ศุกร์, 24 มี.ค. 2017
 
 

Resources

Login Form



Who's Online

เรามี 197 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
การเก็บรักษา ใช้ ขนส่ง และกำจัด วัตถุอันตรายและของเสียอันตรายอย่างปลอดภัย
User Rating: / 1
แย่ดีที่สุด 
วันพุธที่ 30 กันยายน 2009 เวลา 18:36 น.
smaller text tool iconmedium text tool iconlarger text tool icon

ดร.ภิญโญ พานิชพันธ์
ภาควิชาชีวเคมี คณะวิทยาศาสตร์ ม.มหิดล

          ในการพัฒนา ประเทศไทยทางอุตสาหกรรมและเกษตรต้องพึ่งวัตถุดิบทางเคมีและผลิตภัณฑ์ทางเคมี ในจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ วัตถุดิบ อุปกรณ์ สารเคมี จำนวนมากที่ใช้ในครัวเรือน และในอุตสาหกรรม เกษตร และการแพทย์ เช่น เชื้อเพลิง สารเริ่มต้นที่ใช้ทำพลาสติก ใยสังเคราะห์ แบตเตอรี่ โลหะชุบ ปุ๋ยแอมโมเนียมไนเตรต โปแตสเซียมคลอเรต ฯลฯ เป็นวัตถุอันตราย และกระบวนการทำวัตถุหรือสิ่งของใช้บางอย่างอาจจะทำให้เกิดวัตถุอันตรายได้
ผลิตภัณฑ์ ทางเคมีที่มีความเป็นอันตรายเหล่านี้ ไม่ว่าที่ผลิตในประเทศ นำเข้าหรือส่งออกย่อมต้องมีการเก็บ การขนส่ง การบรรจุหีบห่อ การแบกหาม การกำจัด การทำลาย ซึ่งในกิจกรรมเหล่านี้ ต้องมีคนที่เข้ามาสัมผัสด้วย คือ กรรมกร คนขับรถ นักเคมี พนักงานบริษัท และประชาชนทั่วไป การรั่วไหล การแพร่กระจาย การเกิดอุบัติภัย และอัคคีภัยหรือการเจือปนของสารเคมีในอากาศ ดิน และน้ำ จะมีผลเสียหายต่อคน สัตว์ พืช และสิ่งแวดล้อมทั่วไป
เพื่อให้คนไทยในทศวรรษใหม่นี้มีความเป็น อยู่ที่ดี โดยมีความปลอดภัยจากสารอันตราย และอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี คนไทยจึงควรมีความรู้เกี่ยวกับอันตรายของวัตถุเคมีอันตรายให้ดีขึ้น ฝ่ายบริหารของโรงงานควรจะเข้าใจในแง่มุมต่างๆ ของวัตถุอันตราย ประชาชนทั่วไปควรมีความตื่นตัวและมีความรู้เกี่ยวกับวัตถุอันตรายที่อยู่ รอบๆ ตัว พนักงาน และคนงานของโรงงานผลิตสินค้าเคมีและวัตถุอันตราย รวมทั้งผู้ที่ดูแลคลังสินค้าต่างๆ ผู้ขับรถขนส่งสินค้าเคมีอันตราย ผู้ที่ทำหน้าที่บรรจุสินค้าเคมีควรได้รับการอบรม หรือคำแนะนำเกี่ยวกับการจัดการสินค้าเคมีอย่างเคร่งครัดตามใบแนะนำที่ติดมา กับสินค้าเคมีนั้นๆ บุคลากรที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการกู้ภัยและอัคคีภัยควรจะได้รับการฝึกในเชิง ปฏิบัติการ การวางแผนป้องกันอุบัติภัยและการดำเนินแผนฉุกเฉินเมื่อมีอุบัติภัยเกิดขึ้น นักเคมีที่มีหน้าที่ดูแลสารเคมีอันตรายควรจะเข้าถึงข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับ สารเคมีเหล่านั้นอย่างทันสมัยและทันเหตุการณ์ รู้ถึงการสุ่มตัวอย่างสารเคมีตลอดจนถึงวิธีการวิเคราะห์ที่ถูกต้อง รวมทั้งสร้างมาตรการป้องกัน และสามารถแก้ไขอุบัติภัยที่เกิดจากสารเคมีปริมาณมากๆ และผู้ที่มีประสบการณ์ทางวัตถุอันตรายควรจะทำหน้าที่เป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ และฝึกฝนให้ผู้อื่นๆ
พระราชบัญญัติ พระราชกำหนด และประกาศกระทรวงเกี่ยวกับวัตถุอันตราย การสาธารณสุข ความปลอดภัยในโรงงานและสิ่งแวดล้อม ต้องได้รับการปรับปรุง แก้ไขจากผู้ที่รับผิดชอบและผู้ทรงคุณวุฒิอยู่ตลอดเวลา และต้องนำมาปฏิบัติอย่างเคร่งครัด เพื่อไม่ให้มีการเกิดของเสียที่เป็นอันตรายเกินความจำเป็น ป้องกันการกำจัดวัตถุที่เป็นอันตรายอย่างไม่รับผิดชอบต่อทรัพย์สิน ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม และให้มีการรับผิดชอบต่อการเสียหายจากการกระทำที่ทำให้เกิดความเสียหายทาง สาธารณะเหล่านี้

วัตถุอันตรายคืออะไร
           วัตถุอันตราย คือ วัตถุที่อาจระเบิดได้ ติดไฟได้เองหรือมีความไวไฟที่อุณหภูมิธรรมดา สามารถเกิดปฏิกิริยาที่รุนแรงได้ มีความเป็นพิษที่ร้ายแรงอย่างเฉียบพลันหรือเรื้อรัง มีความสามารถในการกัดกร่อนสูง เช่น เป็นกรดและด่าง สามารถเปล่งกัมมันตรังสีออกมาได้ และอาจจะทำให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมได้
           วัตถุอันตรายอาจเป็นผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป เป็นสารเคมีตัวเดี่ยวๆ หรือเป็นสารเคมีผสมก็ได้ วัตถุอันตรายอาจเป็นของแข็ง ของเหลว หรือ แก๊ส นอกจากนี้ จุลินทรีย์หรือส่วนประกอบของจุลินทรีย์ ซึ่งอาจทำให้เกิดการติดเชื้อหรือเป็นอันตรายต่อสภาพแวดล้อมก็ถือว่าเป็น อันตรายได้เหมือนกัน สิ่งของบางอย่าง ดูเผินๆ อาจจะไม่เป็นอันตรายแต่อาจทำให้เกิดอันตรายได้ เช่น ก๊าซที่อัดอยู่ในถังภายใต้ความดันสูง อาจจะระเบิดจนเป็นอันตรายแก่มนุษย์และทรัพย์สินต่างๆ ทั้งๆ ที่ก๊าซที่อัดอยู่นั้นเป็นก๊าซเฉื่อย การรั่วไหลของก๊าซไนโตรเจนออกจากถึงบรรจุที่อยู่ในตู้สินค้า อาจจะทำให้ผู้ที่เข้าไปในตู้สินค้านั้นขาดออกซิเจนและถึงแก่ความตายได้ ในทำนองเดียวกัน ก๊าซที่อยู่ในท้องเรือบรรทุกอาจจะขึ้นมาแทนที่ออกซิเจนมากพอจนผู้ที่อยู่ใน ท้องเรืออาจได้รับอันตรายหรือตายจากการขาดออกซิเจน

วัตถุเป็นอันตรายได้อย่างไร
           วัตถุบางชนิดเป็นอันตรายได้ด้วยตัวเอง เช่น สารกัมมันตรังสีเปล่งรังสีออกมาเอง สารปรอทอินทรีย์และตัวปรอทเอง เป็นอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์ ไอของกรดเกลือ กัดกร่อนเยื่อบุของระบบหายใจ ฝุ่นละอองเป็นอันตรายต่อเยื่อปอดและช่องท้อง เช่น asbestos บางชนิด อาจทำให้เกิดเป็นมะเร็งของเยื่อบุเหล่านี้ได้ สารพวก organic peroxides ติดไฟได้โดยไม่ต้องมีอากาศ ส่วนวัตถุอันตรายบางตัวต้องการอากาศจึงเป็นอันตราย เช่น ฟอสฟอรัสขาว (เหลือง) ทำปฏิกิริยากับออกซิเจนในอากาศทำให้เกิดการลุกเป็นไฟเองได้ สารอินทรีย์ที่มีธาตุคาร์บอน ไฮโดรเจน และออกซิเจนอยู่ในอัตราสูงและมีนำหนักโมเลกุลต่ำจะติดไฟได้ง่ายที่อุณหภูมิ ต่ำ และเกิดปฏิกิริยากับออกซิเจนได้ง่าย เช่น น้ำมันเชื้อเพลิง ตัวทำละลายอินทรีย์ และตัวทำให้สีแห้งเร็ว สารบางชนิดเป็นอันตรายได้หลายๆ อย่างพร้อมกัน เช่น vinyl chloride monomer และ epichlorohydrin ซึ่งเป็นวัตถุดิบของการทำพลาสติก เป็นพิษร้ายแรงและติดไฟได้ง่าย ในขณะเดียวกันวัตถุอันตรายบางตัวจะเป็นอันตราย เมื่อถูกกับน้ำ หรือไอน้ำในอากาศ เช่น โลหะ sodium potassium และสารประกอบ hydride ของมัน ทำปฏิกิริยากับน้ำอย่างรุนแรง ทำให้เกิดความร้อน และเกิดก๊าซไฮโดรเจน ซึ่งติดไฟได้เอง ผงโลหะบางชนิด เช่น ผงของ aluminium zinc และ magnesium ทำปฏิกิริยากับน้ำและไอน้ำในอากาศได้เช่นกัน calcium carbide ทำปฏิกิริยากับน้ำทำให้เกิด acetylene ซึ่งติดไฟได้ง่าย ส่วน phosphorus pentachloride และ chlorosulphonic acid เมื่อถูกน้ำหรือไอน้ำจะเกิดกรดที่ระเหยได้ซึ่งเป็นอันตราย ก๊าซอัดหรือก๊าซที่เก็บที่อุณหภูมิต่ำ อาจขยายตัวเป็นปริมาตร ตั้งแต่ 500 ถึง 1,000 เท่าของปริมาตรเดิม ฉะนั้น จึงเกิดการระเบิดได้ ถ้าหากมีการรั่วหรือแตกของภาชนะ อันตรายที่เกิดขึ้นจึงเกิดขึ้นจากแรงระเบิด หรือ การแพร่กระจายของก๊าซไปในสถานที่กว้างมาก สารบางชนิดทำปฏิกิริยากันอย่างรวดเร็วและรุนแรง เกิดความร้อนอย่างรวดเร็ว ซึ่งทำให้เกิดการระเบิด เช่น การผสมของกรดแก่เข้มข้นกับน้ำ กรดเข้มข้นกับด่างเข้มข้น และการผสมระหว่าง oxidant ชนิดแรง กับ reductant ชนิดแรง เช่น การเติมน้ำลงไปในกรด การผสมระหว่างกรดซัลฟูริกที่เข้มข้นกับโซเดียมไฮดรอกไซด์ที่เข้มข้น และการผสมระหว่างกรดซัลฟูริกที่เข้มข้นกับโซเดียมคลอเรต จะทำให้เกิดการระเบิดอย่างรุนแรง สารที่ใช้ทำปุ๋ย เช่น แอมโมเนียมไนเตรท อาจจะระเบิดเองได้ ขี้เลื่อยที่เราใช้ในการกลบกรดไนตริกเข้มข้นเมื่อมีการรั่วไหลของกรด อาจจะติดไฟได้เอง โปแตสเซียมคลอเรตที่มักใช้กับหัวไม้ขีดอาจจะระเบิดได้เมื่อถูกเสียดสี โดยเฉพาะเมื่อผสมกับกำมะถันและถ่าน ดังนั้นการนำไปใช้เร่างดอกของต้นลำไยจึงอาจเป็นอันตรายต่อเกษตรกรและผู้ข้าง เคียงได้ ถ้าผู้ใช้ขาดความรู้และความระมัดระวัง วัตถุที่ธรรมดาไม่เป็นอันตราย เมื่อติดไฟอาจเป็นอันตรายได้ เช่น ไม้หรือม่าน เมื่อติดไฟจะเกิดแก๊สอันตรายได้ เช่น ไฮโดรเจนซัลไฟด์ ไนโตรเจนไดออกไซด์ ไฮโดรเจนไซยาไนด์ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และ คาร์บอนมอนนอกไซด์ ซึ่งมักจะทำให้คนที่อยู่ในเพลิงตายก่อนที่จะขาดออกซิเจน หรือถูกเผาตายทั้งเป็น วัตถุอันตรายบางชนิดก็เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม เช่น น้ำมันเครื่องและกากน้ำมันที่ลอยอยู่บนแม่น้ำลำคลอง กากเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ในทะเลและมหาสมุทร สาร CFC (chlorofluorocarbon) ในบรรยากาศชั้นสูง สารทนความร้อนในหม้อแปลงหรือสวิทช์ไฟฟ้าขนาดใหญ่หรือตัวเก็บประจุ เช่น polychlorinated biphenyl (PCB) ติดไฟได้ยากแต่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์และสัตว์ เพราะอาจจะกลายเป็นสารพิษตัวร้ายคือสารประเภทไดออกซินซึ่งอาจจะเกิดจากสารริ ดใบ 2, 4, 5 ที หรือ 2, 4 ดี ได้เช่นกัน นอกจากนี้ ยาปราบศัตรูพืชและศัตรูสัตว์ที่สามารถตกค้างในดินและน้ำได้นาน เป็นอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์และสัตว์ชั้นสูงโดยการผ่านลูกโซ่อาหารของสิ่ง มีชีวิตหลายชนิด

ของเสียเป็นวัตถุอันตรายได้
           ของเสียคือสิ่งที่เจ้าของไม่นำมาใช้เป็นประโยชน์อีกหรือนำมาใช้ประโยชน์ไม่ ได้ ด้วยเหตุผลต่างๆ จึงอาจถูกทิ้งไป หรือสะสมทิ้งไว้ในที่เดิม โดยทั่วไปของเสียปริมาณมากและเข้มข้นมากมักเป็นอันตรายต่อคน สัตว์ พืช ทรัพย์สินและสิ่งแวดล้อมได้อยู่แล้ว ก๊าซพิษและอากาศเสียที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมทางอุตสาหกรรม การผลิตไฟฟ้า และเครื่องยนต์ทั่วไป รวมทั้งฝุ่นละอองต่างๆ ก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของอากาศเสียด้วย ฝุ่นของปูนซีเมนต์ ใยหิน แป้งต่างๆ เป็นอันตรายต่อช่องปอด ไอของสารประเภท chlorofluorocarbon (CFC) เป็นอันตรายทำให้ชั้นโอโซนในบรรยากาศชั้นสูงเบาบางลง ทำให้แสงอาทิตย์มีอันตรายต่อมนุษย์ สัตว์ และพืช มากกว่าปกติ ก๊าซเสียบางอย่าง อาจทำให้เกิดฝนกรด ซึ่งทำลายทรัพย์สินและคุณภาพของดินได้ เช่น ก๊าซเสียจากโรงผลิตไฟฟ้าที่มีกำมะถันสูง รถยนต์ที่เผาไหม้เชื้อเพลิงที่มีตะกั่วและกำมะถันสูง ก๊าซและฝุ่นจากการเผาศพที่ไม่มีการดักจับก็เป็นปัญหาต่อสุขภาพเช่นกันกับการ เผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ของเครื่องยนต์ ทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนมอนนอกไซด์และเขม่า ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพ น้ำที่มีโลหะหนัก น้ำที่มีสารเคมีธรรมดาที่มีความเข้มข้นสูง น้ำที่มีสารเคมีเป็นพิษ น้ำที่มีกากและมูลของสัตว์ และซากของพืชที่เน่าเปื่อยมาก และน้ำที่มีอุณหภูมิสูง หากปล่อยลงในแม่น้ำลำคลอง หนองบึง และทะเล จะเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต คน และสัตว์ และทรัพย์สินต่างๆ ของที่ละลายหรือแขวนลอยในน้ำ หรือ ลอยอยู่บนผิวน้ำอาจมพิษซึ่งเป็นอันตรายโดยตรงต่อสิ่งมีชีวิต เช่น ของจากโรงงานผลิตยาฆ่าแมลงจากโรงงานที่ใช้โลหะหนัก คราบน้ำมันจากเรือ เช่น น้ำมันเตา น้ำมันเครื่อง น้ำมันดิบ เป็นต้น แม้แต่ตัวของเสียที่เป็นสารที่ไม่เป็นพิษ คุณสมบัติของมันก็อาจทำให้น้ำเสียภายหลังได้ เช่น ขาดออกซิเจน หรือมีจุลินทรีย์มากเกินไปเป็นต้น ดังในกรณีของกากของแข็งและของเหลวจากโรงงานน้ำตาลและโรงเหล้า เมื่อรั่วลงแม่น้ำ ลำคลองมากเกินไป ทำให้น้ำเสียจนปลาและสัตว์น้ำตายเป็นจำนวนมาก ปัญหาที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ น้ำที่มีสารเคมีเข้มข้นมาก จะนำไปใช้ทางเกษตร ทางการแพทย์ และอุตสาหกรรม และในครัวเรือนไม่ได้ โดยที่สารเคมีเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องเป็นสารพิษด้วยซ้ำ เช่น น้ำที่มีเกลือสินเธาว์ละลายอยู่อย่างเข้มข้น และน้ำเกลือที่รั่วไหลมาจากการเลี้ยงสัตว์น้ำเค็ม เป็นต้น น้ำที่เสียคุณสมบัติที่ดีดังกล่าวนี้ทำให้เกิดวิกฤติการณ์ขาดน้ำจึดได้ ทั้งๆ ที่ยังมีน้ำอยู่ทั่วไป
กากของแข็งที่ทิ้งกันไว้ไม่เพียงแต่ทำลาย สิ่งแวดล้อม เพราะว่ามีอยู่กลาดเกลื่อน กินเนื้อที่ เกะกะ อุดตัน ลอยไปลอยมา ขีดขวางการจราจร และทำให้เกิดความไม่น่าดู แต่ยังไม่สามารถสลายให้เป็นก๊าซ หรือสามารถกลายเป็นของเหลวหรือละลายได้ในน้ำ จนทำให้เกิดเป็นพิษและอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตและทรัพย์สินได้ เช่น แบตเตอรี่ชนิดต่างๆ โลหะหนัก ยาฆ่าแมลงและยาฆ่าวัชพืช เป็นต้น ของแข็งในรูปเศษแก้ว และเข็มฉีดยาอาจเป็นอันตรายอย่างเห็นได้ชัด แต่ที่เห็นไม่ได้ชัดเท่า คือ ภาชนะที่เคยถูกใช้บรรจุสารพิษถูกน้ำมาใช้ใหม่ เช่น ถังและขวดที่นำมาใส่อาหารหรือน้ำดื่ม เป็นต้น ทั้งนี้เพราะว่าการล้างภาชนะด้วยน้ำเพียงหนึ่งหรือสองครั้ง อาจจะไม่สามารถกำจัดสารพิษที่ตกค้างให้หมดไปจากตัวภาชนะได้
           ในเรื่องสถานภาพของเสียอันตรายนั้น เป็นที่คาดการณ์ว่าของเสียอันตรายที่มาจากอุตสาหกรรมมีแนวโน้มจะมีปริมาณ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในปี 2544 อาจจะมีถึง 5 แสนตันเลยทีเดียว จากการสำรวจพบว่าของเสียอันตรายในประเทศไทยที่มีปริมาณนับจากมากไปน้อย คือ สารโลหะหนัก น้ำมัน ขยะติดเชื้อ ตัวทำละลายของเสียมีฤทธิ์เป็นกรด กากตะกอนและของแข็งที่เป็นสารอินทรีย์ ขยะชุมชน น้ำเสียล้างรูป ของเสียเป็นด่าง กากสารอินทรีย์เหลว กากสารอินทรีย์ละลายน้ำ และผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน ของเสียที่เป็นอันตรายเหล่านี้ นอกจากมีผลโดยตรงต่อสุขภาพของมนุษย์ สัตว์ พืช และสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังสมารถสะสมและเพิ่มพูนปริมาณในห่วงโซ่อาหารได้ จึงต้องมีมาตรการควบคุมการบำบัดของเสียที่เป็นอันตรายเหล่านี้ โดยให้มีการใช้ระบบบำบัดที่เหมาะสมกับของเสียแต่ละประเภท ซึ่งนับวันแต่จะมีปริมาณเพิ่มขึ้น
การกำจัดของเสียเป็นปัญหาระดับประเทศ และระดับสากล ปัญหาในประเทศ คือ ปัญหาสถานที่ที่ใช้ในการฝังของแข็ง สถานที่ที่ใช้ในการกำจัดน้ำเสีย และสถานที่ตั้งของเตาเผาสำหรับของเสียอันตรายต่างๆ มักมีผู้ต่อต้านเป็นจำนวนมากโดยทั่วไป คือ ไม่ยอมให้กำจัดของเสีย หรือตั้งเตาเผาที่ใกล้ชุมชนของตน โดยอ้างว่าของเสียจากแหล่งอื่นไม่ควรถูกนำมาอยู่ใกล้ชุมชนของเขาเหล่านั้น การกำจัดของเสียลักษณะต่างๆ เหล่านี้มีค่าใช้จ่ายสูง ฉะนั้น บางประเทศจะส่งของเสียเหล่านี้ไปยังประเทศที่พัฒนาแล้วเพื่อกำจัด และทำลายโดยมีการบอกกล่าวไว้ก่อนและเสียค่าใช้จ่าย แต่ก็มีกรณีที่บางประทศได้ส่งของเสียข้ามแดนโดยไม่บอกกล่าวไว้ก่อน และโดยที่ไม่มีใบสำแดงว่าเป็นของประเภทใด สิ่งนี้เกิดขึ้นทั้งในประเทศที่พัฒนาแล้วและประเทศที่กำลังพัฒนา ประเทศแอฟริกาเป็นแหล่งที่มีผู้เอาของเสียไปทิ้งมากที่สุด ประเทศในแถบอเมริกาใต้และเอเซียบางส่วนก็ได้รับบ้างเหมือนกัน อย่างไรก็ตาม อนุสัญญา Basel ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีอยู่ก็จะช่วยในการควบคุมให้มีการรับผิดชอบมากขึ้นใน การส่งของเสียไปประเทศอื่นโดยไม่ได้แจ้งไว้ก่อน และประเทศผู้รับสามารถส่งคืนไปประเทศที่เป็นจุดเริ่มต้นของเสียนั้นได้ อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาของเสียขณะนี้ คือ พยายามให้มีกากของเสียน้อยที่สุดในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การผลิต การขนส่ง การใช้ การทำลาย และมีการพิจารณาใช้กระบวนการใหม่และสารเริ่มต้นใหม่ขึ้นในการผลิต เพื่อทำให้เกิดของเสียน้อยที่สุด แทนที่จะต้องมาบรรเทาปัญหาของๆ เสียที่เกิดขึ้นมาแล้ว นอกจากนี้ ควรจะต้องมีการนำของเสียกลับมาใช้ใหม่ให้มากที่สุด (recycling) แต่การนำมาใช้ใหม่บางครั้งไม่คุ้มค่าและไม่ได้ของดีเท่าเดิมกลับคืนมา ต้องพึ่งเทคโนโลยีและความรู้ที่ดี จึงทำให้มีผู้ที่ทำเช่นนี้น้อยกว่าที่ควร

การจำแนกวัตถุอันตรายตามหลักสากล
         สหประชาชาติมีการจำแนกวัตถุอันตรายตามคุณสมบัติออกเป็น 9 ประเภทใหญ่ คือ
              1. วัตถุระเบิด
              2. แก๊สไวไฟ ก๊าซพิษ และก๊าซอัดภายใต้ความดันสูง
              3. ของเหลวไวไฟ
              4. ของแข็งไวไฟ
              5. ตัวเติมออกซิเจน
              6. สารพิษ และสารทำให้ติดเชื้อ
              7. สารกัมมันตรังสี
              8. สารกัดกร่อน
              9. สารอันตรายอื่นๆ นอกเหนือจากประเภท 1 - 8
      การจำแนกสารอันตรายเหล่านี้ ทำให้เราสามารถจัดสารอันตรายต่างๆ ให้เป็นระบบ พร้อมกับมีตัวเลขกำกับไว้ เช่น
            - 2.3 แก๊ซพิษ เช่น คลอรีน
            - 4.2 ของแข็งติดไฟเองได้ เช่น ฟอสฟอรัสเหลือง
            - 5.2 เปอร์ออกไซด์อินทรีย์
            - 6.2 สารที่ทำให้เกิดโรคติดต่อได้
       นอกจากนี้ การที่มีฉลากกำกับไว้ด้วยอย่างจำเพาะ ทำให้เราสามารถเก็บรักษา ขนส่ง และกำจัดสารเหล่านี้ได้ดีขึ้น เพราะว่าสินค้ามีฉลากที่ถูกต้องกำกับไว้ ทำให้ผู้ที่จัดการกับสินค้าเหล่านี้รู้ว่าควรจะวางอย่างไร ห่างจากสินค้าประเภทอื่นสักเท่าไร ต้องระมัดระวังอย่างไรบ้างในเวลาขนส่ง หรือขนถ่าน ควรบรรจุในภาชนะชนิดใดได้บาง เมื่อเกิดการรั่วไหลควรจุทำอย่างไร เวลาเกิดอัคคีภัยกับสารนั้น ควรปฏิบัติอย่างไร และดับไฟด้วยอะไร ฯลฯ

การจัดการกับวัตถุอันตราย
           วัตถุอันตรายในปริมาณมากหรือความเข้มข้นมาก จะมีโอกาสเป็นอันตรายได้มาก เช่น วัตถุอันตรายที่อยู่ในโรงเก็บสินค้า วัตถุอันตรายที่อยู่ในพาหนะขนส่ง เช่น รถบรรทุก รถไฟ เรือ และวัตถุอันตรายที่กำลังถูกกำจัด เช่น ถูกเผาไหม้หรือฝัง หากของเหล่านี้อยู่ใกล้ชุมชนหรือแหล่งน้ำ หรือสถานที่ที่เป็นทรัพยากรที่สำคัญ เช่น ชายหาด สวนสาธารณะ ก็จะทำให้เกิดความเสียหายได้มาก ในที่นี้จะกล่าวถึงการจัดการเก็บกับวัตถุอันตรายในด้านต่างๆ โดยสังเขป ดังต่อไปนี้
      ก. การเก็บรักษา
           วัตถุอันตรายในปริมาณมาก ที่อยู่ในโรงเก็บสินค้า โรงพักสินค้า หรือโรงงาน ย่อมต้องมีการเก็บแยกกันตามหลักสากลเพื่อความปลอดภัย ซึ่งการแยกกันนี้ อาจแยกด้วยระยะทางหรือผ่ากั้นห้องก็ได้ ห้องที่เก็บวัตถุอันตรายบางชนิด เช่น วัตถุอันตรายที่มีจุดวาบไฟต่ำควรจะมีลมโกรกและมีอุณหภูมิไม่สูงเกินไป วัตถุที่ติดไฟได้ง่ายไม่ควรจะอยู่ใกล้วัตถุที่เป็นพิษ วัตถุที่กัดกร่อนไม่ควรอยู่ใกล้ของแข็งที่ติดไฟได้เอง วัตถุอันตรายเหล่านี้ ต้องอยู่ในหีบห่อที่ถูกต้องอยู่แล้ว และหีบห่อต่างๆ นี้ควรจะติดฉลากสากลซึ่งแสดงถึงประเภทของวัตถุอันตรายอย่างชัดเจน นอกจากนี้ ยังต้องมีฉลากหรือป้ายขนาดใหญ่ติดตามฝาห้องเพื่อแสดงให้เห็นว่าวัตถุอันตราย ชนิดใดอยู่ในบริเวณไหนของตัวตึก เพื่อที่จะให้ผู้ที่อยู่ในบริเวณนั้น หรือผู้ที่จะเข้าไปกู้ภัยสามารถเห็นได้จากระยะไกลและสามารถทำการกู้ภัยได้ ถูกต้อง เช่น ไม่ฉีดน้ำใส่วัตถุอันตรายซึ่งติดไฟได้เองเมื่อเปียกน้ำ หรือให้อยุ่ห่างจากถังที่มีแก๊สอัดอยู่ภมยในขณะที่มีไฟไหม้เพื่อกันการ ระเบิด การวางภาชนะต่างๆ ต้องให้เกิดช่องว่างเพื่อให้สามารถทำการกู้ภัยได้สะดวก การก่อสร้างโรงเรือน ต้องมีการออกแบบให้เหมาะสมและใช้วัสดุที่ถูกต้อง เช่น ทนไฟได้นาน ไม่ถูกกัดกร่อน เป็นต้น
      ข. การใช้
           การใช้สารเคมีในห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์มีความเสี่ยงตั้งแต่การเก็บ รักษาวัตถุดิบและตัวทำละลายอันตราย การนำมาใช้ การทำปฏิกิริยา การเตรียมผลิตภัณฑ์ จนถึงการกำจัดและการเก็บรักษาของเสีย สารเคมีอันตรายในภาชนะ ซึ่งรวมถึงก๊าซในถังหรือท่อบรรจุ (cylinder) หรือ แก๊สในท่อส่งแก๊ส (pipe) ควรจะมีฉลากเตือนภัยและมีคำแนะนำการเก็บและป้องกันอุบัติเหตุ สารเคมีบางอย่างเข้ากันไม่ได้ เช่น ไซยาไนด์กับกรดจะทำให้เกิดก๊าซพิษ หรือ ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์กับผงโลหะบางชนิดทำให้เกิดการระเบิด ไม่ควรจะนำมาผสมกันในที่เปิดหรือในปริมาณมาก ต้องทำในตู้ควันที่ทำงานได้ดี และมีกระจกปิดเปิดที่ดี โดยในตู้ควันนั้นๆ ไม่ได้ใช้ในการเก็บสารเคมีอื่นๆ การจับหลอดทดลองขณะที่ทำการทดลองต้องไม่ชี้ปลายเปิดไปหาผู้อื่นหรือตัวเอง การวางของก็เช่นกัน ถังและท่อแก๊สที่อัดความดันต้องมีการผูกรัดอย่างดี มีวาวล์ที่ถูกต้อง ขวดขนาดใหญ่ไม่ควรวางไว้ที่สูง เป็นต้น
ห้องปฏิบัติ การควรจะมีสิ่งรองรับความปลอดภัย คือ ฝักบัวที่ปล่อยน้ำได้ในอัตราที่เร็วมาก และมีน้ำสำรองอยู่เสมอ มีอ่างน้ำพร้อมหัวก๊กอกล้างตา 2 หัวที่ฉีดขึ้น มีตู้ปฐมพยาบาล เครื่องดับเพลิงชนิดต่างๆ สำหรับไฟจากสารเคมีคางๆ ชนิดและไฟที่เกิดจากไฟฟ้าและโลหะติดไฟ ควรมีคู่มือความปลอดภัยเกี่ยวกับเหตุฉุกเฉินและการกู้สถานการณ์ มีหมายเลขโทรศัพท์ของโรงพยาบาลที่มีความสามารถในการจจัดการกับการสัมผัส วัตถุอันตรายที่ร้ายแรง เช่น โรงพยาบาลรามาธิบดี เป็นต้น
           ประเด็นสำคัญคือ ต้องมีการฝึกอบรม และฝึกซ้อมบุคลากรอยู่อย่างสม่ำเสมอ โรงงานอุตสาหกรรมที่ผลิตหรือบรรจุสารเคมี และมีผลิตภัณฑ์อันตรายหรือใช้วัตถุดิบอันตราย ต้องมีมาตรการป้องกันการรั่วไหล ป้องกันการเกิดปฏิกิริยาที่ควบคุมไม่ได้ และมีอุปกรณ์เตือนภัยหลายระดับ และมีแผนความปลอดภัยและแผนการอพยพบุคลากร และชุมชนข้างเคียงด้วย การกำจัดของเสียหรือของเหลือควรจะคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและอนาคตของคนที่ ถูกกระทบ ในทำนองเดียวกัน การที่จะได้มาซึ่งความปลอดภัยในห้องปฏิบัติการ จะต้องหมั่นมีการฝึ่กอบรมและฝึกซ้อมเกี่ยวกับการป้องกัน กู้ภัย และหนีภัยอยู่เสมอ
การใช้ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าวัชพืช และปุ๋ยบางชนิดในทางเกษตร การใช้ยาล้างพื้นและการใช้ยากำจัดความตันของท่อน้ำทิ้งตามบ้านต่างๆ เหล่านี้เกี่ยวข้องกับสารเคมีอันตรายถึงชีวิตได้ทั้งสิ้น ฉะนั้นประชาชนต้องได้รับความรู้ มีความตื่นตัว ติดตามเฝ้าระวังอันตรายจากสารเคมีที่ใช้ ตั้งใจอ่านฉลากปิดภาชนะบรรจุวัตถุอันตรายอย่างจริงจัง และมีความเข้าใจ และปฏิบัติตามคำแนะนำ
      ค. การขนส่ง
           การขนส่งสินค้าอันตรายทางรถบรรทุก รถไฟ เรือ และเครื่องบินนั้นต้องทำตามกฎระเบียบของความปลอดภัยต่างๆ ต้องมีการแยกสินค้าบางอย่างไม่ให้ปนกันเลย ในทำนองเดียวกับการเก็บรักษาในคลังสินค้า เช่น ไม่ให้รถบรรทุกอาหารพร้อมกับวัตถุที่เป็นพิษ หรือวัตถุระเบิดไม่ให้อยู่ในรถคันเดียวกัน หรือใกล้กันกับชนวนระเบิด ไม่ให้เอาวัตถุอันตรายตั้งข้างคนขับ ต้องตั้งหีบห่อของวัตถุอันตรายที่ติดไฟง่ายอยู่บนดาดฟ้าเรือ ไม่ใช่อยู่ในระวางเรือ วัตถุระเบิดและวัตถุที่ติดไฟได้เองต้องไม่ขนส่งทางเครื่องบิน
สำหรับการ ขนส่งทางบกนั้น ต้องมีฉลากที่ขนาดใหญ่พอที่แสดงถึงประเภทของวัตถุอันตรายอยู่ข้างตู้รถไฟ หรือขางรถบรรทุก ภาชนะบรรจุควรจะผูกรัดและยึดติดอย่างถูกต้อง พนักงานขับรถต้องมีเอกสารข้อมูลเกี่ยวกับอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้จากของที่ บรรทุกอยู่ พร้อมกับมีความรู้ในการดำเนินการเมื่อมีเหตุฉุกเฉินเกิดขึ้น และหากเป็นไปได้ ควรจะมีความรู้มากพอที่จะเตือนผู้ที่แบกหามสินค้าอันตรายขึ้นหรือลงจากรถ และในตัวรถนั้นควรมีอุปกรณ์ดับเพลิงและหน้ากากป้องกันควันพิษอยู่ด้วย สำหรับรถบรรทุกนั้น ถ้าหากสามารถเลือกเส้นทางเดินทางที่ปลอดชุมชนคนก็จะดีกว่าใช้เส้นทางที่ต้อง ผ่านชุมชนใหญ่
      ง. การกำจัดของเสียอันตราย
           ของเสียอาจจะถูกกำจัดทางอากาศ ทางน้ำ หรือโดยการเผาหรือการฝัง ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อมนุษย์ สัตว์ พืช ทรัพย์สินและสิ่งแวดล้อมได้ ภาชนะบรรจุวัตถุอันตรายอาจจะถูกนำมาใช้อีก ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้นำมาใช้ได้ เช่น การตัดถังเหล็กที่เคยบรรจุน้ำมัน อาจทำให้เกิดไฟไหม้หรือระเบิดได้ ภาชนะที่เคยบรรจุสารพิษหรือยาฆ่าแมลง ถ้าถูกนำมาใส่อาหารหรือน้ำดื่ม จะเกิดอันตรายต่อผู้บริโภคได้ เครื่องบรรจุ โคบอลท์ 60 ที่เสื่อมแล้ว ยังมีกัมมันตรังสีมากพอที่จะฆ่าคนได้ หากมีการเจาะเกราะป้องกันเข้าไป เช่น ในกรณีซาเล้งที่ซอยอ่อนนุช กรุงเทพฯ
การปล่อยก๊าซพิษ เนื่องจากการเผาไหม้หรือจากการรั่วไหล จะเป็นอันตรายต่อผู้ที่อยู่ใกล้เคียง คือ อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ เช่น ควันจากโรงไฟฟ้าที่ใช้ถ่านลิกไนต์เป็นเชื้อเพลิง การรั่วของแก๊ส vinyl choride monomer ที่ใช้ในการทำพลาสติก ที่ปากน้ำ และอะคริลิค ที่สมุทรปราการ ไอพิษจากโรงงานพ่นสีเฟอร์นิเจอร์ เป็นต้น ของเสียที่เป็นแก๊สก่อนที่จะปล่อยออกมา ควรมีการดูดซับไว้ให้มากที่สุด และควรมีการเผาไหม้ให้สมบูรณ์มากที่สุด
ส่วนของเสียที่อยู่ในน้ำ เช่น โลหะหนัก ไซยาไนด์ จากน้ำเสียจากโรงงานชุบโลหะและไดออกซิน จากโรงงานฟอกสีกระดาษ ส่วนสารประเภทส่าเหล้าและน้ำตาลซึ่งโดยตัวเองไม่เป็นอันตรายมากนัก แต่ถ้าเข้าไปในแม่น้ำ ลำคลอง และเกิดการบูดเน่า ก็ทำให้สัตว์น้ำตายเหมดได้ และทำให้ไม่สามารถนำน้ำนั้นมาใช้ประโยชน์ได้เป็นเวลานาน ของเสียที่อยู่ในรูปของเหลว เช่น น้ำเสียนี้ ควรมีการบำบัดน้ำหลายๆ ขึ้นตอน ก่อนที่จะปล่อยลงในแม่น้ำลำคลอง
ของแข็งที่ถูกนำไปฝัง หรือทิ้งไว้บนพื้น อาจจะถูกน้ำชะหรือทำปฏิกิริยาจนกลายเป็นของเหลวหรือแก๊สพิษที่ละลายน้ำเขาไป ในแหล่งน้ำต่างๆ เช่น น้ำบาดาล แม่น้ำ ลำคลอง และมีผลกระทบต่อมนุษย์และสัตว์อย่างกว้างขวางทั้งระยะสั้นและระยะยาว ที่ดินบางแห่งที่มีสารอันตรายฝังอยู่นี้ไม่เพียงแต่จะใช้ตั้งโรงงานไม่ได้ ในอนาคตยังทำให้สร้างที่อยู่อาศัยไม่ได้ด้วย เกิดความเสียหายทางทรัพย์สินและราคาของที่ดินเป็นอย่างมาก การฝังวัตถุอันตรายไม่เพียงแต่เป็นปัญหาของประเทศไทย แต่เป็นปัญหาระดับโลกเพราะไม่มีผู้ใดยินดีจะให้ฝังวัตถุอันตรายใกล้บ้านของ ตน แต่ในขณะเดียวกนนี้ของแข็งที่เป็นวัตถุอันตรายก็เพิ่มปริมาณมากขึ้นทุกวัน อย่างไรก็ตาม ของเสียที่เป็นของแข็ง ควรมีการฝังโดยการพิจารณาถึงความเหมาะสมของพื้นที่ในบริเวณนั้น โดยต้องดูลักษณะทางภูมิศาสตร์และความปลอดภัยแก่ คน พืช และสัตว์บริเวณใกล้เคียง โดยมีการฝังกลบอย่างถูกต้องตามหลักการ (secured landfill) นอกจากนี้ ยังอาจมีการบรรจุของเสียไว้ในภาชนะที่จะไม่มีการรั่วไหลได้ รวมทั้งการทำการบุพื้นหลุมฝัง ซึ่งอาจจะใช้คอนกรีต หรือแผ่นพลาสติก หรือยาง เพื่อให้มีความแน่ใจยิ่งขั้นว่าไม่มีการรั่ว หรือ ซึมเข้าไปในสิ่งแวดล้อมได้
           ของเสียที่เป็นวัตถุอันตรายต้องมีการติดฉลาก เช่นกัน ไม่ว่าจะอยู่ระหว่างการเก็บรักษาหรือการบรรทุกหรือขณะที่ถูกทำลาย เพราะของเสียที่เป็นวัตถุอันตรายก็มีคุณสมบัติที่เป็นอันตรายเหมือนวัตถุ อันตรายทั่วๆ ไป โรงงาน สถานที่ทำปฏิบัติการเคมีควรจะมีการทำบัญชีวัตถุอันตรายทั้งที่เป็นวัตถุดิบ และอื่นๆ ที่นำเข้ามาในสถานที่ และที่เป็นของเสียและผลิตภัณฑ์ที่นำออกจากสถานที่โดยมีการแยกประเภทด้วย จะได้ทำมาตรการความปลอดภัยได้
      จ. ภาชนะบรรจุและหีบห่อสำหรับวัตถุอันตราย
           ภาชนะบรรจุวัตถุอันตรายต้องได้มาตรฐานสินค้า กล่าวคือ ประกอบด้วยวัสดุที่เหมาะสมกับชนิดของวัตถุอันตราย มีความแข็งแรง และมีส่วนประกอบ เช่น วาวล์ ขอบถัง มิเตอร์วัด และการบรรจุวัตถุอันตรายต้องถูกต้องตามหลักการ เช่น ก๊าซต้องบรรจุด้วยแรงอัดที่ไม่สูงเกินไป ของเหลวที่มีจุดเดือดต่ำต้องไม่บรรจุจนเต็มถัง ต้องเหลือปริมาตรไว้ประมาณ 10 % เพื่อให้ของเหลวเหล่านั้นระเหยได้ ภาชนะที่เป็นถังชนิดต่างๆ ต้องทนต่อการแบกหามและแรงกระแทกในทุกด้าน บางชนิดต้องทนการตกจากที่สูงถึง 10 เมตรได้ ตู้สินค้า (container) ที่บรรจุวัตถุระเบิด ควรจะบุด้วยไม้เพื่อมิให้เกิดประกายไฟอันจะนำไปสู่การระเบิดได้ง่าย หีบห่อโดยรวมอีกชั้นหนึ่งสำหรับวัตถุอันตรายนั้นต้องเป็นไปตามมาตรฐานดัง กล่าว ต้องมีความทนต่อการระเบิด อุณหภูมิหรือแรงกระแทกที่เกิดจากรถชนกัน และภาชนะบรรจุสารกัมมันตรังสีต้องมีตะกั่วล้อมรอบหนาพอที่จะกันไม่ให้ กัมมันตรังสีผ่านทะลุออกมากได้ การจัดวางภาชนะและหีบห่อเห่ลานี้ก็เป็นสิ่งสำคัญ เช่น ห้ามวางทับกันเป็นชั้นมากเกินไป เพราะอาจทำให้ส่วนล่างแตกหรือยุบได้ ขณะขนส่งต้องมีสายรัดภาชนะบรรจุและสายยึดกับกะบะรถหรือตู้รถไฟอย่างถูกต้อง ตามหลักวิชาการ            เพราะขณะที่รถวิ่งจะมีแรงเหวี่ยงและแรงกระแทกในหลายทิศทางซึ่งอาจทำให้ภาชนะ หลุดจากที่ยึดไว้ได้ ภายนอกหีบห่อและตู้สินค้าควรมีฉลากแสดงถึงชนิดของสินค้าอันตรายพร้อมทั้ง ชื่อทางเคมีที่สากลยอมรับ (common shipping name หรือ systematic chemical name) รถบรรทุกสินค้าอันตรายนอกจากมีคำเตือนเป็นภาษาไทยแล้ว ยังต้องมีฉลากแสดงความเป็นอันตรายตามหลักสากล พร้อมกับแผ่นป้ายแสดงตัวเลขที่แสดงความร้างแรงของอันตรายเหล่านั้น

พระราชบัญญัติต่างๆ ที่เกี่ยวกับความปลอดภัย
           ประเทศไทยมีพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย สิ่งแวดล้อม และสาธารณสุข ปี พ.ศ.2535 ซึ่งเกี่ยวกับการเกษตร เกี่ยวกับโรงงาน เกี่ยวกับการขนส่ง เกี่ยวกับวัตถุระเบิด และเกี่ยวกับเชื้อเพลิงและอื่นๆ รวมทั้งกฎและประกาศกระทรวงต่างๆ ทั้งนี้ เพื่อป้องกันผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องโดยตรงในวงการเหล่านี้จากอุบัติเหตุ การรั่วไหล การใช้หรือการได้รับสัมผัสโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม เช่น เกษตรกรที่ทำงานเกี่ยวกับยาฆ่าแมลง ยาฆ่าวัชพืช คนงานในโรงงานที่มีสารเคมีอันตราย ประชาชนซึ่งบริโภคอาหารและยา พนักงานขับรถบรรทุกเชื้อเพลิงและก๊าซต่างๆ และวัตถุระเบิด คนงานในโรงงานรวมทั้งประชาชนทั่วไป และสิ่งแวดล้อมที่อาจเกิดจากการรั่วไหล อุบัติเหตุ และการกำจัดวัตถุอันตรายต่างๆ นอกจากนี้แล้ว พระราชบัญญัติเหล่านี้ยังมีบทลงโทษต่อผู้ที่ไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ. อย่างเคร่งครัด โดยมีการไล่เบี้ยจนหาผู้ที่กระทำผิดได้ เช่น ในกรณีรถแก๊สระเบิด และเกิดความเสียหายต่อประชาชนและสถานที่สาธารณะ หากรถนั้นเป็นของบริษัทแก๊ส บริษัทนี้ก็จะต้องรับผิดชอบโดยตรง แต่ถ้ารถบรรทุกนั้นไม่ใช่ของบริษัทแก๊ส ความรับผิดอาจเป็นของบริษัทรถบรรทุกหรือบริษัทแก๊สก็ได้ หากถังแก๊สไม่เป็นไปตามมาตรฐาน บริษัทที่เป็นเจ้าของถังไม่ใช้ถังตาม พ.ร.บ. หรือบริษัทที่ว่าจ้างนั้นไม่ได้ตรวจอย่างละเอียดว่าเป็นไปตาม พ.ร.บ. ซึ่งหมายความว่าอย่างไรก็ตามจะต้องได้ผู้รับผิดชอบจนได้ นอกจากนี้ผู้ก่อความเสสียหายยังต้องชดใช้ไม่เพียงแต่ความเสียหายส่วนบุคคล และทรัพย์ที่เป็นสิ่งก่อสร้าง ยังจะต้องชดเชยความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม ควรต้องบูรณะให้สิ่งแวดล้อมกลับไปเหมือนเดิม รวมทั้งการขจัดของเสียต่างๆ ซึ่งอาจรั่วไหลหรือหลุดเล็ดรอดออกมากได้ เจ้าของโรงงานต้องชดเชยความเสียหายต่อสุขภาพของคนงานที่ต้องทำงานในโรงงาน ที่มีวัตถุอันตรายในลักษณะฝุ่นหรือละอองในอากาศที่บั่นทอนสุขภาพของคนงาน พ.ร.บ. เหล่านี้ ยังมีการบังคับให้มีเครื่องมือป้องกันและบรรเทาอุบัติภัยขนาดเล็กและขนาด ใหญ่ รวมทั้งให้มีการวางแผนป้องกันอุบัติเหตุต่างๆ และแผนฉุกเฉินในการลดความเสียหายที่เกิดจากอุบัติภัยต่างๆ โดยมีการฝึกอบรมและฝึกภาคสนามให้แก่บุคลากรของสถานที่ทำงานหรือบริษัทนั้นๆ การที่จะทำให้ พ.ร.บ. มีผลบังคับได้ดีส่วนหนึ่ง คือ การที่ต้องมีบุคลากรที่มีความชำนาญและประสบการณ์เกี่ยวกับหลายๆ ด้านของวัตถุอันตรายดังที่กล่าวข้างต้น
ฉะนั้น ถึงเวลาแล้วที่สถานที่ทำงานและอุตสาหกรรมต่างๆ ควรมีนโยบายเกี่ยวกับการปฏิบัติกับวัตถุอันตรายอย่างชัดเจน และมีความจริงจัง ถ้าหากเริ่มได้ตั้งแต่ก่อนที่จะตั้งโรงงรนและสถานที่ทำงานได้ก็จะเป็นการดี เช่น มีการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (environmental impact assessment) การให้ข้อมูลและข่าวสารแก่ประชาชนรอบข้างและผู้ที่ทำงสนเกี่ยวข้องโดยตรง มีระบบเตือนภัยอย่างรวดเร็ว มีแผนฉุกเฉินที่บรรเทาความเสียหาย ผู้บริหารต้องถือว่าการกันไว้ย่อมดีกว่าการแก้ เพราะในที่สุดแล้ว ไม่เพียงแต่จะปลอดภัยกว่า แต่จะเป็นการประหยัดกว่าอีกด้วย

การบริหารให้เกิดความปลอดภัย
           บริษัท โรงงาน หรือสถานที่บริการที่ใช้วัตถุอันตราย ผลิตวัตถุอันตราย บริการเกี่ยวกับวัตถุอันตรายหรือมีของเสียที่เป็นอันตราย ควรจะมีนโยบายเกี่ยวกับความปลอดภัยที่ชัดเจนว่าจะป้องกันบุคลกร สถานที่ทำงาน ชาวบ้านที่อยู่รอบข้าง และสภาพแวดล้อมให้มีความปลอดภัยสูงสุดอย่างไร
ในระบบบริหารของสถานที่ดัง กล่าวข้างต้น ควรจะมีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยที่มีความรู้ที่ดีเกี่ยวกับวุตถุอันตราย กระบวนการเครื่องจักร ท่อรับส่งสาร เครื่องสูบ หม้อน้ำและเตาปฏิกรณ์ต่างๆ ฯลฯ และเจ้าหน้าที่ที่เป็นหัวหน้าฝ่ายปลอดภัยนี้ควรจะอยู่ในระดับผู้จัดการทาง สายงาน และสามารถมีปฏิสัมพันธ์กับผู้จัดการฝ่ายอื่น รวมทั้งผู้บริหาร หรือคณะกรรมการบริหารชั้นสูงสุดของสถานที่นั้นๆ ด้วย การจัดการเพื่อให้เกิดความปลอดภัย ก็ควรจะต้องอาศัยความร่วมมือและความเข้าใจของบุคลากรทุกระดับให้มีการปรึกษา หารือเพื่อเกิดความตระหนักในปัญหา และมีความสมานฉันท์ในการแก้ปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นจากอุบัติเหตุ ทั้งที่เริ่มมาจากการกระทำของคนและทั้งที่เกิดจากความเสียหายของชิ้นส่วน ต่างๆ ในโรงงานและสถานที่บริการ
ในการทำให้เกิดความปลอดภัยมากขึ้น เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยและฝ่ายบริหารชั้นสูงควรจะแปลนโยบายและกฎหมายต่างๆ ให้ออกเป็นรูปธรรมสำหรับบริษัทหรือสถานที่บริการ โดยมีการตั้งเกณฑ์ความปลอดภัยที่ยอมรับได้ และตามดูว่าหากจะให้เป็นไปตามเกณฑ์แล้ว ต้องการอะไรบ้างถึงจะเป็นเช่นนั้นได้ เช่น ต้องมีท่อมาตรฐานชนิดใด มีลูกสูบยี่ห้อไหน มีวาวล์ที่ไม่รั่วง่ายแบบใด บุคลากรควรที่ได้รับการฝึกฝนอย่างไร เป็นต้น และยังต้องประเมินและเปรียบเทียบความเสี่ยงจากอุบัติเหตุและอุลัติภัยต่างๆ ว่าร้ายแรงได้แค่ไหน และมีโอกาสเกิดขึ้นมากน้อยอย่างไร แน่นอนที่สุด ความเสี่ยงนี้ต้องยอมรับได้โดยสังคมและนักการเมืองด้วย และแม้นว่าจะต้องเกิดอุบัติเหตุและอุบัติภัยที่ทำให้เกิดการรั่วไหล การระเบิด การไฟไหม้ ฯลฯ แล้ว เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยได้ติดตั้งเครื่องเตือนภัยในสถานที่ทำงานและในที่ สาธารณะ เครื่องดับเพลิง วัตถุดูดซับวัตถุอันตราย เครื่องฉีดน้ำ ฯลฯ ที่พอจะจัดการให้เกิดเสียหายต่อทรัพย์สิน บุคลากร และสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุดและทันควัน หรือไม่ มาตรการป้องกันและจัดการกับความเสียหายเหล่านี้ รวมทั้ง ระบบบริหาร การฝึกอบรมบุคลากรทาง การป้องกัน ตารางการซ่อมบำรุง และการฝึกซ้อมเกี่ยวกับกรณีที่มีเหตุฉุกเฉินเหล่านี้ ย่อมต้องมีการประเมินและตรวจสอบด้วยผู้เชี่ยวชาญ คำเสนอแนะและข้อควรแก้ไขต่างๆ ต้องนำไปปรับปรุงระบบ วัฏจักรของการบริหารความปลอดภัยนี้ต้องทำอย่างสม่ำเสมอ โดยเป็นส่วนของการบริหารเป็นประจำ ไม่ใช่ว่าเป็นส่วนที่เพิ่มหรือเสริมขึ้นมา

ผลประโยชน์จากความปลอดภัยและการจัดการกับของเสียอย่างถูกต้อง
           ผลเสียหายจากการติดไฟและระเบิดของแก๊สที่รั่วจากรถบรรทุกแก๊สที่ถนนเพชรบุรี ไฟไหม้และการระเบิดของคลังสินค้าอันตรายที่ท่าเรือคลองเตย ไฟไหม้ของโรงงานตุ๊กตาเคเดอร์ การระเบิดของสารเร่างดอกลำไยโปแตสเซียมคลอเรตที่จังหวัดเชียงใหม่ การไหม้ของถังเก็บเชื้อเพลิงขนาดใหญ่ของบริษัทไทยออยล์ นับว่าเป็นความเสียหายอย่างใหญ่หลวง ทั้งด้านชีวิต ครอบครัว สภาพของผู้ที่รอดตายและที่ได้รับบาดเจ็บ ความเสียหายทางทรัพย์สินและสิ่งแวดล้อม การขาดศรัทธาของประชาชนต่อการพัฒนาประเทศโดยเน้นการเร่งทางอุตสาหกรรม
เจ้า ของบริษัทและสถานที่เหล่านี้ ยังต้องมีปัญหาทางกฎหมาย ทางการเงิน (ค่าเสียหาย ค่าชดเชย และค่าปรับ) และภาพลักษณ์อีกเป็นเวลานาน ในอนาคต ภายใต้กฎหมายใหม่ ข้อบังคับใหม่ และความตื่นตัวของประชาชนที่มีมากขึ้น เหตุการณ์เช่นนี้จะนำความหายนะที่ใหญ่หลวงกว่านี้ มาสู่เจ้าจองบริษัทหรือสถานที่เหล่านี้ได้
           ฉะนั้น ผู้ที่ต้องเกี่ยวข้องกับวัตถุอันตรายและของเสียอันตรายที่มีปริมาณมาก ต้องตระหนักและเชื่อในหลักการของการนำแนวคิดและแนวปฏิบัติเกี่ยวกับความ ปลอดภัยเข้ามาเป็นส่วนของการบริหารจัดการ และทำงานประจำวัน
จาก ประสบการณ์ของบริษัทข้ามชาติ การลดความเสี่ยง การมีแผนฉุกเฉิน และการนำประชาชนและสิ่งแวดล้อมมาพิจารณาในการปฏิบัติงานของบริษัท ได้มีผลดีต่อบริษัทมากกว่าผลเสียอย่างมากมาย
           การจัดการให้มีของเสียให้น้อยที่สุดตังแต่ขั้นต้นจากวัตถุดิบ ขั้นกลางในการผ่านกระบวนการจนกระทั่งขั้นสุดท้ายคือ การบรรจุ บริการ และการจัดการกับผลิตภัณฑ์ชิ้นสุดท้าย ได้ทำให้เกิดผลกำไรต่อหลายบริษัทแล้ว การนำของเสียไปใช้ซ้ำอีก หรือนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่น ได้เพิ่มรายได้แก่หลายบริษัทเช่นกัน การเปลี่ยนแปลงกระบวนการ เพื่อใช้สารเคมีให้น้อยลง มีผลเสียน้อยลง และการกำจัดไม่ให้เกิดการรั่วไหลในระบบ ก็ทำให้ลดของเสียที่เข้าไปในสิ่งแวดล้อมให้น้อยลงได้ ในไม่ช้า อุตสาหกรรมต่างๆ อาจจะได้รับประโยชน์ทางภาษี ทางดอกเบี้ย ทางการยืมเงิน หรือทางการมีสิทธิแลกเป็นเงินจาก "ใบแสดงความดี" เนื่องจากมีความสะอาดสูง และมีการลดปริมาณและปริมาตรของเสียได้ และที่ดินของบริษัทที่เป็นที่ตั้งโรงงานหรือที่ทิ้งของเสียจะขายทอดในตลาด ได้ราคาเท่าไร อาจจะขึ้นอยู่กับการวิเคราะห์ว่าในดินนั้นมีวัตถุอันตรายมากน้อยแค่ไหนและ เป็นชนิดใดบ้าง
อุตสาหกรรมที่จัดการกับของเสียอันตรายอย่างดีและถูกต้อง มักเป็นอุตสาหกรรมใหญ่ในประเทศที่เจริญแล้ว เช่น การเผาให้สมบูรณ์ การฝังกากอย่างถูกต้อง การบำบัดทางเคมี ฯลฯ ในประเทศไทย โอกาสนี้ยังเปิดกว้างอยู่ สิ่งสำคัญอันหนึ่ง คือ ความรู้ และประสบการณ์เกี่ยวกับการจัดการกับของเสียอันตราย ซึ่งยังมีผู้รู้น้อยมาก แต่เราสามารถร่วมลงทุนกับต่างชาติที่มีเทคโนโลยีได้
ใครก็ตาม ถ้าหากคิดถึงอนาคต คิดถึงลูกหลาน และความเจริญที่ยั่งยืนของประเทศและโลก ย่อมต้องคำนึงถึงความปลดภัยจากวัตถุอันตราย ในดิน น้ำ และอากาศ ถึงแม้ผลประโยชน์ที่ได้จากการที่ประเทศหรือโลกสกปรกช้าลง อาจจะวัดไม่ได้เป็นจำนวนเงินอย่างแม่นยำ แต่ไม่ได้หมายความว่าเป็นผลประโยชน์ที่ไม่คุ้มค่า


ที่มา : www.thaifactory.com
 

จำนวนผู้ชม 13209 ครั้ง

  กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบก่อนเขียนข้อความเสนอแนะความคิดเห็นของท่าน(Comments) หรือให้คะแนนความนิยม (Rating) ของข่าวและบทความ