ประเทศไทยมีศักยภาพที่เหมาะสมในด้านความเป็นศูนย์กลาง(ฮับ)ที่สำคัญทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องจากลักษณะภูมิศาสตร์ที่สามารถเป็นทางออกสู่ทะเลให้กับประเทศลาวและมณฑลจีนตอนใต้
ทั้งนี้ รัฐบาลไทยได้มีแนวคิดเบื้องต้นที่จะร่วมทุนกับรัฐบาลจีนในการพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูง หรือ ไฮสปีด เทรน จำนวน 4 เส้นทาง ประกอบด้วย
1. กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ระยะทาง 745 กม. มูลค่า 229,000 ล้านบาท
2. กรุงเทพฯ-หนองคาย ระยะทาง 615 กม. มูลค่า 201,000 ล้านบาท
3. กรุงเทพฯ-ระยอง ระยะทาง 221 กม. มูลค่า 72,000 ล้านบาท และ
4. กรุงเทพฯ-ปาดังเบซาร์ ระยะทาง 982 กม. มูลค่า 297,000 ล้านบาท
แน่นอนว่าการพัฒนารถไฟความ เร็วสูงเชื่อมต่อระหว่างประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้านจะเอื้อประโยชน์ต่อประเทศไทยในแง่ของยุทธศาสตร์การขนส่งในภูมิภาคเป็นอย่างมาก หากมองการคมนาคมทางอากาศแล้ว เมืองใหญ่ๆ ในภูมิภาค ได้แก่ กรุงเทพฯ กัวลาลัมเปอร์ และสิงคโปร์ ล้วนมีศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางการคมนาคมทางอากาศสำหรับการเดินทางในภูมิภาคนี้ แต่หากมองในแง่ของการขนส่งทางบกที่ใช้รถไฟความเร็วสูงเป็นพาหนะแล้ว กรุงเทพฯเป็นเมืองที่มีศักยภาพสูงสุดที่สามารถเป็นศูนย์กลางทางภูมิศาสตร์ของภูมิภาคนี้ ดังนั้นหากกรุงเทพฯสามารถเชื่อมต่อกับเมืองใหญ่ๆ ในภูมิภาคนี้โดยใช้รถไฟความเร็วสูงได้ กรุงเทพฯจะกลายเป็นศูนย์กลางการคมนาคมทางบกของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้อย่างแน่นอน!
ล่าสุด สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ จัดสัมมนาเสนอ ผลงานวิจัยและรับฟังความคิดเห็น “โครง การวิจัยการใช้ประโยชน์จากระบบรถไฟที่เชื่อมโยงประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อให้ไทย เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของภูมิภาค” เพื่อให้ประเทศไทยสามารถใช้ประโยชน์จากระบบรถไฟที่เชื่อมโยงประเทศเพื่อนบ้านได้มากที่สุด
“ฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์” นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ บอกว่า ไทยจะพัฒนาระบบรถไฟเพียงลำพังไม่ได้ จำเป็นต้องพัฒนาเชื่อมกลุ่มประเทศจีนตอนใต้ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) เวียดนาม กัมพูชา และพม่า หากใช้รถไฟความเร็วสูง กรุงเทพฯ จะเป็นเมืองที่มีศักยภาพสูงสุด ที่สามารถเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคนี้ ต่างจากการเป็นศูนย์กลางทางอากาศ ที่สิงคโปร์ และกัวลาลัมเปอร์ ก็มีศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางทางอากาศเหมือนกับกรุงเทพฯ
ในทางปฏิบัติเพื่อสร้างรถไฟเชื่อมไทยไปยังจีนตอนใต้ยังมีความล่าช้าอยู่มาก ประเทศไทยจะต้องมีส่วนในการเป็นผู้นำที่จะผลักดันโครงการรถไฟความเร็วสูงเส้นทางจีน-ลาว-ไทย ซึ่งปัจจุบันการเจรจาระหว่างจีนและลาวยังไม่ได้ข้อยุติ โดยไทยจะต้องจัดประชุมร่วม 3 ฝ่าย เพื่อหารือกันทั้งเรื่องแนวทางการลงทุนและผลประโยชน์ตอบแทนต่างๆ เพื่อผลักดันให้โครงการรถไฟความเร็วสูงเกิดขึ้นโดยเร็ว
ทั้งนี้ จากผลการศึกษาของทีดีอาร์ไอ พบว่า หากมีการลงทุนก่อสร้างแล้ว จะทำให้การค้าระหว่างไทยและประเทศเพื่อนบ้าน ผ่านการขนส่งทางบกมีแนวโน้มสูงขึ้น จากการเชื่อมโยงระบบเศรษฐกิจ ระหว่างกัน โดยจะพบว่าการค้าระหว่างไทย-ลาว จะมีสูงขึ้นมาก โดยเฉพาะด่านหนองคาย มีแนวโน้มที่การค้าจะสูงถึง 150,000 ล้านบาท ในปี 2556 และด่านเชียงแสน ซึ่งเชื่อมต่อมาจากจีนตอนใต้ มีมูลค่ากว่า 30,000 ล้านบาท ในปี 2564
อย่างไรก็ตาม การลงทุนก่อสร้างระบบรถไฟความเร็วสูงจะต้องใช้เงินลงทุนสูงมาก ดังนั้น จึงต้องศึกษาความเป็นไปได้อย่างละเอียด และต้นทุนการก่อสร้างจะต้องได้รับการอุดหนุนจากภาครัฐ เช่น ในประเทศเกาหลีใต้ รัฐจะเป็นผู้ก่อสร้าง และให้เอกชนเป็นผู้ดำเนินการ คือ รูปแบบ PPP โดยเอกชนรับผลประโยชน์จากการลงทุน และรัฐรับประโยชน์จากเศรษฐกิจและสังคม “สุเมธ องกิตติกุล” นักวิชาการด้านการขนส่งและลอจิสติกส์ ทีดีอาร์ไอ บอกว่า จากการศึกษาระบบรถไฟความเร็วสูงของไทย รถไฟสายเหนือ เส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ระยะทาง 745 กม. มูลค่า 229,000 ล้านบาท มีความเป็นไปได้มากที่สุด โดยคาดว่าจะมีปริมาณผู้โดยสารประมาณ 7 ล้านคนต่อปี
อย่างไรก็ดี การเดินทางทางอากาศจะได้รับผลกระทบ มากที่สุด คือ จากปี 2554 มีการเดินทางทางอากาศเป็นสัดส่วน 36.74% เมื่อเปิดใช้รถไฟความเร็วสูงในปี 2561 สัดส่วนการเดินทางทางอากาศจะลดลงเหลือ 23.47% นอกจากนั้น เส้นทางรถไฟความเร็วสูงสายเหนือ ยังมีการต่อเชื่อมไปยังจีนตอนใต้ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการค้าและการท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้นด้วย
ที่มา สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1324 ประจำวันที่ 8-8-2012 ถึง 10-8-2012
จำนวนผู้ชม 2200 ครั้ง










Twitter
Myspace
Webnews
Digg
Del.icio.us
Netscape
Furl
Yahoo
Blogmarks
Diigo
Googlize this
Blinklist
Facebook
Wikio




