพิจารณาร่วมด้วย นอกจากนี้ ในงานวิจัยนี้ยังได้กำหนดมาตราส่วนการวัดไว้เป็นจำนวนตั้งแต่ค่า 0 ถึง 10 สำหรับการแบ่งระดับการปฏิบัติงานตามหลักทฤษฎีเซตวิภัชนัย (Fuzzy set theory) ในงานวิจัยนี้จะถูกกำหนดขึ้นเป็น 6 ขั้นตั้งแต่ A ถึง F ซึ่งแสดงถึงค่าดีที่สุดไปถึงค่าต่ำที่สุดตามลำดับ
                 3.3 การรวบรวมผลการวัด (Aggregating the measurement result) 
                      ในระหว่างการดำเนินงานของคณะทำงานวัดผลการปฏิบัติงาน ค่าถ่วงน้ำหนักความคิดเห็นของผู้ประเมินแต่ละคน และผลการวัดการปฏิบัติงานจะถูกรวบรวมเข้าด้วยกันเพื่อที่จะทำให้เห็นภาพรวมของกระบวนการ ผลการวัดการปฏิบัติงานในแต่ละหัวข้อจะต้องถูกรวบรวมด้วยค่าถ่วงน้ำหนักเทียบเคียงแล้วแสดงผลออกมาในรูปแบบของเมตริก (Matrix) และเวคเตอร์ (Vector) สำหรับการดำเนินการในกระบวนการย่อยนั้นจะต้องทำการรวบรวมถึง 2 ครั้งด้วย
                 3.4 การคืนสภาพวิภัชนัยของผลการวัด และการเทียบเคียงกับเกณฑ์มาตรฐาน (Defuzzifying the measurement results and benchmarking)
                      ในขั้นตอนนี้จะเป็นการแปลงค่าผลการวัดจากการแบ่งระดับการปฏิบัติงานตามหลักทฤษฎีเซตวิภัชนัย (Fuzzy set theory) หรือที่เรียกว่าการคืนสภาพวิภัชนัย (Defuzzy) เพื่อให้ได้ค่าจำนวนกลับมาตั้งแต่ 0 ถึง 10 ซึ่งแสดงถึงผลการปฏิบัติงานตั้งแต่แย่ที่สุดจนถึงดีที่สุด ซึ่งค่าที่ได้จากการทำ Defuzzy เรียกว่า ดัชนีการปฏิบัติงาน (Performance Index: PI) ในทางปฏิบัติดัชนีการปฏิบัติงานนี้จะบ่งชี้ให้เห็นผลการประเมินการปฏิบัติงานทุกส่วนทั้งโซ่อุปทาน ซึ่งจะทำให้เห็นว่าผลการปฏิบัติงานของธุรกิจมีผลการดำเนินงานเป็นเช่นไรเมื่อเทียบกับเป้าหมาย และเหตุการณ์ในอดีต อนึ่ง ค่า PI จะต้องถูกวิเคราะห์ และเทียบเคียงกับเกณฑ์มาตราฐานอย่างรอบคอบเพื่อให้ผู้บริหารนำไปใช้ในการตัดสินใจ
             ทั้งนี้เนื่องจากผลการวัดในแต่ละกระบวนการหลักได้มาจากการรวมผลการวัดในกระบวนการย่อย ดังนั้นผลการวัดที่แย่ที่สุดจะสามารถถูกตรวจสอบกลับผ่านลำดับชั้นของกระบวนการ และการวัดผลการปฏิบัติงาน (Process and performance measures hierarchy; PPMH) ทำให้สามารถระบุ และชี้ตำแหน่งของจุดแข็ง และจุดอ่อนของกระบวนการต่างๆ ในโซ่อุปทาน นอกจากนี้ยังสามารถเปรียบเทียบผลการปฏิบัติงานกับกระบวนการคู่ขนาน (Parallel process) และพบจุดบกพร่องในกระบวนการได้อีกด้วย

บทวิเคราะห์
        จากบทความวิจัยนี้ ผู้เขียนเห็นด้วยกับผู้ทำการวิจัย (Felix T.S. Chan และ H.J. Qi, 2003) ที่ว่าการนำเสนอวิธีการวัดผลการปฏิบัติงาน (Performance measurement) ในโซ่อุปทานแบบใหม่โดยใช้หลักทฤษฎีเซตวิภัชนัย (Fuzzy Set Theory) และกระบวนการลำดับชั้นเชิงวิเคราะห์ (Analytic hierarchy process; AHP) แล้วกำหนดเป็นลำดับขั้นตอน (Algorithm) การวัดและประเมินผลตามแนวความคิดเชิงระบบ (System-Thinking) และแบบจำลองตามกระบวนการ (Process based model) นั้นมีประโยชน์อย่างยิ่งในการจัดการโซ่อุปทานโดยรวม ซึ่งหากวิธีการวัดการวัดผลการปฏิบัติงานสามารถทำให้ผลการวัดและประเมินค่าได้อย่างถูกต้อง มีความแม่นยำใกล้เคียงผลการปฏิบัติงานจริงมากที่สุด และลดปัจจัยโอนเอียงที่เกิดจากการตัดสินใจของผู้ประเมินลงได้ ก็ยิ่งเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการตัดสินใจของระดับบริหารองค์กรเพื่อปรับปรุงการปฏิบัติงานในทุกส่วนงานของโซ่อุปทานโดยรวมให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลได้ดียิ่งขึ้นด้วย
        ปัจจุบัน ในการวัดผลการปฏิบัติงานในโซ่อุปทานนั้น นอกเหนือจากการใช้หลักทฤษฎีเซตวิภัชนัย (Fuzzy set theory) และกระบวนการลำดับชั้นเชิงวิเคราะห์ (Analytic hierarchy process; AHP) มาประยุกต์ใช้ในการวัดผลการปฏิบัติงานแล้ว ยังมีการนำหลักการหรือทฤษฏีอื่นมาใช้ในการวัดผลการปฏิบัติงานด้วยเช่น การนำแบบจำลองการวิเคราะห์ข้อมูลรอบข้าง (Data envelopment analysis; DEA) มาใช้ในการวัดผลการปฏิบัติงานในโซ่อุปทาน (Wong, 2007) การนำ Balanced Scorecard (BSC) มาประยุกต์ใช้ร่วมกับกระบวนการลำดับชั้นเชิงวิเคราะห์ (Analytic hierarchy process; AHP) (M.K. Sharma et al., 2007) และการนำทฤษฎีเซตวิภัชนัย (Fuzzy set theory) มาประยุกย์ใช้ในการวัดรวมกับแบบจำลองอ้างอิงการดำเนินการในโซ่อุปทาน (Supply Chain Operations Reference; SCOR Model) (Theeranuphattana et al., 2008) เป็นต้น
        ถึงแม้ว่าวิธีการวัดผลการปฏิบัติงานแบบใหม่นี้จะมีข้อดีอยู่หลายประการ แต่ผู้เขียนมีความเห็นว่า บุคคลที่จะเป็นผู้กำหนดค่าถ่วงน้ำหนัก (Weight) ให้กับผู้ประเมินแต่ละคนยังคงเป็นจุดอ่อนของวิธีการนี้ เนื่องจากต้องสรรหาบุคคล หรือวิธีการที่เหมาะสมในการกำหนดค่าถ่วงน้ำหนักของผู้ประเมินแต่ละคนด้วย นอกจากนี้แล้ว ในทางปฏิบัติ การที่จะได้ผู้ประเมินที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ในงานที่รับผิดชอบเฉพาะทาง หรือมีความรู้ในส่วนงานที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างดีนั้น หาได้ยาก เนื่องจากผู้ที่จะมาทำหน้าที่เป็นผู้ประเมินนั้นมักจะมีหน้าที่ปฏิบัติงานประจำอยู่แล้ว ซึ่งก็จะต้องเป็นส่วนหนึ่งในการถูกวัดผลการปฏิบัติงานด้วย ดังนั้นผู้ประเมินอาจไม่สามารถให้ความร่วมมือในการประเมินผลได้อย่างเต็มที่ ทำให้ผลการประเมินที่ได้ มีค่าไม่ถูกต้อง และสมเหุตสมผลนัก


แปล เรียบเรียง และวิเคราะห์จากบทความวิจัยของ Felix T.S. Chan (Associate Professor) และ H.J.Qi (Research Student), คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยฮ่องกง ประเทศฮ่องกง (ปี 2003)

 

จำนวนผู้ชม 10722 ครั้ง

  กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบก่อนเขียนข้อความเสนอแนะความคิดเห็นของท่าน(Comments) หรือให้คะแนนความนิยม (Rating) ของข่าวและบทความ