ศุกร์, 28 เม.ย. 2017
 
 

Resources

Login Form



Who's Online

เรามี 558 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
กราฟแสดงความเคลื่อนไหวสต็อก
User Rating: / 0
แย่ดีที่สุด 
วันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน 2009 เวลา 14:16 น.
smaller text tool iconmedium text tool iconlarger text tool icon

โดย ชุมพล มณฑาทิพย์กุล สาขาการจัดการโลจิสติกส์
บัณฑิตวิทยาลัยการจัดการและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

          บ่อยครั้งที่ผู้ประกอบการชอบถามผู้เขียนว่า “สต๊อกในคลังมีมากเกินไป ทำอย่างไรดี” หรือ “สต๊อกที่สั่งมาเพื่อใช้หนึ่งเดือน มากเกินไปหรือไม่ ควรลดลงเหลือสักสองอาทิตย์ดีไหม จะได้ประหยัดพื้นที่จัดเก็บ” ที่จริงคำตอบของคำถามนี้หาได้ไม่ยาก แต่ที่สำคัญการหาคำตอบที่ดีควรได้มาจากการวิเคราะห์ประวัติการเคลื่อนไหวในอดีต ผู้เขียนขอแนะนำว่าองค์กรทั้งหลายควรจัดทำเส้นกราฟแสดงการเคลื่อนไหวของพัสดุคงคลังบนมือ (On hand Inventory) หรือบางครั้งเรียกว่า “กราฟฟันปลา” ซึ่งสามารถแสดงถึงประสิทธิภาพในการจัดการพัสดุ
         เส้นกราฟนี้ได้มาจากการนำค่า On hand Inventory ของพัสดุในแต่ละวันมาวาดเป็นกราฟ ซึ่งปัจจุบันทำได้ง่ายมากเพราะมีโปรแกรมคอมพิวเตอร์มากมายที่ช่วยได้ รูปด้านล่างเป็นตัวอย่างของกราฟฟันปลาดังกล่าว การวาดกราฟฟันปลาต้องใช้ความพยายามอย่างสูง เพราะต้องใช้ค่าสต๊อกบนมือของทุกๆ วัน ซึ่งจะยุ่งยากอย่างมากสำหรับบริษัทฯ ที่ยังใช้สต๊อกการ์ด (Stock Card) แบบกระดาษอยู่ แต่จะง่ายมากสำหรับบริษัทที่ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการจัดเก็บข้อมูลของพัสดุคงคลัง แต่ถึงแม้ว่าต้องใช้ความพยายามอย่างมาก แต่ผลที่ได้กลับคุ้มค่ายิ่งนัก เพราะเป็นเส้นกราฟที่อธิบายถึงประสิทธิภาพของการจัดการพัสดุคงคลังในอดีตได้เป็นอย่างดี และจะสะท้อนถึงยุทธวิธีในการจัดการพัสดุคงคลังในอนาคต

 

          ภายใต้เส้นกราฟที่เห็น นักจัดการพัสดุคงคลังสามารถสังเกตุเห็นปริมาณพัสดุคงคลังที่องค์กรจัดเก็บในแต่ละวันตลอดระยะเวลาตามความยาวของกราฟ ซึ่งปกติควรจะทำสักหนึ่งปี ถ้าเส้นกราฟลอยตัวมากอย่างผิดปกติและมีการสั่งซื้อเส้น
          พัสดุมาเติมสต๊อกอย่างบ่อยๆ โดยที่เส้นกราฟไม่เคยลดลงมาสัมผัสหรือใกล้เคียงเส้นศูนย์หรือเส้นระดับสต๊อกเพื่อความปลอดภัยเลย ก็เป็นการแสดงอาการว่าองค์กรมีสต๊อกอยู่ในคลังสินค้ามากเกินความจำเป็นตลอดเวลา (ดูรูปด้านล่างประกอบ) แต่ถ้าเส้นกราฟตกลงติดเส้นศูนย์อยู่บ่อยๆ และมีประวัติของขาดสต๊อกอยู่เนืองๆ ก็แสดงว่าองค์กรจัดการสั่งซื้อพัสดุคงคลังไม่เหมาะสมทำให้เกิดการขาดสต๊อก แต่ถ้ามีการผสมกันทั้งสองแบบก็แสดงว่าองค์กรมีสต๊อกมากเป็นบางช่วงและมีการขาดสต๊อกเป็นบางช่วง ซึ่งต้องการการปรับปรุงการทำงานเป็นอย่างมาก

 

         พื้นที่ใต้กราฟทั้งหมดแสดงถึงต้นทุนในการจัดเก็บ กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ถ้ามีพื้นที่ใต้กราฟมากก็เสียต้นทุนในการจัดเก็บมาก แต่ถ้ามีพื้นที่น้อยก็เสียต้นทุนในการจัดเก็บน้อย ถ้าองค์กรสามารถประเมินต้นทุนในการจัดเก็บพัสดุคงคลังต่อหนึ่งหน่วยได้ แล้วนำมาคูณกับพื้นที่ใต้กราฟก็จะได้ต้นทุนในการจัดเก็บทั้งหมดของพัสดุรายการนี้นั่นเอง สำหรับต้นทุนในการจัดเก็บพัสดุคงคลังต่อหน่วยคงต้องให้ทางฝ่ายบัญชีเป็นผู้ประเมินให้ จำนวนครั้งในการสั่งซื้อสามารถนับได้จากจำนวนฟันปลาที่ปรากฏทั้งหมดบนเส้นกราฟ ซึ่งจะสะท้อนถึงต้นทุนในการสั่งซื้อทั้งหมด ทั้งนี้หมายรวมถึงต้นทุนต่างๆ ที่พึ่งเกิดขึ้นจากกิจกรรมในการสั่งซื้อแต่ละครั้ง เช่น ค่าติดต่อสื่อสาร ค่าดำเนินการ ค่าธรรมเนียม ตลอดจนค่าใช้จ่ายในการขนส่งหรือส่งมอบ เป็นต้น สำหรับเส้นกราฟส่วนที่สัมผัสเส้นศูนย์หรือเลยเส้นศูนย์ จะแสดงถึงการขาดสต๊อกในช่วงเวลานั้นๆ ซึ่งองค์กรสามารถประเมินค่าใช้จ่ายหรือค่าเสียโอกาสในการขาดสต๊อกที่เกิดขึ้นได้ โดยปกติเราเรียกว่า ค่าขาดสต๊อกซึ่งปกติจะมีตัวเลขที่สูงพอสมควร ขึ้นอยู่กับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงและการประเมินตัวเลขของค่าเสียโอกาสที่เกิดขึ้น
         สำหรับต้นทุนในการจัดการพัสดุคงคลังโดยรวมคือผลรวมของต้นทุนทั้งสามประการที่กล่าวถึงนั่นเอง องค์กรใดๆควรบริหารให้ผลรวมของทั้งสามต้นทุนมีค่าต่ำที่สุดหรือต่ำเท่าที่ยอมรับได้ ไม่ใช่ให้ต้นทุนตัวใดตัวหนึ่งต่ำเท่านั้น เพราะอาจส่งผลให้ต้นทุนตัวที่เหลือสูงขึ้นได้โดยไม่รู้ตัว เช่น เมื่อองค์กรดำเนินการสั่งซื้อเพียงหนึ่งครั้งต่อปีเพื่อต้องการให้ต้นทุนการสั่งซื้อต่ำมากๆ เพราะต้องสั่งซื้อจากต่างประเทศและมีค่าใช้จ่ายในการขนส่งที่สูง องค์กรก็จะเผชิญกับต้นทุนในการจัดเก็บที่สูงมาก เพราะต้องจัดเก็บพัสดุเป็นปริมาณมากเพื่อให้เพียงพอต่อการใช้งานได้เป็นระยะเวลาหนึ่งปี เป็นต้น สำหรับรูปด้านล่างแสดงถึงกราฟต้นทุนต่างๆ และต้นทุนรวมของระบบการจัดการพัสดุคงคลังใดๆ

 

         เมื่อวิเคราะห์ได้เช่นนี้แล้ว องค์กรควรทำการปรับนโยบายในการสั่งซื้อพัสดุคงคลังใหม่ เช่น ถ้ามีการสั่งซื้อที่บ่อยเกินไปและทำให้เสียต้นทุนที่เกี่ยวเนื่องกับกิจกรรมการสั่งซื้อมาก องค์กรก็ควรปรับให้มีจำนวนครั้งในการสั่งซื้อที่น้อยลงโดยเพิ่มปริมาณในการสั่งซื้อในแต่ละครั้งให้มากขึ้น หรือถ้าองค์กรมีค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บที่สูงและมีต้นทุนจมที่มากเกินไป ก็ควรปรับให้มีปริมาณในการสั่งซื้อในแต่ละครั้งที่น้อยลง แต่เพิ่มความถี่ในการสั่งให้มากขึ้น เป็นต้น ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นหลักการโดยรวมของการจัดการพัสดุคงคลังและเป็นแนวทางในการตอบคำถามที่ว่า “สต๊อกในคลังมีมากเกินไป ทำอย่างไรดี” นอกจากนี้แล้วยังต้องคำนึงถึงปัจจัยรอบด้านอื่นๆ ประกอบอีก เช่น องค์กรอาจอยู่ในภาวะจำยอมในการสั่งซื้อสต๊อกเป็นจำนวนมากๆ ซึ่งส่งผลให้เส้นกราฟลอยตัวสูงขึ้นและเสียค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บสูง เช่น การบังคับของSupplier ที่กำหนดปริมาณขั้นต่ำที่ต้องสั่งซื้อ หรือ การซื้อกักตุนไว้ล่วงหน้าเพราะคาดการณ์ว่าราคาพัสดุจะสูงขึ้นหรือพัสดุจะขาดตลาด หรือสถานที่จัดเก็บมีน้อย เป็นต้น
         แต่อย่างไรก็ตามการหาตัวเลขชัดๆ เลยว่าควรจะสั่งซื้อเป็นปริมาณเท่าไหร่ และควรสั่งซื้อเมื่อใด บ่อยครั้งมากน้อยอย่างไร จำเป็นต้องอาศัยเทคนิคการวิเคราะห์ชั้นสูงขึ้นที่เรียกว่า “การจำลองสถานการณ์เชิงตัวเลข” ซึ่งสามารถดูรายละเอียดได้ที่ www.thaicostreduction.com


ที่มา www.thaicostreduction.com วันที่ 25 กันยายน 2552


จำนวนผู้ชม 13979 ครั้ง

  กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบก่อนเขียนข้อความเสนอแนะความคิดเห็นของท่าน(Comments) หรือให้คะแนนความนิยม (Rating) ของข่าวและบทความ