ศุกร์, 28 เม.ย. 2017
 
 

Resources

Login Form



Who's Online

เรามี 707 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
X-Ray ตู้คอนเทนเนอร์ 100%
User Rating: / 1
แย่ดีที่สุด 
วันพุธที่ 04 พฤศจิกายน 2009 เวลา 08:29 น.
smaller text tool iconmedium text tool iconlarger text tool icon

        สหรัฐฯ ออกกฎใหม่เอ็กซเรย์ตู้ต้นทาง เพิ่มภาระผู้ส่งออก แนะท่าเรือฯเร่งรับมือ สหรัฐอเมริกา ถือเป็นประเทศมหาอำนาจของโลกที่หลายๆ ประเทศต่างต้องพึ่งพาการส่งออก หรืออาจกล่าวได้ว่าสหรัฐฯ เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของโลกก็ว่าได้ โดยพบว่าในแต่ละปีจะมีตู้คอนเทนเนอร์จำนวนกว่า 11 ล้านตู้ ขนสินค้าเข้าสู่สหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นจำนวนมหาศาล และภายหลังจากเหตุการณ์ 911 สหรัฐฯ เศรษฐกิจของสหรัฐฯ ก็ได้รับผลกระทบในแง่ของการค้า และการลงทุน โดยหลายๆ ประเทศเริ่มเกิดความกังวลในการทำการค้ากับสหรัฐฯ ดังนั้นสหรัฐฯ จึงต้องกำหนดมาตรการต่างๆ เพื่อป้องกันการก่อการร้าย โดยเฉพาะมาตรการที่ต้องนำมาใช้ในการตรวจสอบตู้สินค้าที่นำเข้าสหรัฐฯ เพื่อป้องกันมิให้ใช้เป็นช่องทางในการก่อการร้าย โดยที่ผ่านมาสหรัฐฯ ได้ริเริ่มโครงการที่เป็นการป้องกันการก่อการร้ายที่จะเข้ามาใช้ท่าเรือในการขนส่งสินค้าผิดกฎหมาย, สินค้าอันตราย และวัตถุระเบิด เช่นโครงการ Container Security Initiative (CSI), Customs-Trade Partnership Against Terrorism (C-TPAT) และโครงการ Megaports Initiative เป็นต้น
        ล่าสุด สหรัฐฯ ได้ออกกฎหมายใหม่เพื่อเป็นการเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบสินค้านำเข้าของสหรัฐฯ ได้แก่ กฎหมาย Improving America' Security Act 2007 ของกระทรวง Department of Homeland Security ซึ่งบังคับให้ท่าเรือในต่างประเทศจะต้องตรวจสอบตู้สินค้าก่อนส่งออกไปยังสหรัฐฯ ด้วยการเอ็กซเรย์หรือสแกนตู้สินค้า 100% ด้วยอุปกรณ์ Non-intrusive Imaging Equipment ตลอดจนทำการ X-Ray ตู้ 100% เพื่อการตรวจอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งกฎหมายดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2555 เป็นต้นไป
        ทั้งนี้ จากข้อมูลในส่วนของประเทศไทย พบว่าในปี 2008 ประเทศไทยมีตู้สินค้าส่งออกไปยังสหรัฐฯ จำนวนทั้งสิ้น 370,832 TEUs ซึ่งแบ่งเป็นตู้สินค้าที่ขนส่งตรงไปสหรัฐฯ (Direct Service) จำนวน 122,375 TEUs หรือคิดเป็นสัดส่วน 33% และส่วนที่เหลืออีกจำนวน 248,457 TEUs หรือประมาณ 67% เป็นตู้สินค้าที่ต้องไปถ่ายลำที่ประเทศอื่นๆ (Transshipment Service) เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย ฮ่องกง ญี่ปุ่น จีน ฯลฯ ก่อนนำเข้าตู้สินค้าดังกล่าวขนส่งไปยังสหรัฐฯ กฎหมายดังกล่าวเป็นการเพิ่มภาระต้นทุนให้แก่ผู้ประกอบการที่ต้องส่งสินค้าเข้าไปยังสหรัฐฯ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นในมุมมองของสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือฯ ต่อกฎหมายดังกล่าวของสหรัฐฯ ดังนี้
               1. ภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น โดยผู้ส่งออกของประเทศต้นทางจะมีภาระ ทั้งเรื่องการดำเนินการที่เพิ่มขึ้น, ค่า X-Ray ต่อตู้, ค่าใช้จ่ายของรถหัวลาก เป็นต้น นอกจากนี้ยังไม่รวมค่าบริการที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจมีการเรียกเก็บเพิ่มเติม สิ่งต่างๆ เหล่านี้ล้วนส่งผลต่อต้นทุนของสินค้าทั้งสิ้น และท้ายที่สุดแล้วภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นนั้นจะต้องตกอยู่กับผู้บริโภคในห่วงโซ่สุดท้าย ซึ่งก็คือผู้บริโภคของสหรัฐฯ นั่นเอง และนอกจากนี้ภาระค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เพิ่มขึ้นนั้น ไม่ควรที่จะถูกผลักมาให้ผู้ส่งออกเป็นผู้รับผิดชอบเพียงผู้เดียว ควรจะมีการแชร์ค่าใช้จ่ายในแต่ละ Stakeholder ภายใน Supply Chain
               2. ความไม่พร้อมของประเทศไทยทั้งเรื่องของ เครื่อง X-Ray, พื้นที่รองรับในการ X-Ray ตามท่าเรือต่างๆ ซึ่งปัจจุบันพบว่าจำนวนเครื่อง X-Ray ของท่าเรือแหลมฉบังมีจำนวน 2 เครื่อง และจากการคำนวณความสามารถในการสแกนสินค้าของเครื่อง X-Ray ของไทยพบว่า ในเวลา 1 ชม. ความสามารถของเครื่อง X-Ray จะสามารถสแกนตู้สินค้าขนาด 20 ฟุตได้ 12 TEUs/hrs. ดังนั้นที่ท่าเรือแหลมฉบังเครื่อง X-Ray 1 เครื่องจะสามารถสแกนตู้สินค้าได้ประมาณ 288 TEUs/วัน (คิดเทียบชม.ทำงานเป็น 24 ชม.) ซึ่งที่ท่าเรือแหลมฉบังมีเครื่อง X-Ray จำนวน 2 เครื่อง ดังนั้นหมายความว่าในหนึ่งวันท่าเรือแหลมฉบังจะสามารถสแกนตู้สินค้าได้จำนวนทั้งสิ้น 576 TEUs/วัน ในขณะที่จำนวนตู้สินค้าของไทยไปยังสหรัฐฯ มีจำนวนเฉลี่ยถึง 1,015 TEUs นั่นหมายความว่าจะมีจำนวนตู้สินค้าตกค้างที่ท่าเรือแหลมฉบังเพื่อรอการส่งออกไปยังสหรัฐฯ กว่า 40%
                   ดังนั้นภาครัฐควรต้องจัดซื้อเครื่อง X-Ray เพิ่มเติม โดยเครื่อง X-Ray ดังกล่าวนั้นควรจะต้องประสิทธิภาพในการทำงานให้สามารถสแกนสินค้าได้รวดเร็ว เพื่อให้การหมุนเวียนเข้าออกของตู้สินค้าเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
                   นอกจากนี้การ Scan ตู้สินค้า 100% ณ ท่าเรือต้นทางนั้น อาจทำให้เกิดปัญหาการจราจรในบริเวณท่าเรือฯ ติดขัด และท่าเรือฯ ต้องจัดสรรพื้นที่เพื่อใช้วางตู้สินค้าเพื่อรอการสแกน ซึ่งสหรัฐฯ ควรพิจารณาอนุญาตให้นำตู้สินค้าที่จะส่งออกไปสแกนในบริเวณรอบนอกพื้นที่เขตศุลกากรของท่าเรือฯ เช่นในเขต ICD ลาดกระบัง เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระของท่าเรือแหลมฉบัง และเพิ่อมิให้เกิดปัญหาการจราจรติดขัดในเขตพื้นที่ท่าเรือ รวมถึงจะช่วยแก้ปัญหาการตกค้างของตู้สินค้าที่รอการสแกนของท่าเรือ โดยเมื่อตู้สินค้าที่ผ่านการสแกนจาก ICD ลาดกระบังแล้วให้สามารถยกตู้ขึ้นเรือได้เลย โดยที่มิต้องสแกนซ้ำในเขตพื้นที่ศุลกากร
               3. ปัญหาเรื่องความซ้ำซ้อนในการสแกนตู้สินค้า เนื่องจากตู้สินค้าของไทยไปยังสหรัฐฯ ที่ออกจากท่าเรือแหลมฉบัง หรือท่าเรือกรุงเทพ ส่วนใหญ่เป็นตู้ที่ต้องขึ้นเรือ Feeder เพื่อไปถ่ายลำขึ้นเรือแม่ที่ Transshipment Port เช่น ฮ่องกง สิงคโปร์ ไต้หวัน ญี่ปุ่น ซึ่งหากตู้สินค้ามีการสแกน 100% ที่ประเทศไทยแล้ว  ตู้สินค้าที่ไปถ่ายลำที่ Transshipment Port ไม่ควรจะต้องถูกสแกนซ้ำที่ Transshipment Port อีกครั้ง เนื่องจากจะมีปัญหาเรื่องค่าใช้จ่าย ซึ่งไม่สามารถควบคุมได้ แต่ทั้งนี้คงต้องมีสัญลักษณ์ หรือ Seal หรือเอกสารต่างๆ ที่แนบไปพร้อมกับตู้เพื่อแจ้งให้ Transshipment Portทราบว่าตู้สินค้านี้ถูกสแกนมาจากประเทศไทยแล้ว
                   นอกจากนี้ หากประเทศต่างๆ ยินยอมที่จะทำตามมาตรการสแกนตู้สินค้า 100% ณ ประเทศต้นทางแล้ว เมื่อสินค้าเดินทางไปถึงสหรัฐฯ ขั้นตอนการผ่านพิธีการต่างๆ ในประเทศสหรัฐฯ ควรเป็นไปอย่างรวดเร็ว หรืออาจจะมี Green Lane โดยสินค้าไม่ควรต้องมีการตรวจสอบซ้ำอีกทีที่ประเทศปลายทาง นอกจากนี้กฎระเบียบๆ ในการนำเข้าสินค้าของสหรัฐฯ ควรต้องปรับให้สอดคล้องกับมาตรการดังกล่าวเช่นกัน เพื่อมิให้การขนส่งสินค้าเกิดความล่าช้าเพิ่มไปอีก
               4. การเข้าร่วมโครงการ C-TPAT ตามที่สหรัฐฯ ได้เคยออกมาตรการ C-TPAT ตั้งแต่ปี 2544 นั้น ดังนั้นมาตรการใหม่เกี่ยวกับการสแกนตู้สินค้า 100% นั้น หากผู้ส่งออกไทยที่เคยได้ร่วมดำเนินงานภายใต้โครงการ C-TPAT ไปแล้วตั้งแต่ปี 2544 ยังคงต้องปฏิบัติตามระเบียบในการสแกนตู้คอนเทนเนอร์ 100% เช่นเดียวกับบริษัทอื่นๆ ที่มิได้เข้าร่วมโครงการ C-TPAT นั้น แสดงว่าที่ผ่านมาการเข้าร่วมโครงการ C-TPAT ของผู้ประกอบการไทยไม่ได้มีประโยชน์แต่อย่างใด


ที่มา Logisticsdigest, http://www.logisticsdigest.com/index.php?option=com_content&task=view&id=3076&Itemid=73 , 4 พฤศจิกายน 2552


จำนวนผู้ชม 8404 ครั้ง

  กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบก่อนเขียนข้อความเสนอแนะความคิดเห็นของท่าน(Comments) หรือให้คะแนนความนิยม (Rating) ของข่าวและบทความ