จันทร์, 27 มี.ค. 2017
 
 

Resources

Login Form



Who's Online

เรามี 100 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
จัดการสต๊อกอย่างชาญฉลาด!
User Rating: / 7
แย่ดีที่สุด 
วันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน 2009 เวลา 21:06 น.
smaller text tool iconmedium text tool iconlarger text tool icon

ศุทธา เกลี้ยงเกิด, ชุมพล มณฑาทิพย์กุล ( อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน )
การจัดการโลจิสติกส์ (LGM ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี)

        “คุณชุมพลครับ สต๊อกภายในคลังของผมมีมากเกินไปหรือเปล่า ทำไมดูๆ แล้ว มันคับแคบเหรอเกิน” ผู้บริหารคลังแห่งหนึ่ง ถามผู้เขียนด้วยคำถามข้างต้น เพราะเป็นกังวลเกี่ยวกับการทำสต๊อกภายในคลังของตน
         ผู้เขียนเข้าใจว่าคำถามในลักษณะนี้ เป็นคำถามที่ค้างคาใจของผู้บริหารหลายๆ ท่านเนื่องจากเกี่ยวเนื่องกับเงินลงทุนจมที่ใช้ในการซื้อสินค้าหรือวัตถุดิบ
         บทความนี้จะนำเสนอวิธีการหาปริมาณในการสั่งซื้อพัสดุคงคลัง โดยอ้างอิงจากกรณีศึกษาที่เกิดขึ้นจริงและผลของการประหยัดต้นทุนที่องค์กรสามารถลดลงได้ กรณีศึกษาตัวอย่างเป็นผู้นำเข้าวัคซีนและเวชภัณฑ์สำหรับสัตว์ โดยนำเข้ามาจากอเมริกา ยุโรป ออสเตรเลีย และบราซิล เพื่อจัดจำหน่ายภายในประเทศ เวชภัณฑ์เหล่านี้ถูกนำไปใช้สำหรับสัตว์ 3 กลุ่มหลักๆ คือ สัตว์ใหญ่ สัตว์เลี้ยงและสัตว์ปีกและสุกร
         ในปัจจุบัน ทางองค์กรประสบปัญหาและอุปสรรคหลายประการ คือ
                1. ใช้ประสบการณ์ของผู้มีอำนาจในการสั่งซื้อของซึ่งทำให้ขาดความแม่นยำเกิดสต๊อกบวมเป็นอย่างมาก
                2. พื้นที่ในการจัดเก็บมีจำกัด ไม่สามารถขยายพื้นที่เพิ่มเติมได้
                3. มีสินค้าแตกหักเสียหายและหมดอายุเป็นจำนวนมาก
         ดังนั้นทางองค์กรจึงต้องการให้มีการปรับปรุงการทำงานในส่วนของการสั่งซื้อเพื่อให้ลดต้นทุนในการจัดเก็บ โดยเฉพาะต้นทุนที่จมไปกับสินค้าที่ซื้อมาเก็บไว้
         ผู้เขียนเชื่อว่าผู้ประกอบการหลายๆ ท่านประสบปัญหาในลักษณะนี้เช่นเดียวกัน บทความนี้ สามารถให้แนวทางในการจัดการกับปัญหานี้ได้โดยมีขั้นตอนง่าย คือ
                 - นำข้อมูลยอดคงคลังในอดีตมาวาดเป็นกราฟภาพแสดงกราฟฟันปลาตัวอย่างของกรณีศึกษา 1 ปีย้อนหลังภาพด้านบนแสดงตัวอย่างของกราฟ ซึ่งโดยทั่วไปเรียกว่า “กราฟฟันปลา” โดยหลักการคือให้นำยอดคงเหลือของสินค้าในแต่ละวันมาเขียนเป็นกราฟ โดยแนวนอนของกราฟคือวันที่ ส่วนในแนวตั้งคือจำนวนคงเหลือของสต๊อกในแต่ละวัน ในขั้นตอนนี้อาจจะยุ่งยากสำหรับองค์กรที่บันทึกข้อมูลในกระดาษหรือสมุด แต่จะมีประโยชน์มาก ถ้าสามารถวาดเป็นกราฟได้ แต่สำหรับองค์กรที่ใช้ระบบคอมพิวเตอร์ก็จะมีความสะดวกมากยิ่งขึ้นผู้เขียนขอแนะนำให้องค์กรที่ยังไม่ได้ใช้ระบบคอมพิวเตอร์เพื่อบันทึกข้อมูล ลองพิจารณาเปลี่ยนมาใช้ดู ซึ่งในปัจจุบันมีโปรแกรมมากมายที่สามารถหามาใช้ได้ด้วยราคาไม่สูงมากนัก หรืออย่างน้อยที่สุดใช้โปรแกรม MS Excel ก็พอได้
                 - วิเคราะห์ประสิทธิภาพการจัดการจากกราฟจากกราฟตัวอย่างแสดงว่าตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา มีการสั่งซื้อของทั้งๆ ที่ของภายในคลังยังมีอยู่เป็นจำนวนมากอยู่บ่อยครั้ง สังเกตได้จากมีการเติมสต๊อกขึ้นไป ทั้งๆ ที่เส้นกราฟยังไม่ตกลงมามากนัก (โดยเฉพาะช่วงวันที่ 101 ถึง วันที่ 301) ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า องค์กรมีการจัดการสต๊อกที่ขาดประสิทธิภาพเพราะมีต้นทุนจัดเก็บสูงและมีต้นทุนจมมาก (มีพื้นที่ใต้กราฟมากนั่นเอง)
          มาถึงตรงนี้ผู้เขียนได้ให้ฝ่ายบัญชีขององค์กร ตัวอย่างทำการประเมินต้นทุนด้านการจัดการพัสดุคงคลังที่เกี่ยวข้อง 3 ประเภท คือ ต้นทุนการถือครอง ต้นทุนการสั่งซื้อ และต้นทุนการขาดสต๊อก (สำหรับความหมายและรายละเอียดของต้นทุนทั้งสาม สามารถหาอ่านได้ในบทความเรื่อง “ต้นทุนการจัดการพัดสุคงคลัง: KPI ที่ควรมี” ที่ www.thaicostreduction.com ) สำหรับผลการประเมินต้นทุนทั้งสามของกรณีศึกษาตัวอย่างย้อนหลัง 1 ปี ได้ตัวเลขเท่ากับ 357,083.63 บาท41,877.44 บาท และศูนย์บาท ตามลำดับ ดังนั้นต้นทุนรวมคือ 398,961.07 บาท
                 - พิจารณาข้อจำกัดต่างๆ ที่มีสิ่งที่ควรพิจารณาต่อไปคือข้อจำกัดหรือเงื่อนไขต่างๆ ที่บริษัทมีเพิ่มเติม เช่น
                          1. ข้อกำหนดขั้นต่ำของการสั่งซื้อในแต่ละครั้งของผู้ขาย (Supplier) ซึ่งส่งผลต่อปริมาณในการจัดเก็บจะสูงขึ้น (ถ้าปริมาณขั้นต่ำมีค่ามาก)
                          2. เงื่อนไขการทะยอยส่งเป็นงวดๆ ซึ่งสามารถลดพื้นที่ในการจัดเก็บ ว่าสามารถตกลงกับผู้ขายได้หรือไม่
                          3. ค่าสินค้าที่ถูกลงเมื่อสั่งซื้อเป็นปริมาณมาก
                          4. อัตราแลกเปลี่ยนเงินที่แพงขึ้นหรือถูกลงส่งผลให้ราคาสินค้าเปลี่ยนไป เป็นต้น
                  -กำหนดวิธีการในการปรับปรุงนโยบายการสั่งซื้อ
                         เมื่อพิจารณาประสิทธิภาพของวิธีการเดิมและข้อจำกัดต่างๆ ที่มีแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการกำหนดเป้าหมายและวิธีการในการปรับปรุงการสั่งซื้อ ซึ่งในที่นี้เป้าหมายก็คือการลดต้นทุนรวมที่มีให้มากที่สุด ส่วนวิธีการก็คือการกำหนดนโยบายการสั่งซื้อใหม่ ทั้งในเรื่องของปริมาณในการสั่งซื้อและจุดเวลาที่ทำการสั่งซื้อ
                         ในทางทฤษฎีแล้ว นโยบายในการควบคุมพัสดุคงคลังมีมากมาย เช่น นโยบายปริมาณการสั่งซื้อคงที่และกำหนดจุดสั่งซื้อ (Reorder point) นโยบายค่าสูงสุด-ค่าต่ำสุด (Max-Min) นโยบายสั่งตามเป้าหมายคงคลัง (Target stock level) ในทุกๆช่วงเวลาคงที่ (Fixed period) เป็นต้น
                         ในกรณีศึกษานี้จะประยุกต์นโยบายการกำหนดปริมาณในการสั่งซื้อคงที่ (Fixed order quantity) และจุดสั่งซื้อ (Reorder point) ที่เหมาะสมสำหรับปริมาณการสั่งคงที่สามารถคำนวนได้ตามสมการ EOQ ทั่วไป ส่วนจุดสั่งซื้อจะเท่ากับความต้องการเฉลี่ยตลอดช่วงเวลานำในการสั่งซื้อ (Demand during lead time) บวกกับสต๊อกเพื่อความปลอดภัย (Safety stock)[1] สำหรับกรณีศึกษา ตัวอย่างคำนวนค่า EOQ ได้เท่ากับ 9,629 ชิ้น และจุดสั่งซื้อเท่ากับ 6,124 ชิ้น โดยมีระยะเวลานำในการสั่งซื้อเท่ากับ 30 วัน (เพราะสั่งซื้อจากต่างประเทศ) ตรงจุดนี้สำหรับผู้อ่านที่ไม่คุ้นเคยกับการคำนวนหาค่า EOQ สามารถปรึกษาผู้เขียนได้ที่ อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน
                          จากนั้นนำค่านโยบายทั้งสองไปทดสอบการใช้งาน โดยทดสอบในแบบจำลองสถานการณ์(Simulation model) ซึ่งตรงนี้สามารถใช้โปรแกรมMS Excel ช่วยได้ หรือท่านผู้อ่านที่คุ้นเคยกับการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ก็สามารถเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ขึ้นมาทดสอบได้ โดยครั้งแรกให้ทดสอบประสิทธิภาพของค่าการสั่งซื้อคงที่ใหม่และจุดสั่งซื้อใหม่กับอุปสงค์จริง (Real demand) ย้อนหลังหนึ่งปี แล้วคำนวนหาต้นทุนรวมใหม่เพื่อนำไปเปรียบเทียบกับต้นทุนรวมเดิมว่าลดลงหรือไม่ ถ้าค่าต้นทุนรวมลดลงก็แสดงว่ามีประสิทธิภาพที่ดีขึ้น
                         ผู้เขียนแนะนำให้ทำการทดสอบเพิ่มเติมโดยการปรับค่าทั้งสองของนโยบาย (พารามิเตอร์ของระบบ) ขึ้นๆ ลงๆ ในระหว่างการปรับค่าขึ้นลงก็ให้สังเกตว่าต้นทุนรวมของระบบเปลี่ยนแปลงลดลงหรือไม่ การปรับค่าขึ้นลงนี้ทำเพื่อค้นหาค่านโยบายที่ให้ต้นทุนรวมต่ำที่สุดนั่นเอง
                         โดยหลักการการปรับค่าขึ้นลง คือ ค่าจุดสั่งซื้อที่ต่ำเกินไปจะทำให้เกิดการขาดสต๊อก ส่วนค่าที่สูงเกินไปส่งผลให้ต้นทุนการจัดเก็บสูงตามส่วนปริมาณในการสั่งที่น้อยเกินไปจะทำให้ต้องสั่งซื้อบ่อยๆ และมีผลต่อต้นทุนการสั่งซื้อและต้นทุนการจัดเก็บ รูปด้านล่างแสดงกราฟฟันปลาหลังการปรับปรุงค่าต่างๆ ของกรณีศึกษาตัวอย่าง
                         สำหรับกรณีศึกษาตัวอย่างนี้ แบบจำลองแสดงให้เห็นว่าสามารถลดต้นทุนรวมเหลือ 269,684.43 บาท เป็นต้นทุนสั่งซื้อ 26,649.28 บาท และต้นทุนการจัดเก็บ 243,035.15 บาท ดังนั้นองค์กรควรพิจารณาใช้นโยบายการสั่งซื้อใหม่กับสินค้ารายการนี้ของบริษัทในอนาคต
                         ภาพแสดงกราฟฟันปลาหลังการปรับปรุงมาถึงตรงนี้ ผู้เขียนแนะนำให้ทำการทดสอบเพิ่มเติมอีก โดยการทดสอบกับค่าอุปสงค์เทียมที่ได้จากการสร้างขึ้นตามหลักสถิติที่สอดคล้องกับค่าอุปสงค์จริงที่มีอยู่ ทั้งนี้สามารถทำการทดสอบด้วยโปรแกรมจำลองสถานการณ์บนเครื่องคอมพิวเตอร์ที่สร้างขึ้นตั้งแต่แรกได้


บรรณานุกรม
[1] ศิริจันทร์ ทองประเสริฐ, 2542 ,ระบบพัสดุคงคลัง. พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


ที่มา www.thaicostreduction.com


จำนวนผู้ชม 31787 ครั้ง

  กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบก่อนเขียนข้อความเสนอแนะความคิดเห็นของท่าน(Comments) หรือให้คะแนนความนิยม (Rating) ของข่าวและบทความ