ศุกร์, 28 เม.ย. 2017
 
 

Resources

Login Form



Who's Online

เรามี 382 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
ทำความเข้าใจกับสาเหตุของโอเวอร์สต๊อก (ตอนที่ 2)
User Rating: / 3
แย่ดีที่สุด 
วันอังคารที่ 15 กันยายน 2009 เวลา 22:21 น.
smaller text tool iconmedium text tool iconlarger text tool icon


โดย ผศ.ดร.พงษ์ชัย อธิคมรัตนกุล
ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศทางโลจิสติกส์
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

 
     ปัจจัยที่สอง : ความประหยัดในต้นทุนจัดซื้อ และต้นทุนการผลิตของบริษัทโดยไม่ได้คำนึงถึงภาระต้นทุนด้านสินค้าคงคลัง
     ในปัจจัยนี้ส่วนมากจะพบว่าบริษัทที่มีปัญหาด้านสินค้าคงคลังล้นมือ จะขาดความเข้าใจและความละเอียดรอบคอบในปัญหาด้านสินค้าคงคลัง หรือสต๊อก ที่จะตามมาจากการประหยัดต้นทุนวัตถุดิบ และต้นทุนการผลิต
     โดยปกติ บริษัทที่มีปัญหาด้านสต๊อก หรือมีสาเหตุมาจากปัจจัยนี้ จะเป็นบริษัทที่มุ่งแต่จะประหยัดต้นทุนวัตถุดิบและต้นทุนค่าขนส่งมากเกินไป โดยจะมีการจัดซื้อจัดหาวัตถุดิบครั้งละมากๆ เพื่อให้ได้ราคาจัดซื้อจัดหาที่ถูกลง โดยขาดการคำนึงถึงปริมาณการใช้จริง ซึ่งสุดท้ายแล้วทำให้ปริมาณสต๊อกวัตถุดิบคงค้างสูงจากความต้องการจริง ขณะเดียวกัน ในแง่ของการผลิต ก็จะมุ่งเน้นที่ต้นทุนการผลิตที่ลดลง โดยอาศัยการผลิตสินค้าเป็นลอตๆ ครั้งละมากๆ เพื่อให้ต้นทุนต่อหน่วยการผลิตที่ลดลง ซึ่งการผลิตแต่ละครั้งมีปริมาณที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการจริง โดยฝ่ายผลิตจะผลิตในแนวคิดที่ว่า “ยิ่งมากยิ่งดี…เพราะจะทำให้ต้นทุนการผลิตยิ่งลดลง” โดยแนวคิดเพียงด้านเดียวทั้งการจัดซื้อวัตถุดิบ และการผลิตสินค้าเช่นนี้ ถือว่าเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้บริษัทต่างๆ มีสินค้าล้นมือ เพราะปริมาณสินค้าที่ซื้อเกินจำนวนและผลิตเกินจำนวนนี้ ในที่สุดแล้วไม่สามารถที่จะได้ใช้หรือจัดจำหน่ายได้หมดแต่อย่างใด
     ปัจจัยที่สาม : การขาดการดูแลเอาใจใส่อย่างจริงจังจากผู้บริหารระดับสูงในปัจจัยนี้ส่วนมากจะพบว่าบริษัทที่มีปัญหาด้านสินค้าคงคลังล้นมือ ผู้บริหารระดับสูงจะไม่ได้ให้น้ำหนักในการบริหารจัดการในเรื่องของสินค้าคงคลัง หรือสต๊อกมากนัก โดยจะรับรู้เรื่องราวเกี่ยวกับสต๊อกบ้างเป็นบางครั้งบางคราว ที่สำคัญจะไม่มีการควบคุม บริหารจัดการใดๆ ถึงแม้ว่าบริษัทอาจเริ่มมีปัญหาสต๊อกแล้ว (บางกรณีไม่ทราบเสียด้วยซ้ำไปว่าบริษัทกำลังประสบปัญหา) โดยผู้บริหารจะคำนึงถึงการขาย การผลิต หรือการซื้อวัตถุดิบเกือบจะร้อยเปอร์เซ็นต์ของเวลาที่หมดไปในแต่ละวันๆ ส่วนภาระด้านสต๊อกที่จำเป็นจะต้องมีการบริหารจัดการเช่นเดียวกัน กลับดำเนินการแบบเข้าสุภาษิตไทยที่ว่า “วัวหายล้อมคอก” หรือกว่าจะรู้ว่าบริษัทมีปัญหาด้านสต๊อกล้นมือ ก็ค่อยมาหาวิธีการจัดการแก้ไข
     โดยปกติ บริษัทที่มีปัญหาด้านสต๊อกที่มีสาเหตุจากปัจจัยนี้ จะเป็นบริษัทที่ไม่มีการมอบหมายให้ผู้บริหารระดับสูงใส่ใจในปัญหาด้านสต๊อกของบริษัท ที่สำคัญไม่มีการกำหนดให้หน่วยงานต่างๆ ดูแลรับผิดชอบ “KPI-Key Performance Indicator” หรือตัววัดประสิทธิภาพด้านสต๊อกอย่างชัดเจน เช่น ฝ่ายขายนอก เหนือจาก KPI ในเรื่องของยอดขาย ส่วนแบ่งตลาด และกำไรแล้ว ก็ไม่ได้มอบ หมายให้รับผิดชอบภาระด้านสินค้าคงคลังแต่อย่างใด ตัวชี้วัด หรือ KPI อย่าง “Inventory Turn” และ “Inventory Days” หรือ สัดส่วนการถือสต๊อกต่อยอดขาย และจำนวนวันในการเก็บสต๊อกเพื่อรอการจัดจำหน่าย ซึ่งสำคัญมากต่อการบริหารจัดการสินค้าคงคลังก็ไม่ได้ให้ฝ่ายขายรับผิด และรับชอบ
     ส่วนฝ่ายจัดซื้อและฝ่ายผลิตก็เช่นเดียวกัน ไม่ได้มอบหมายให้รับผิด รับชอบที่ปัญหาด้านสต๊อก ซึ่งต้องมีตัวชี้วัดด้านสต๊อก นอกเหนือจากต้นทุนต่อหน่วยและประสิทธิภาพการผลิตเท่านั้น
     ปัจจัยสุดท้าย : การขาดการใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ และเทคนิคการบริหารจัดการด้านโลจิสติกส์สมัยใหม่ในปัจจัยนี้ส่วนมากจะพบว่าบริษัทที่มีปัญหาด้านสินค้าคงคลังล้นมือ จะยังใช้วิธีการบริหารจัดการสต๊อกแบบเก่าๆ เช่น การดูสถิติการใช้ หรือการคำนวณจุดสั่งซื้อ ปริมาณจัดเก็บ หรือการบริหารจัดการด้วย “S” ใหญ่ “s” เล็ก (“S” ใหญ่ หมายถึงปริมาณสต๊อกที่เหมาะสมในการจัดเก็บทั้งหมดของสินค้าหนึ่งๆ ส่วน “s” เล็ก หมายถึงปริมาณสต๊อกที่คงค้างต่ำสุด ที่จำเป็นต้องมี) ซึ่งพบว่าไม่สามารถจัดการกับปัญหาสต๊อกของบริษัทได้อย่างมีประสิทธิภาพ การคำนวณทั้งหมดไม่ต่างอะไรกับการเล่นกับตัวเลขเท่านั้น”
     โดยปกติบริษัทที่ยังใช้การคำนวณดังที่กล่าวมานี้ จะลงเอยกับภาระสินค้าคงคลังสะสมมากขึ้นเป็นลำดับ เพราะไม่สามารถจะทำให้การคำนวณแม่นยำได้ เนื่องจากทั้งตัวเลขที่ใช้ในการคำนวณ และวิธีการคำนวณ ไม่สะท้อนถึงสภาพการใช้สต๊อกที่เกิดขึ้นจริงได้ และที่สำคัญ ในบางกรณียังไม่ได้ช่วยให้สต๊อกลดลง แต่กลับทำให้สต๊อกคงค้างสูงขึ้น เพราะใช้ตัวเลขในอดีตในการวางแผน ซึ่งอาจสูงกว่าตัวเลขที่หดตัวลงในปัจจุบัน หรือในอนาคต โดยเทคโนโลยีสารสนเทศและเทคนิคการบริหารจัดการด้านโลจิส ติกส์สมัยใหม่ ที่บริษัทไม่ได้นำมาประยุกต์ใช้ในชั่วโมงนี้ แทนการคำนวณ ก็อย่างเช่น ระบบ WMS, การจัดการแบบ VMI, การจัดการแบบ JIT, การจัดการแบบ Cross-Docking หรือ Flow-through, การวางแผนร่วมกันกับซัพพลายเออร์และลูกค้าแบบ CPFR และ ECR เป็นต้น (ซึ่งในโอกาสข้างหน้าจะได้มาอธิบายในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและเทคนิคการบริหารจัดการด้านโลจิสติกส์สมัยใหม่นี้ในตอนต่อๆ ไป) 


ที่มา Transport Journal วันที่ 15 กันยายน 2552


จำนวนผู้ชม 13594 ครั้ง

  กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบก่อนเขียนข้อความเสนอแนะความคิดเห็นของท่าน(Comments) หรือให้คะแนนความนิยม (Rating) ของข่าวและบทความ